ชาคริต แก้วทันคำ

 
ชาคริต แก้วทันคำ
 

ใต้เมฆต่างเมือง: รวมบทกวีบันทึกการเดินทางของ“ผู้เผอิญเดินผ่านกาลเวลา”

 

 

โชคชัยบัณฑิต’ เป็นนามปากกาของ โชคชัย บัณฑิต ศิละศักดิ์ กวีซีไรต์ประจำปี 2544 จากรวมบทกวี“บ้านเก่า” และล่าสุดปี 2561 เขาได้รับรางวัลศิลปินแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา สาขาวรรณศิลป์ จากสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ และรางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง (Mekong River Literature Award : MERLA 2018)

“ใต้เมฆต่างเมือง” เป็นรวมบทกวีเล่มล่าสุดของเขา ประกอบด้วยบทกวี 59 ชิ้นแบ่งเป็น 2 ภาคคือใต้เมฆต่างเมือง ตามชื่อเล่มที่เขากล่าวไว้ในย่อหน้าท้ายคำนำว่า “อารมณ์คือเมฆที่เลื่อนไหลมองเห็นแต่จับต้องไม่ได้ ถ้อยคำคือสายน้ำฉ่ำไหลสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเมฆทั้งเมฆและสายน้ำต่างเลื่อนไหลด้วยท่วงทำนองเฉพาะตนเช่นเดียวกับการเดินทางของถ้อยคำในบทกวี” (น.12) และคือเมฆข้ามเมือง

กล่าวได้ว่าโชคชัยเปรียบเทียบเมฆและเมืองจากความสูงต่ำที่ต้องใคร่ครวญประสานสายตาผ่านการมองให้เห็นความเปลี่ยนแปรของเมฆในแต่ละวันแต่ละฤดูกาลเช่นเดียวกับเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลากับยุคสมัย เป็นการอธิบายให้เห็นภาพทั้งคู่ขนานและสวนทางของผู้คนสถานที่ผสานเรื่องราวที่เข้ามากระทบอารมณ์ความรู้สึกซึ่งเกิดจากการล่องไหลของเมฆสายน้ำถ้อยคำและการเคลื่อนที่ไปมาหาสู่เยี่ยมเยือนและท่องเที่ยว

บทกวีเล่มดังกล่าวมีแนวคิดหลักในการรวมเล่มเช่นเดียวกับรวมบทกวี“ของฝากจากแดนไกล” (2556) และรวมบทกวี“หลากถ้อยในรอยทาง” (2559) คือบันทึกการเดินทางและประสบการณ์จากการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ

วรรณกรรมบันทึกการเดินทาง (Travelogues) หมายถึงงานเขียนประเภทหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเดินทางหรือประสบการณ์การเดินทางและนำเสนอด้วยรูปแบบหลากหลาย มีการแสดงอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดต่อธรรมชาติที่ผ่านพบระหว่างทาง เช่นบทกวี ได้แก่ ลำนำภูกระดึงและนิราศนครศรีธรรมราช (บางกอกแก้วกำศรวล)ของ อังคารกัลยาณพงศ์ หรือลำนำวเนจรและม้าก้านกล้วย (รางวัลซีไรต์ ปี 2538) ของ ไพวรินทร์ ขาวงาม หรือนิราศจักรวาล ของ ชัยพร ศรีโบราณ (รางวัลยอดเยี่ยมนายอินทร์อะวอร์ด ประเภทกวีนิพนธ์ ปี 2548) สารคดีท่องเที่ยว ได้แก่ นิราศดิบ ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ หรือนิราศเลยเถิด ของ “ลมบก”(เข้ารอบสุดท้ายรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประเภทสารคดี ปี 2555) เป็นต้น

กล่าวถึง“ใต้เมฆต่างเมือง” บทกวีบันทึกการเดินทางของ โชคชัย บัณฑิต’ ถือเป็นวรรณกรรมบันทึกการเดินทางหรือนิราศสมัยใหม่ที่มีลักษณะ 3 ประการ สรุปได้ดังนี้ (ธนาคารจันทิมา, 2554: 4-7)“ประการแรก กวีใช้เนื้อหาและความคิดเกี่ยวกับการเดินทางจากประสบการณ์ชีวิตมานำเสนอผ่านการคร่ำครวญและใคร่ครวญความทุกข์ในชีวิตที่ผ่านพบ ประการที่สอง มีการเคลื่อนที่ของบุคคลและเวลา ประการที่สาม มีการพรรณนาธรรมชาติหรือสิ่งที่พบเห็นระหว่างทางเพื่อสื่อความรู้สึกและแสดงความคิดเห็น” ซึ่งแตกต่างจากขนบนิราศแต่เดิมที่เนื้อหาจะเน้นเรื่องราวการเดินทางและบอกเล่าเส้นทางเป็นหลักจากนางหรือคนที่รักและพรรณนาสิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง

 

ใต้เมฆต่างเมือง: “ประสบการณ์ชีวิตแบบชิดใกล้”

               นั่นฝูงเด็กมากล้นชุดชนเผ่า                    บ้างหน้าเศร้าบ้างซนวิ่งปนเพื่อ              

ยืนขายของข้างวิถีกี่ปีเดือน                     ชวนสะเทือนสะทกเจ้านกไพร

  ตุ๊กตาตัวน้อยสร้อยถักสาน                     ผ้าโบราณงานฝีมือคุณซื้อไหม

     นักท่องเที่ยวบางคนอาจสนใจ                     บางคนไม่มองตาไม่กล้ามอง(น.23)

ข้อความข้างต้นเป็นบางส่วนของบทกวีชื่อ “ใต้เมฆต่างเมือง : ประสบการณ์ผ่านใจต่างวัยวัน” ที่โชคชัยระบุท้ายบทกวีว่า แต่งหลังการเยือนหมู่บ้านม้งในเมืองซาปา ประเทศเวียดนาม กล่าวได้ว่าบทกวีนี้เป็นบันทึกการเดินทางที่ถือเป็นประสบการณ์ของ “นักท่องเที่ยว” ที่ได้มาพบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในกระท่อมและทอผ้าหาเลี้ยงชีพ ทำให้โชคชัยได้เห็นความลำเค็ญขาดแคลนที่เป็นเสมือนความทุกข์ของพวกเขา แล้วนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตที่ขัดแย้งกัน “เมืองท่องเที่ยวเสี้ยวเวลาได้มาเห็นความลำเค็ญเป็นอยู่ความฟูเฟื่องความขาดแคลนแผ่นเหย้าความเปล่าเปลืองอาจรุ่งเรืองและร่วงโรยร่วมโบยตี” (น.22)

นอกจากนี้ การเห็นเด็กน้อยในชุดชนเผ่าที่ “บ้างหน้าเศร้าบ้างซน” ยืนขายของให้นักท่องเที่ยวที่บางคนอาจสนใจและไม่กล้าสบตาเป็นภาพที่ “ชวนสะเทือนสะทกเจ้านกไพร”ยิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่ทุกข์และสุขหรือการอาศัยอยู่ในป่าเขาหรือในเมืองก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนผ่านของกาลเวลาเปรียบกับธรรมชาติและความหมายของชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะ “โลกคือครูฤดูกาลที่ผ่านทักร่วมทอถักรอยเท้าให้เจ้าเดิน…” นั่นเอง

ในเรือกสวนล้วนศพถูกกลบฝัง                 กลุ่มสุสานสองฟากฝั่งเศร้าสั่งสม

     ทุกหัวไร่ปลายนาร้อยอารมณ์                เกินฝังจมถมค่าแห่งอาวรณ์ (น.28)

ข้อความข้างต้นเป็นบางส่วนจากบทกวีชื่อ “เหนือไร่นาคือสุสาน เหนืออาคารคือสงคราม” เมื่อโชคชัยได้ไปเยือนเวียดนามและรู้สึก “ช่างตื่นตาตื่นใจยามไกลบ้าน” แต่พอเห็นอาคารบ้านเรือนกลับรู้สึกว่าบนที่ดินสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้เป็นสุสานที่ทับถมอารมณ์หลากหลายและมีความเศร้าฝังจมอยู่ในนั้น “เมื่อเสาเข็มเต็มกระดูกทุกช่วงตอน เช่นสุสานซุกซ่อนการย้อนเยือน” จึงเป็นอาการโหยหาอดีต (Nostalgia) ของคนหรือสังคมเพื่อรำลึกถึงความทรงจำว่าอดีตนั้น“สันติสุขคือทุกข์ยากที่พรากเฉือนที่บรรจุสุสานและบ้านเรือนคือรอยเปื้อนยาวเหยียดแห่งเวียดนาม”(น.29) ซึ่งอดีตพื้นที่เหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบจากสงครามมีความตายหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสุสาน แต่ปัจจุบันถูกอาคารบ้านเรือนลูกผสมมาแทนที่จนดูแปลกตาทั้งสำหรับคนที่นี่และนักท่องเที่ยว

บทกวี “เหนือไร่นาคือสุสาน เหนืออาคารคือสงคราม” จึงมีความหมายสองชั้นที่โชคชัยใช้อุปลักษณ์ (Metaphor) เปรียบพื้นที่เรือกสวนไร่นาว่าเป็นสุสานที่ “ล้วนศพถูกกลบฝัง”จากการล่าอาณานิคมแต่เหนืออาคารที่สร้างทับพื้นที่เหล่านี้มีรูปทรง “ลูกผสมกลมกลืนต่างผืนดิน”คือการรุกรานทางวัฒนธรรมสมัยใหม่ด้วยกระแสการท่องเที่ยวและทุนนิยม

ชีพพิการงานฝีมือสื่อความหมาย              คือความตายที่หายใจใครจะเชื่อ

          ล้วนผลพวงร่วงหล่นจากฝนเชื้อ             ที่รอดเหลือเมื่อคราวถูกคุกคาม(น.32)

ข้อความข้างต้นเป็นบางส่วนจากบทกวีชื่อ“ไซ่ง่อน : พิพิธภัณฑ์ความเจ็บปวดแห่งสงครามอเมริกา” ที่โชคชัยเล่าเรื่องราวผ่านภาพบันดาลใจจากห้องขายของที่ระลึกฝีมือคนพิการซึ่งสาเหตุความพิการเกิดจากสารเคมี “ฝนเหลือง”

การมองเห็นชีวิตคนพิการในฐานะเหยื่อของสงครามที่ยังมีลมหายใจนั่งขายงานฝีมือที่พิพิธภัณฑ์หรือ “อนุสรณ์สถานแห่งการฆ่า” จึงเป็นภาพบาดความรู้สึกเมื่อกาลเวลาผ่านไปผู้คนที่มาท่องเที่ยวจะรู้สึกและรำลึกถึงความรักหรือความเกลียดชังที่เวียดนามกลายเป็นการตั้งคำถามของโชคชัยให้ผู้อ่านได้ทบทวนถึงความทุกข์จากสงครามในอดีตที่ส่งผลกระทบถึงคนที่อยู่ในเหตุการณ์ให้กลายเป็นคนพิการที่มี “หัวใจ” และ “ลมหายใจ” อยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวความตายและความขมขื่นซึ่งเราควรหยิบยื่นเมตตาในฐานะลูกหลานข้าศึกในอดีตให้กับพวกเขา

หญิงก็หาญชายก็ห้าวร่วมก้าวย่ำ  แรงกระหน่ำหินกำหนดเหี้ยนหดถาง

คารวะแรงมนุษย์ทุกนายนาง                 ผู้พลีเหงื่อเพื่อสร้างทางสบาย

 ทางสบายไปเยือนใช่เลือนหลง                  จารึกลงทรงจำเปี่ยมความหมาย

          ซากเจดีย์กลางดงแค่ผงทราย                  ที่โดดเด่นเร้นกายเหงื่อใครกัน (น.35)

ข้อความข้างต้นเป็นบางส่วนจากบทกวีชื่อ “พุกาม : ระหว่างทางไปชมทะเลเจดีย์” ที่โชคชัยระบุท้ายบทกวีว่าแต่งจากบางช่วงถนนขณะเดินทางไปชมทะเลเจดีย์ที่พุกามประเทศเมียนมาร์ซึ่งบรรยายสิ่งที่เห็นระหว่างทางเพื่อสะท้อนภาพแรงงานชายหญิงที่สร้างถนนด้วยมือเปล่าให้ผู้คนและนักท่องเที่ยวได้สัญจรไปสู่จุดหมายได้อย่างสะดวกสบาย สิ่งที่โชคชัยนำเสนอกลับไม่ใช่สถานที่ปลายทางแต่เป็นการเปรียบเทียบว่าระหว่างทางของการท่องเที่ยวนั้น สิ่งใดมีค่าน่าชมมากกว่าระหว่างทะเลเจดีย์ที่จะไปเยือนและเป็นเพียง “ซากอดีตกลางดงแค่ผงทราย” กับชีวิตแรงงานเปื้อนหยาดเหงื่อ “ที่โดดเด่นเร้นกาย”อยู่ตรงหน้า

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวต่างต้องการชมซากทะเลเจดีย์เมื่อมาเยือนพม่าแต่โชคชัยเลือกบันทึกการเดินทางครั้งนี้ผ่านถนนซึ่งทั้งสองสิ่งล้วนสร้างขึ้นจากแรงงานมนุษย์ที่เราควรคารวะให้กับพลังการสร้างสรรค์และไม่ควรลืมเบื้องหลังแห่งความสวยงามท่ามซากปรักหักพังหรือความสะดวกสบายจากการเดินทางนั่นเอง

จากตัวอย่างที่หยิบยกมาอธิบายล้วนเป็นบทกวีที่มีลักษณะนิราศสมัยใหม่ซึ่งโชคชัยได้เดินทางในฐานะนักท่องเที่ยวไปเยือนเวียดนามและพม่าแล้วถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตนสู่ผู้อ่านพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นหรือทัศนคติของกวีไว้ด้วยโดยการคร่ำครวญผ่านอารมณ์เศร้าสะเทือนใจและขมขื่นที่ได้มาพบก่อนพราก โดยเฉพาะภาพเด็กชนเผ่ามายืนขายของหรืออาคารบ้านเรือนที่ปลูกสร้างทับสุสานในอดีตและพิพิธภัณฑ์ที่ผู้รอดชีวิตจาก “ยุทธการฝนเหลือง” มานั่งขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวให้ผู้อ่านได้ใคร่ครวญอารมณ์จากความทุกข์ของชีวิตผู้คนเหล่านั้นผ่าน “จุดขาย”ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนักท่องเที่ยวหรือการสร้างถนนจากแรงงานมือเปล่าเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางชมซากทะเลเจดีย์แต่จะมีสักกี่คนที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาขณะในเมืองรุ่งเรืองแต่ตามป่าเขายังขาดแคลนหรืออดีตใช้สงครามในการล่าอาณานิคมแต่ปัจจุบันกลับรุกรานด้วยทุนนิยมจนเป็นการผสมผสานและกลืนกลายทางวัฒนธรรมที่ต้องปรับตัวรวมถึงการตั้งคำถามเพื่อทบทวนและปลดเปลื้องความคิดติดค้างระหว่างความรักหรือความเกลียดชังที่ต้องฝ่าข้ามไปให้ได้หรือการเห็นความสำคัญของอดีตที่กลายเป็นซากเปรียบเทียบกับชีวิตที่เคลื่อนไหวในปัจจุบันว่าสิ่งใดควรให้ค่าและน่าดูชมมากกว่ากัน

 

คือเมฆข้ามเมือง: “อยู่ใต้เมฆต่างเมืองหลากเรื่องเล่า”

จึงตื่นเต้นเห็นตัวตนปะปนยุค                 ใต้แดดหนาวข้าวสุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์

                            ในฝนฉ่ำน้ำท่าสารทิศ                  เหนือพรมแดนเพิ่งประดิษฐ์เพิ่งคิดค้น (น.117)

ข้อความข้างต้นเป็นบทจบของบทกวีชื่อ “ภูมิทัศน์ศรัทธา”  ที่โชคชัยคล้ายสรุปการเดินทางไปที่ต่างๆแถบประเทศอาเซียนแล้วรู้สึกตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ ขณะเดียวกันก็เห็นถึงมิตรภาพในดินแดนเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นการนับถือผีศาสนาหรือ “พิธีกรรมข้ามฟ้าสารทิศ”การเดินทางครั้งนี้ นอกจากจะได้เห็นภูมิทัศน์ภายนอกแล้ว ภายใน โชคชัยยังเห็นความศรัทธาและตัวตนที่ปะปนยุคสมัยบนพรมแดนที่เราต่างสมมติและประดิษฐ์ขึ้นด้วยเป็นการเห็นภายนอกเพื่อมองสำรวจภายใน

ร่วมสายลมสายน้ำร่วมความหลัง                      ร่วมทุกข์สุขทุกครั้งที่ฟังข่าว

               เพียงพริบตาบ่าไหลภาพในคลาวด์                      สื่อเรื่องราวออนไลน์สุดปลายฟ้า(น.155)

ข้อความข้างต้นเป็นบทจบของบทกวีชื่อ “แรมเร่ในเวลา”และยังเป็นบทกวีปิดเล่มที่โชคชัยกล่าวว่าการแรมเร่นอกจากตัวบุคคลจะเดินทางไปแล้วยังรวมถึงการเดินทางเคลื่อนที่ของเวลาด้วย ซึ่งเนื้อหาบทกวีนี้มีความร่วมสมัยคล้ายจะสื่อว่าโลกออนไลน์นั้นไร้พรมแดนและเราสามารถท่องโลกรับข่าวสารจากโปรแกรม cloud computing หรือการเก็บข้อมูลไว้บนก้อนเมฆซึ่งสามารถดึงออกมาใช้ได้ตลอดเวลาผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

จากตัวอย่างบทกวีที่หยิบยกมาอธิบายจะเห็นได้ว่าโชคชัยเปรียบการเดินทางบนโลกจริงที่ต้องข้ามแม่น้ำแผ่นฟ้าพรมแดนไปท่องเที่ยวกับการท่องโลกผ่านเทคโนโลยีที่มีความเคลื่อนไหวและสามารถเชื่อมต่อกันได้เป็นการ “ข้ามขอบฟ้าสากลท่วมท้นจอ” หรือการข้ามเมฆแบบสมัยใหม่ที่ “ต่างดำรงลีลาสถานะ”

รวมบทกวี“ใต้เมฆต่างเมือง” ของโชคชัยบัณฑิต’ ถือเป็นงานที่มีลักษณะนิราศสมัยใหม่โดดเด่นในการแสดงทัศนะและวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่พบเห็นเป็นสำคัญโดยเฉพาะบทกวีที่บันทึกประสบการณ์การเดินทางด้วยกลอนเจ็ดกลอนแปด จังหวะลื่นไหล อ่านเพลิดเพลิน ใช้ภาษาก่อจินตภาพและขึ้นต้นบทกวีได้น่าสนใจชวนติดตาม แต่วรรคจบในหลายบทกวีไม่มีพลังพอจะสร้างความกระทบใจหรือติดค้างอยู่ในทรงจำของผู้อ่าน

อย่างไรก็ตาม โชคชัยใช้น้ำเสียงของผู้เข้าใจชีวิตและโลกมานำเสนอผ่านเรื่องเล่าของ “ผู้เผอิญเดินผ่านกาลเวลา” ซึ่ง “เมื่อตาสบตาเราเข้าใจกันกี่ภูผาร้อยพันก็ข้ามพ้น” จากนิยามความทุกข์ความเศร้าความขมขื่นและกำแพงแห่งความเกลียดชังจากประวัติศาสตร์รัฐชาติปัญหาการพลัดถิ่นความเป็นอื่นสงคราม การค้า วัฒนธรรมและอัตตาเพื่อจะได้มีทัศนคติและใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับความเป็นไปของสรรพสิ่งอย่างสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยเพราะ “ว่าเรายังร่วมฟ้าร่วมอาดูร” กันนั่นเอง

 

บรรณานุกรม

โชคชัย บัณฑิต’ (นามแฝง). (2562). ใต้เมฆต่างเมือง. ปทุมธานี: นาคร.

ธนาคาร จันทิมา. (2554). วรรณกรรมบันทึกการเดินทางของเสกสรรประเสริฐกุล ในฐานะนิราศสมัยใหม่จากการคร่ำครวญสู่การใคร่ครวญและปัญญา. วิทยานิพนธ์ ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


 


Visitors: 18,248