สุขุม คัมภีรภาพ

สุขุม คัมภีรภาพ

 

“ดอกรัก” กับจักรวาลเรื่องเล่าในทรงจำของความสัมพันธ์

 

“ความรัก… ฉันรักความรักแม้รักที่ผิดหวังแม้ไม่เคยเข้าใจเลยว่าความรักคืออะไรกันแน่แต่ก็ชอบเหลือเกินที่ความรักลึกลับซับซ้อนเหมือนการเกิดขึ้นของจักรวาลคลุมเครือพอๆ กับการมีอยู่ของชีวิต” (น.7)

“ดอกรัก” รวมเรื่องสั้นของตินกานต์ ไม่ใช่ดอกรักที่เขียนชิดติดกันแต่เป็นเรื่องราวความรักของดอกไม้ที่ตินกานท์นำชื่อหรือลักษณะเฉพาะของดอกไม้จำนวน 10 ชนิดมาตั้งชื่อตัวละครเพื่อเป็นภาพแทนผ่านอารมณ์ของผู้หญิงที่ “เคยรัก เคยร้าย เคยใคร่ เคยงมงาย เคยแค้น เคยฆ่า เคยบูชา”ซึ่งรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ยังได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดปี 2562 ด้วย

บทความนี้จะวิจารณ์รวมเรื่องสั้น “ดอกรัก” ของตินกานต์ โดยจะวิเคราะห์ความรักความทรงจำและความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องเล่าและสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้หญิงสมัยใหม่กับระบบชายเป็นใหญ่

สเตอร์นเบิร์ก (สัตกรวงศ์สงคราม, 2552: 26 อ้างถึงในไพลินศรีสุขโข, 2545: 69-70) ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับความรักไว้ว่า “ความรักเกิดจากการผสมผสานของความรู้สึก 3 แบบคือความเสน่หา (passion) ความใกล้ชิดสนิทสนม (intimate) ความผูกพัน (commitment) ความรู้สึกทั้งสามแบบนี้จะเกิดขึ้นมากน้อยหรือจางหายไปขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสัมพันธภาพและประสบการณ์ความรักของแต่ละบุคคล กาลเวลา และสัดส่วนที่แตกต่างขององค์ประกอบทั้งสาม ก่อให้เกิดความรักรูปแบบต่างๆ แล้วแต่ชนิดของความสัมพันธ์ ได้แก่ ไร้รัก รักแบบเพื่อน รักแบบลุ่มหลง รักแบบว่างเปล่า รักแบบเพ้อฝัน รักฉันมิตรภาพ รักลวงตา และรักสมบูรณ์แบบ”

 

ดอกรักกับความรักความสัมพันธ์ในทรงจำของเรื่องเล่า

เรื่องสั้น “แววมยุรา” เธอหลบจากเรื่องราวเจ็บช้ำจากรักสามเส้าที่กำลังจะแต่งงานแต่เขากลับไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นจนตั้งท้องและเลือกจะรับผิดชอบ ทำให้เธอหนีจากเมืองใหญ่มาทบทวนหัวใจตัวเองที่บ้านแพริมแม่น้ำสะแกกรัง

ตินกานต์เล่าย้อนอดีตเรื่องราวของอดีตคนรักอย่างมีนัยยะ เธอเลือกเดินจากเขามาและคิดเปรียบว่า “ผลกรรมนี้อาจติดตามเธอมาทันแล้วในวันนี้” เขาบังเอิญแวะพักบ้านแพริมน้ำด้วยเช่นกัน หลังทั้งสองไม่ได้ติดต่อกันนมนาน ต่างคนต่างพูดคุยอย่างเปิดเปลือย และเธอก็ยอมมีความสัมพันธ์กับเขา แม้เธอจะ “ไม่ได้รักเขาแล้ว… อาจมีบางแวบที่คิดถึงแต่ไม่เคยนึกโหยหา”ซึ่งเป็นความสัมพันธ์รักแบบว่างเปล่าที่ทั้งสองเคยมีความผูกพันกันมาก่อนที่มันจะล่มสลายลงไป

ทั้งนี้ ตินกานต์เลือกใช้ฉาก (setting) ได้เข้ากับบรรยากาศของเรื่องและยังใช้มิติเวลา(time) กลางคืนสื่อความมืดความโศกเศร้าเป็นทุกข์กับรุ่งเช้าที่ต้องตื่นขึ้นพบความจริงเมื่อเขาจากไปทิ้งไว้เพียงคำตอบให้เธอรู้ว่า “เดี๋ยววันหนึ่งแววจะหายดี” ซึ่งการถูกทิ้งจะรู้สึกอย่างไรก็ต้องให้เธอเป็นฝ่ายถูกทิ้งบ้างนั่นเอง

ต่างจากเรื่องสั้น “โรส” เธอพบเขาที่สถานีรถไฟฟ้าและร้านกาแฟ จากนั้นโชคชะตานำพาให้ทั้งสองได้ใช้ชีวิตร่วมกันมีวันชื่นคืนสุขและวันทุกข์คืนเศร้า เมื่อเขาป่วยด้วยโรคร้ายลุกลาม เธอจึงกลายเป็นผู้แบกภาระทั้งหมดในบ้าน

ท่ามกลางความหวังและสิ้นหวัง เธอยังคงรักและดูแลเขา “ถ้าชาติภพมีจริงแล้วเราได้กลับมาเจอกันอีกต้องแปลว่าเราเป็นคู่กันใช่มั้ย” สะท้อนความคิดความเชื่อเรื่องชาติภพตามหลักพุทธศาสนา ทั้งพรหมลิขิตและการเกื้อกูลกันในปัจจุบันเป็นความสัมพันธ์รักสมบูรณ์แบบ เธอไม่ยอมทอดทิ้งเขาเพราะเข้าใจในรัก ภาวะเกิดดับ การพบและพราก เพื่อจะได้กลับมาผูกพันกันใหม่ สุดท้ายเธอยังได้ทันจูบบอกลาและปล่อยให้เขาไปสู่อิสระ เป็นเรื่องสั้นที่สั่นสะเทือนอารมณ์อย่างรันทดและงดงามที่สุดในเล่ม

กล่าวได้ว่าเรื่องสั้น “แววมยุรา” และ “โรส” มีความเชื่อมโยงที่แตกต่างในเหตุผลของความรักระหว่าง “ถูกทอดทิ้ง” กับ“ไม่ทอดทิ้ง” ซึ่งอิงเรื่องความบังเอิญพรหมลิขิตบุญทำกรรมแต่งและการจากเป็นหรือจากตาย

เรื่องสั้น “ลิลี่” เธอตามเขาไปเรียนและทำงานที่เมลเบิร์น เขาขอเธอแต่งงานในวันเกิดอายุ26 ปี เป็นค่ำคืนเดียวกับฮีทเตอร์ในห้องเสียและพวกเขาต้องปรึกษากันว่าจะอยู่ที่นี่ต่อหรือกลับเมืองไทย พอถึงวันแต่งงาน เขาไม่มีแหวนให้เธอ แต่วัตถุไม่สำคัญเท่าเหตุผลของหัวใจ “เรามีเธอคนเดียว… เราก็มีเธอคนเดียวเหมือนกัน” สะท้อนความสัมพันธ์รักสมบูรณ์แบบของคู่รักพลัดถิ่น เป็นความรักในอุดมคติที่ทั้งสองต่างพอใจในรักเรียบง่ายซื่อตรงซาบซึ้ง แม้เขาจะไม่ประสีประสาเรื่องแสดงออกผ่านคำพูดแต่เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ทำงานหนักเพื่อครอบครัวและคนรัก เป็นเรื่องสั้นเรื่องเดียวที่ใช้ฉากต่างประเทศและให้ทั้งสองฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน อีกทั้งตอนจบของเรื่องก็ทำให้ผู้อ่านอบอุ่นหัวใจแม้ฮีทเตอร์จะยังใช้การไม่ได้ก็ตาม

เรื่องสั้น “โรส” และ “ลิลี่” ต่างเชื่อมโยงกันเมื่อตินกานต์สร้างแบบทดสอบให้กับผู้หญิงว่าจะอดทนยอมรับและฝ่าฟันกับทุกสถานการณ์ในชีวิตได้หรือไม่ แม้เรื่องสั้น “โรส” จะจบลงด้วยการพรากจาก แต่ทั้งสองก็ได้ทำดีต่อกันจนถึงที่สุด ส่วนเรื่องสั้น “ลิลี่” จบลงอย่างมีความสุข(happy ending)เป็นความสุขที่ต้องรอคอยรักขมบ่มเป็นรสหวาน

ต่างจากเรื่องสั้น “บัว” เธอเป็นหญิงสาวที่ไม่ไร้เดียงสากับความรัก แต่เธอพลาดตอนไหน จึงเลือกเขามาเป็นคู่ที่ทำให้ชีวิตต้องลงเอยเหมือนพ่อกับแม่ เพราะเขาถอดแบบพ่อมาทุกกระเบียด พ่อผู้เป็นใหญ่และใช้ความรุนแรงในครอบครัว

ตินกานต์สะท้อนความรักและการกดขี่ในครอบครัวผ่านความสัมพันธ์ของคู่พ่อแม่แบบไร้รักที่ไม่มีความใกล้ชิดเสน่หาหรือความผูกพันต่อกันอีก แม้เธอจะเคยบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมลงเอยเหมือนคู่พ่อแม่ แม่ผู้มีบุคลิกอย่าง “แม่ศรีเรือน” ยอมอยู่ใต้อำนาจนิยมและถูกกดขี่ทางเพศจากพ่อโดยไม่ยอมโต้ตอบ เป็นผู้ไร้เสียง (the subaltern) ส่วนเธอก็เก็บกดจดจำภาพพ่อกระทำกับแม่ เมื่อสามีกระทำต่อเธอบ้าง เกิดความรวดร้าวถึงขั้นขีดสุด เธอเลือกโต้ตอบด้วยการใช้ส้อมแทงเขาเพราะอับอายที่เขาใช้อำนาจคาดคั้นและดูถูกเหยียดหยามท่ามกลางสายตาผู้คนในงานเลี้ยง เธอจะไม่ยอมอดทนเหมือนกับแม่ ดังนั้น ความสัมพันธ์ของเธอและเขาจึงเป็นแบบไร้รักเช่นเดียวกัน

เรื่องสั้น “บัว” นำเสนออีกด้านของความรักความสัมพันธ์ที่ต่างจากเรื่องสั้น “โรส” และ “ลิลี่” เธอไม่ต้องการชีวิตคู่แบบอยู่ๆ กันไป ทนๆ กันไป กล้ำกลืนฝืนทรมานเหมือนตายทั้งเป็น เมื่อชีวิตเป็นของเธอ เธอมีสิทธิ์ที่จะเลือกทางออกให้กับชีวิตตัวเอง

เช่นเดียวกับเรื่องสั้น “โบตั๋น” เธอนัดเขาที่บาร์ตรงตีนสะพานแยกบางลำพูเพื่อบอกเลิก เขาไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ทั้งสองทำผิดด้วยกันมาตลอดเพราะต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวอยู่แล้ว การพบและมีสัมพันธ์กันจึงเป็นเรื่องผิดศีลธรรม เป็นรักลวงตาที่เกิดจากความผูกพันทางกาย ผลักไสไปสู่อารมณ์เสน่หา แต่ละครั้งที่พบเขา เขาจะแต่งตัวเนี้ยบ พรมน้ำหอมฟุ้งโดยที่เธอไม่เคยรู้เห็นมุมมืดของอีกฝ่าย ต่างจากชายอีกคน เธอเป็นเพียงดอกไม้ฝุ่นจับที่ถูกทิ้งไว้ ไม่ได้สูงส่งงดงามอย่างในแจกันของจักรพรรดิตามชื่อ

ตินกานต์สะท้อนว่าคนทั้งสองต่างไม่ใช่รักแรกของกันและกัน แต่เป็นความสัมพันธ์เพื่อแลกรักที่ทำให้ทั้งคู่มีความสุขจอมปลอม เป็นแค่ภาพลวงตาสุดท้าย เขาจากไปแต่โดยดี ทิ้งให้เธออยู่กับความทุกข์ทนหม่นเศร้าในเงาสลัวของบาร์เพราะในครอบครัวตัวเอง เธออาจไม่ได้ทำหน้าที่ภรรยาที่ดี แต่ในฐานะแม่ของลูกสาวเธอมีภาระหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงดูแล

เรื่องสั้น “บัว” และ “โบตั๋น” ตินกานต์สร้างบททดสอบด้านอารมณ์และความรู้สึกที่จมอยู่กับความรักความใคร่แต่ผู้หญิงก็สามารถเลือกได้ บัวในฐานะลูก เลือกที่จะไม่ทนแบบแม่ ส่วนโบตั๋นเลือกที่จะทนอยู่ในกรอบของคำว่าครอบครัวด้วยการหันกลับมาหาลูก

เรื่องสั้น “แก้ว” เธอนึกถึงแม่ที่หายไป หลังมีคนส่งข่าวว่าพ่อป่วยแล้วแม่ก็ไม่กลับมา ป้าจึงเล่าเรื่องรักน้ำเน่าที่พ่อถ้ำมองแม่เล่นน้ำและอยากได้เป็นเมีย หลังคบหาได้ไม่เท่าไรก็ตั้งท้อง ทั้งๆ ที่พ่อมีครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว แก้วจึงเกิดและเติบโตจากการเลี้ยงดูของป้าในสวนลิ้นจี่

ตินกานต์เล่าย้อนความสัมพันธ์ของคู่พ่อแม่ผ่านความรักแบบลุ่มหลงและลวงตาจากความทรงจำเคว้งคว้างของแก้วที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากคำของป้าที่ผู้หญิงในครอบครัว ทั้งยาย แม่ และเธอถูกกระทำจากความเห็นแก่ตัวของปู่และพ่อ เธอจึงมีชีวิตอย่างคนขาดความรักความอบอุ่นในโลกกึ่งจริงกึ่งฝันที่ได้แต่เก็บภาพจิ๊กซอว์ความทรงจำสีหม่นมาปะติดปะต่อหล่อเลี้ยงกายใจ

เรื่องสั้น “พุดพิชญา” เธอได้รับคำขาดจากเจ้านายให้เตรียมตัวไปสัมภาษณ์ผู้กำกับหนุ่มแทนเพื่อนที่ป่วยเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน เธอประหม่ากระสับกระส่ายเมื่อได้พบเขา เธอต้องประจันหน้ากับความรู้สึกตื่นเต้นเป็นกังวลกับความทรงจำในอดีต ยิ่งเขาตอบคำถามเสียงนั้น พาเธอเพริดเตลิดไปกับรักที่ไม่มีวันลืมประจวบเหมาะกับเนื้อหาในหนัง มันพ้องกับเรื่องราวของเธอและเขาในวัยหนุ่มสาว เพิ่งรู้เดียงสากับความสัมพันธ์ในถ้ำน้ำตก แต่เธอเป็นได้แค่คนในทรงจำและถูกทำให้เป็นแค่ตัวละครในหนังไม่มีตัวตนจริงในชีวิตเขา

ตินกานต์เข้าใจนำฉากถ้ำและน้ำตกมาใช้เป็นสัญลักษณ์ (symbol) แทนอวัยวะเพศหญิงและความสุขสมที่หลั่งไหลหลังร่วมรักมันเป็นครั้งแรกของทั้งสองแต่กลับฝังลึกอยู่ในทรงจำเธอ นอกจากนี้ ตินกานต์ยังใช้สายตาของเขาจ้องมองเธอเป็นวัตถุทางเพศซึ่งเธอก็จินตนาการว่าถูกล่วงละเมิด สุดท้ายมีพบแล้วต้องลาจาก เธอควรอยู่กับปัจจุบันไม่ใช่จมอยู่กับอดีต ความสัมพันธ์รักแบบลวงตาที่เกิดจากความผูกพันทางกายผลักไสไปสู่ความเสน่หาซึ่งไม่มั่นคงยั่งยืน

เรื่องสั้น “แก้ว” และ “พุดพิชญา” ตินกานต์สร้างปูมหลังของตัวละครให้อยู่กับความทรงจำที่เกิดจากความใคร่ทั้งแม่ของแก้วและพุดพิชญาล้วนเป็นวัตถุแห่งการจ้องมองและวัตถุทางเพศสำหรับผู้ชาย ต่างเพียงการเล่าเรื่องที่ตินกานต์เลือกแนวอีโรติก (erotic) ให้กับเรื่องสั้น “พุดพิชญา” และเลือกแนวแฟนตาซี (fantasy) ให้กับเรื่องสั้น “แก้ว” ซึ่งเป็นรักลวงตาแบบกึ่งจริงกึ่งฝัน

เรื่องสั้น “เฟื่องฟ้า” เธอได้รับคำชวนจากเพื่อนชายร่วมคณะไปเที่ยวดูผีเสื้อที่แก่งกระจานไปกันเพียงสองต่อสองเพราะเธอมีใจให้เขามานานแล้ว

ตินกานต์สร้างบุคลิกสองตัวละครเป็นคนเงียบและสร้างฉากให้ทั้งสองมาเที่ยวด้วยกันในป่าสะท้อนธรรมชาติที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศปลุกเร้าจับเอาผีเสื้อมาเปรียบกับอาการของคนกำลังมีความรัก จนเธอเอ่ยปากขอให้เขาจูบเขาสนองตามคำขอ เป็นความรักแบบเพ้อฝันที่เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกใกล้ชิดและต้องการสัมผัสทางกายแต่เขาเอ่ยขอโทษเธอ เพราะ “ยังไงก็ไม่ควรเราเป็นเพื่อนกัน… ขอบคุณที่เฟื่องรู้สึกดีกับเราแต่ขอให้เป็นความทรงจำที่ดีของวันนี้… ได้มั้ย” (น.35) ซึ่งบทสนทนานี้สะท้อนความสัมพันธ์รักแบบเพื่อนที่ความใกล้ชิดไม่ควรทำเกินเลยกว่าคำว่าเพื่อนได้ เมื่อเธอรู้คำตอบ มันทำให้เธอนอนหลับอย่างโล่งใจ เธอได้ทำหน้าที่และรับผิดชอบหัวใจตัวเอง แล้วการเดินทางครั้งนี้จึงเป็นความทรงจำแสนงามจนกว่าวันนั้นจะมาถึงวันที่เธอหวังว่าผีเสื้อจะกระพือปีกในใจเขาบ้าง เรียกได้ว่า “ฝันเฟื่อง” จริงๆ

เรื่องสั้น “ราตรี” เธอจับรถสองแถวเชียงใหม่-วัดจันทน์รอบสายขึ้นไปหาเขาที่บ้านแม่แดดน้อยหลังรู้ข่าวว่าเขาเพิ่งเลิกกับแฟนการมาเยือนที่นี่อีกครั้ง พาให้ย้อนความทรงจำที่คนแปลกหน้าสองคนได้มารู้จักจนคบหาเป็นคนรักก่อนจะเลิกราละวางความคาดหวังต่อกันเหลือเพียงความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อน ซึ่งตอนจบเรื่องกล่าวถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรภาพที่มีความแข็งแกร่งกว่าความรักแบบเพื่อนซึ่งมีส่วนประกอบของความผูกพันไม่มีความปรารถนาทางเพศหรือความใคร่แต่อย่างใด

เรื่องสั้น “เฟื่องฟ้า” และ “ราตรี” มีความเหมือนตรงความสัมพันธ์รักแบบเพื่อน ต่างเพียงเรื่องของเฟื่องฟ้าจะมีความเพ้อฝันประสาวัยว้าวุ่น เป็นความรักที่สดใสวิบวับ ส่วนเรื่องของราตรี ตัวละครจะมีวุฒิภาวะขึ้นมาอีกขั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ยกระดับจากรักแบบเพื่อน เป็นรักฉันมิตรภาพทั้งคู่ล้วนเป็นได้เพียงแค่เพื่อนไม่ใช่คนรักซึ่งความสัมพันธ์รักแบบเพื่อนนี้ อาจพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์รักแบบอื่นได้

ส่วนเรื่องสั้น “ดาหลา” เธอออกเดินทางสู่ทะเลหน้าฝนเพื่อเขียนนิยายเรื่องใหม่และพบกับเขา ชายชาวต่างชาติบนเรือมุ่งไปเกาะหมาก เมื่อเธอและเขาพูดคุยกันถูกคอเหมือนคู่ซี้หลังเธอแอบมองและกำลังจะถ่ายภาพเขาจากด้านหลัง สุดท้ายเธอตัดสินใจไม่ไปเกาะกูดแต่แวะลงกลางทางกับเขา

ตินกานต์เฉลยตอนท้ายเมื่อเรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมด เป็นแค่การพบกันระหว่างเธอและเขาในจินตนาการ ดังนั้น จากความสัมพันธ์รักแบบลุ่มหลงในตอนแรกจึงกลายเป็นรักแบบเพ้อฝันที่เธอประกอบสร้างจากอารมณ์ความรู้สึกในฐานะนักเขียนนิยายแนวพาฝัน

 

ภาพลักษณ์ผู้หญิงสมัยใหม่กับระบบชายเป็นใหญ่ (patriarchy)

ภาพลักษณ์เป็นภาพที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของบุคคลเกิดขึ้นในใจถูกสร้างขึ้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับภาพลักษณ์ของผู้หญิง เมื่อถูกหยิบยกในเรื่องสั้นย่อมถูกนักเขียนปรุงแต่งสร้างสรรค์และเน้นเฉพาะคุณลักษณะบางส่วนจากความเป็นจริงขึ้นมานำเสนอเท่านั้น

ในรวมเรื่องสั้น “ดอกรัก” ของตินกานต์ นำแนวคิดด้านภาพลักษณ์มาใช้ เช่น การสร้างลักษณะภายนอกของตัวละครเอกให้มีรูปร่างหน้าตาสวย อย่างในเรื่องสั้น “โบตั๋น” มีรสนิยมในการแต่งกายในเรื่องสั้น “พุดพิชญา” หรือการสร้างแรงจูงใจและทัศนคติให้ตัวละครมีความกล้าหาญเดินทางเพียงลำพังในเรื่องสั้น “แววมยุรา” “ดาหลา” กล้าตามผู้ชายไปต่างประเทศและอยู่ก่อนแต่ง ในเรื่องสั้น “ลิลี่” กล้าไปหาผู้ชายตามคำชวนในเรื่องสั้น “ราตรี” หรือตัวละครมีอาชีพการงาน สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย ในเรื่องสั้น “โบตั๋น”เป็นผู้นำครอบครัวหรือผู้รับผิดชอบภาระในบ้านในเรื่องสั้น “โรส” หรือการสร้างภาษาพูดหรือการแสดงออกของตัวละครให้มีไหวพริบมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ในเรื่องสั้น “โรส” กล้าบอกเลิกหรือกล้าเลือกผู้ชายในเรื่องสั้น “โบตั๋น” “แววมยุรา” กล้าไปเที่ยวกับผู้ชายสองต่อสองแล้วขอให้เขาจูบ ในเรื่องสั้น “เฟื่องฟ้า” ซึ่งตินกานต์สร้างและบรรยายบุคลิกลักษณะของตัวละครให้เป็นผู้หญิงยุคใหม่มีอิสระทางความคิดและการกระทำเป็นตัวของตัวเองสามารถหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองมีความเชื่อมั่นและมีความสามารถในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาและเป็นผู้หญิงที่ไม่ใส่ใจเรื่องพรหมจรรย์แบบแผนประเพณีไม่ว่าเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาวปัญหารักสามเส้าหรือการอยู่ก่อนแต่ง

ขณะเดียวกัน ตินกานต์ก็สร้างบุคลิกอีกด้านของตัวละครให้อยู่ในกรอบศีลธรรมกับบทบาทน้าที่ของภรรยาและแม่ในเรื่องสั้น “โบตั๋น” เป็นวัตถุแห่งการจ้องมองและวัตถุทางเพศตามระบบชายเป็นใหญ่ ในเรื่องสั้น “แก้ว” “พุดพิชญา” ซึ่งทั้งแม่ของแก้วและพุดพิชญาล้วนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบผู้ชายในแทบทุกด้านหรือฝ่ายชายมีอำนาจครอบงำฝ่ายหญิงในเรื่องสั้น“โบตั๋น” หรือลักษณะความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ฝ่ายชายอยู่เหนือฝ่ายหญิงในเรื่องสั้น “พุดพิชญา” ที่ต้องทำตามคำสั่งเจ้านายในเรื่องสั้น “บัว” เช่นตัวละครแม่ที่ถูกพ่อกดขี่และกระทำความรุนแรงในบ้านแต่บัวสามารถโต้กลับระบบชายเป็นใหญ่ด้วยการใช้ความรุนแรงเมื่อถูกเขากดขี่ในที่สาธารณะ

มีข้อสังเกตน่าสนใจในเรื่องสั้น “บัว” ให้ผู้อ่านตั้งและตอบคำถามว่าแท้จริงแล้วความรุนแรงในครอบครัวเกิดจากการสมยอมของผู้หญิงเอง หรือเพราะข้ออ้างของความรักที่มีต่อหัวหน้าครอบครัว จึงทำให้ฝ่ายชายกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงยิ่งขึ้นไปอีกซึ่งเป็นเรื่องที่น่าใคร่ครวญ

“ดอกรัก”ของตินกานต์เป็นรวมเรื่องสั้นที่มีธีมเล่มเกี่ยวกับความรัก (โรแมนติก) ความทรงจำและความสัมพันธ์ของตัวละครที่ไม่ได้ซับซ้อนหรือแปลกใหม่ แต่มุ่งให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักหลากหลายแง่มุมของแต่ละชีวิตที่มีรักแตกต่างผ่านภาพแทนดอกไม้ทั้ง 10 ชนิด โดยที่ผู้อ่านไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามว่า“เขา” คือใคร? ตินกานต์ใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 เป็นผู้เล่าเรื่องแบบรู้จำกัด (limited third person narrator) ดังนั้น สายตาของผู้อ่านจะหันมาจับจ้องอารมณ์ความรู้สึกและการกระทำของผู้หญิงซึ่งในด้านอารมณ์ตินกานต์ยังนำเสนอได้ไม่สุด

ด้านความทรงจำ ตินกานต์ใช้กลวิธีเล่าย้อนอดีต (flashback) สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความรักผ่านการพบพรากจากและกลับมาผูกพันกันใหม่ มีบางเรื่องสั้น เช่น“แววมยุรา” ที่หากมองในแง่ความสมจริงเป็นการพบกันโดยบังเอิญเกินไป แต่สำหรับเรื่องแต่งก็พอจะเข้าใจว่าความรักเป็นเรื่องที่เกิดจากเหตุบังเอิญได้

และด้านความสัมพันธ์ตินกานต์สะท้อนความสัมพันธ์รักหลากหลายถึง 8 แบบ ตามแนวคิดของสเตอร์นเบิร์กซึ่งแต่ละเรื่องสั้นในเล่ม มีทั้งรูปแบบเดียวหรือหลากหลายรูปแบบปะปนกันไป ทั้งไร้รัก รักแบบเพื่อน รักแบบลุ่มหลง รักแบบว่างเปล่า รักแบบเพ้อฝัน รักฉันมิตรภาพ รักลวงตา และรักสมบูรณ์แบบ ดังได้อธิบายข้างต้น ระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวสามีภรรยาแม่กับลูกเพื่อนที่สมจริงพาฝันเพ้อฝันกึ่งจริงกึ่งฝันทั้งสมหวังผิดหวังเป็นสุขโดดเดี่ยวโศกเศร้าสูญเสีย เป็นต้น

นอกจากนี้ รวมเรื่องสั้นเล่มดังกล่าวยังโดดเด่นเรื่องการใช้ภาษาอย่างมีชั้นเชิงวรรณศิลป์ เรียกได้ว่าใช้ภาษานำพล็อตเรื่องในการบรรยายฉากธรรมชาติและสถานที่ด้วยภาพพจน์อุปมา(simile) ก่อให้เกิดจินตภาพ เช่น “ไอแดดยามตะวันตรงหัวเต้นวิบวับบนผิวน้ำไหวๆ เหมือนดวงตาของเด็กสาวและวาววับ คล้ายประกายดวงดาวที่หลงทางมาตกเอาตอนที่ฟ้าสว่าง” (น.15) หรือ “เธอเห็นตึกสูงตั้งซ้อนอย่างไร้ระเบียบเบียดแน่นเต็มความจุของเมืองใหญ่ กลายเป็นดินแดนไร้เส้นขอบฟ้าถนนสูงต่ำเชื่อมต่อทอดไขว้รุงรังเหมือนแมงมุมหัดชักใยเพิ่งสว่างได้ไม่นานแต่รถติดแล้วราวกับจอดไว้บนทางด่วน” (น.125) ตินกานต์สามารถบรรยายได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครที่เข้าใจหัวใจตัวเองและความจริงของชีวิต เช่น “การนั่งอยู่กับเขาตรงนั้นจูบแสนสั้นดั่งโมงยามอันเบิกบานของผีเสื้อที่โตเต็มวัย ฉกฉวยชีวิตชีวาจากการดื่มกิน สายแเดดเริงร่าในโลกที่ไร้ทุกข์ร้อนผสมพันธุ์เผื่อแผ่ไปถึงการผสมเกสรดอกไม้เพียงเพื่อจะตายอย่างสมบูรณ์ในท้ายที่สุดของวงจรชีวิต” (น.36) หรือ “โรสมองท้องฟ้าเปียกฝนด้วยสายตาของคนที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลแจ่มแจ้งในใจว่ามนุษย์ต่างมีวาระเป็นของตนเองและมีเงื่อนไขเวลาต่อกันเหมือนการหมดเวลาของเธอและคนรักคนก่อน เช่นเดียวกับการสิ้นสุดลงของความรักที่ไม่อาจรั้งเหมือนการบานและร่วงโรยของดอกไม้เมื่อถึงเวลาบานย่อมบานเมื่อถึงเวลาโรยย่อมโรยไปสำคัญแต่ช่วงเวลาที่เธอและเขาแบ่งบานเคียงข้างกันนั้นเธอได้ยินดีกับวาระอันสวยสดงดงามนั้นมากน้อยเพียงไร” (น.135) หรือสะท้อนอารมณ์เบื้องลึกของผู้หญิงที่กลายเป็นผู้ไร้เสียง (the subaltern) เช่น “บัวไม่กล้าเปิดเผยหรือแม้จะยอมรับกับตนเองเธอไม่เคยมีความสุขจากการร่วมรัก พยายามแล้ว เสแสร้งแล้ว เอ่ยอ้อมร้องขอความช่วยเหลือก็แล้ว ตั้งแต่ครั้งแรกเลยเถิดมาจนถึงกัดฟันปฏิเสธคู่นอนแล้วร่ำไห้ภายในใจทุกครั้งเมื่อเขาอยู่บนกายเธอหรือยามเธอถูกผลักให้ขึ้นเป็นผู้นำ” (น.78) เป็นต้น

สุดท้าย ตินกานต์หวังว่าจะมีสักดอกหนึ่งที่บานในใจของคุณ แต่จะเป็นดอกไม้หรือดอก-รัก ย่อมขึ้นอยู่กับผู้อ่าน ซึ่งจะเป็นผู้ให้คำตอบหลังจากอ่านรวมเรื่องสั้นเล่มนี้แล้ว

 

บรรณานุกรม

ชาคริตแก้วทันคำ. (2561). ภาพลักษณ์ของผู้หญิงกับความคาดหมายของผู้ชายในรวมเรื่องสั้น“สมิงพระราหู”. วิวิธวรรณสาร, 2(2): 115-129.

ตินกานต์ (นามแฝง). (2561). ดอกรัก.กรุงเทพฯ: a book.

สัตกรวงศ์สงคราม. (2552). การศึกษาความรักของวัยรุ่น.สารนิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิตสาขาวิชาจิตวิทยาการแนะแนวมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

 


 

 

 


Visitors: 20,867