โจทย์ระยะที่ 3 (มี.ค.)

เรื่องเล่าสามัญ ในรวมเรื่องสั้น “เรากำลังกลายพันธุ์”

โดย สุขุม  คัมภีรภาพ

 

         เรากำลังกลายพันธุ์ เป็นรวมเรื่องสั้นคัดสรรเล่มแรกของเกริกศิษฏ์  พละมาตร์ ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในโครงการประกวดหนังสือดีเด่น รางวัล “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ครั้งที่ 13 ประจำปี 2559 และเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2560 ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องสั้นจำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ เงือก บางลาไม่เคยลาก่อน เดือยหิน ขาล เรื่องของคาลโบ สุ่ม เอกฉันท์แห่งหน้ากากและผู้กุมชะตา

         ในเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่อง เน้นการเล่าเรื่องผ่านพฤติกรรมของตัวละคร (character story) จึงต้องให้สมจริง (realism) คือมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้ (round character) เพื่อให้คล้ายคนทั่ว ๆ ไปในสังคม การเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยจะขึ้นอยู่กับเหตุผลตามสถานการณ์แวดล้อม ส่วนกลวิธีในการนำเสนอ ผู้เขียนแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 2 แบบ คือ การให้ตัวละครหลักเป็นผู้เล่าเรื่องของตนเอง (I-narrator หรือ First person perspective) โดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 นอกจากนี้ยังเล่าเรื่องโดยผู้เล่าไม่ปรากฏตัวออกมาและไม่ใช่ตัวละครในเรื่อง เป็นเพียงเสียงเล่าบนหน้ากระดาษ ผ่านปมความขัดแย้งของปัจเจกตัวละคร เช่น ความขัดแย้งกับตัวเองหรือการต่อสู้กับความรู้สึกภายในจิตใจ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากสาเหตุภายนอก เช่น การต่อสู้กับธรรมชาติหรือชะตากรรมของตัวเอง เป็นต้น

          บทวิจารณ์ชิ้นนี้จะมุ่งพิจารณาเรื่องสั้นผ่านการตีความวรรณกรรม 2 รูปแบบคือ วรรณกรรมแนวสัจนิยม (realism) ที่เน้นสะท้อนภาพชีวิตและสังคมตามความเป็นจริง ได้แก่เรื่องสั้น บางลาไม่เคยลาก่อน เดือยหิน เรื่องของคาลโบและสุ่ม กับวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (magic realism) ที่ผูกพันและผสมผสานเรื่องมหัศจรรย์เหนือจริง รวมถึงตำนานเรื่องเล่าพื้นบ้าน เรื่องราวเร้นลับ อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิปาฏิหาริย์ ได้แก่เรื่องสั้น เงือก ขาล เอกฉันท์แห่งหน้ากากและผู้กุมชะตา

        ในเรื่องสั้น เดือยหิน ผู้เขียนให้เขาหรือชายหนุ่มผู้มีบุคลิกแปลกประหลาดเป็นผู้เล่าเรื่องแบบรู้แจ้ง (omniscient perspective) เหมือนพาตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และบรรยายพฤติกรรมการต่อสู้ของไก่ชนและการพนันของกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายจากประสบการณ์ที่เข้าไปสัมผัสได้อย่างชัดเจน เห็นภาพของการต่อสู้และขั้นตอนก่อน-หลังลงสนาม ใช้น้ำเสียงเล่าได้ชวนติดตาม บรรยายได้สมจริง โดยเฉพาะมุมมองของตัวละครที่วิพากษ์วิจารณ์การต่อสู้ของไก่และคน

         ตอนจบของเรื่องสั้นนี้ ผู้เขียนคล้ายตั้งคำถามเปรียบกับชีวิตของคนและไก่ได้อย่างชวนปลดปลง ด้วยความเข้าใจโลกและชีวิตผ่านการมองเห็น อันเป็นเรื่องราวที่ไม่แตกต่างระหว่างชะตากรรมของคนหรือสัตว์ที่ต้องต่อสู้อยู่บนสังเวียนหรือเวทีโลก สุดท้ายไก่ชนก็ถูกขังอยู่ในกรงหรือสุ่ม เช่นเดียวกับคนที่ยังหลงติดอยู่ในวังวนการพนัน ต่างฝ่ายอาจพ่ายแพ้หรือชนะ บาดเจ็บหรือล้มตาย มันสะท้อนภาพวิถีชีวิตของสังคมอันห่างไกลและอาจมองได้ว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ได้อีกด้วย

         การถูกขังอยู่ในสุ่มถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ (symbol) ในเรื่องสั้น สุ่ม โดยผู้เขียนให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เล่าเรื่องความขัดแย้งของปัจเจกตัวละครผ่านการงาน ความรับผิดชอบที่เหมือนถูกกักขัง ซึ่งสะท้อนภาพความจริงของคนใช้แรงงานที่ต้องอุทิศเวลา แรงกายแรงใจ ตลอดจนความรู้ความสามารถให้กับบริษัทนายจ้าง

         ความน่าสนใจของเรื่องสั้นนี้อยู่ที่ผู้เขียนแทรกทัศนะของลูกจ้างผ่านความรู้สึกเป็นข้อ ก. ข. ค. ง. ที่ทั้งเห็นด้วย เห็นต่าง โต้แย้ง คล้อยตามหรือเต้นรำไปกับจังหวะที่ถูกออกแบบเอาไว้

         ตอนจบของเรื่องสั้นนี้ทิ้งปมแบบปลายเปิดให้ผู้อ่านได้ฉุกคิดว่า การทำงานนั้นต้องใช้สมองหรือหัวใจ หรือต้องใช้ทั้งสองสิ่งและเราจะหลุดจากพันธนาการ กฎเกณฑ์การทำงานได้อย่างไร ผู้เขียนคล้ายสะท้อนภาพชะตากรรมของพนักงาน ผู้ร่วมงานกับการเปลี่ยนแปลงผ่าน “สุ่ม” ที่เป็นได้ทั้งสุ่มเลือกให้ถูกลดตำแหน่ง ย้ายที่ทำงานและสุ่มที่มองไม่เห็นที่ครอบชีวิตให้เกิดความรู้สึกเครียด อึดอัด เบื่อหน่ายนั่นเอง

          การทำงานซ้ำซากจำเจในชีวิต นอกจากความเบื่อหน่ายแล้ว ยังก่อความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับเรื่องสั้น เรื่องของคาลโบ ผู้อยู่ในแบบฟอร์มในฟาร์มแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเล่าแบบกระแสสำนึก (stream of consciousness voice) ผ่านความรู้สึกและความฝันของตัวละครได้อย่างลื่นไหล ใช้ภาษากวีได้อย่างมีจินตภาพ เช่น “ดูเหมือนนั่งซึมกะทือ ทว่ากำลังต่อสู้อยู่กับขุ่น ๆ คลอเคลียของอากาศ” (น.97) หรือ “เขาอยากเดินลึก เข้าสู่ทุ่งหญ้าลิบ โดยใช้ถนนเส้นเล็กทราม ๆ สายนั้น” (น.98) เป็นต้น

ชีวิตของคาลโบผู้อยู่ในห้อง ทำหน้าที่เป็นนักแม่นช่องคลอดผสมเทียมวัว อยากผันตัวมาเป็นคาวบอยผู้โลดแล่นกลางแจ้ง ต่างจากข้าพเจ้าในเรื่องสั้น สุ่ม ที่ความเบื่อหน่ายการงานกดดันให้เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงและอาจถูกผลักไสให้เป็นดังผู้ร่วมงานคนนั้นในวันข้างหน้า

          เรื่องของอาชีพการงานยังถูกสะท้อนผ่านสายตาและมุมมองของตัวละครในเรื่องสั้น บางลาไม่เคยลาก่อน ซึ่งผู้เขียนให้ตัวละครในเรื่องเป็นผู้เล่าชะตาชีวิตของตนเองจากประสบการณ์ที่ผ่านพบ ผูกพัน พลัดพราก ที่ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของมนุษย์

          แต่การพลัดพรากจากบ้านมาทำงานต่างถิ่น แม้พล็อตเรื่องจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่ความแตกต่างในรายละเอียดทำให้เรื่องสั้นนี้มีความน่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรื่อง บางลา อันเป็นสถานที่ และคำว่า ลาก่อน อันเป็นความรู้สึกที่แม้ตัวจากไป แต่คงไม่มีวันลืมเลือน

          ชีวิตของบักเบิดและหินผาผู้มาเป็นบีชบอยลากร่มอยู่ชายหาด ฉายภาพชีวิตผ่านท้องทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลม มรสุมซึ่งพัดพาและพลัดพรากชีวิตคนไปตามทางที่เลือกได้และไม่ได้เลือก กับแรงกระตุ้น ปลุกเร้าจากแสงสี วิถีนักท่องเที่ยวและเงินตราบนความสัมพันธ์ของคนแปลกถิ่น แปลกหน้า ผู้โคจรมาพบและจบชีวิตทั้งแบบหลีกหนีได้และไม่อาจหลบเลี่ยง

         “ประวัติศาสตร์ชีวิตที่ถูกบันทึกได้นั้นคือความจริงโดยถ่ายเดียว การไม่สามารถบันทึกอะไรได้เลยต่างหากคือความจริงจากกระแสธรรมชาติ” (น.54)

          จากข้อความข้างต้น คล้ายผู้เขียนสะท้อนความจริงของชีวิตผ่านสังคมคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเคยมีประสบการณ์ร่วมกัน อารมณ์โหยหา คิดถึงจึงถูกแทรกเป็นสีสันบรรยากาศในเรื่องให้ต้องบันทึกว่าครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในที่แห่งนี้

          จากเรื่องสั้นทั้ง 4 เรื่อง ผู้เขียนนำเสนอภาพชีวิตของตัวละครได้อย่างสมจริงผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตและการเป็นผู้เฝ้าสังเกตการณ์ ไม่ว่าจะในเรื่องสั้น บางลาไม่เคยลาก่อนหรือเรื่องสั้น เดือยหิน นอกจากนี้ยังสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของตัวละครผู้ใช้แรงงาน เช่นชีวิตของนักแม่นช่องคลอด ในเรื่องสั้น เรื่องของคาลโบ และข้าพเจ้า ในเรื่องสั้น สุ่ม

          เรื่องสั้น เงือก ผู้เขียนผสานเรื่องจริงที่วิพากษ์ระบบทุนนิยม (capitalism) ที่ทำลายชีวิตบนสายน้ำผ่านการเลี้ยงปลากระชังกับความเหนือจริงในพฤติกรรมของเฒ่าตะโหมด รวมไปถึงเรื่องราวที่ผมเชื่อและแต่งขึ้น ผนวกเสียงเล่าลือเข้าด้วยกัน โดยมีความมหัศจรรย์เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งอธิบายด้วยเหตุผลว่า เต่าตะโหมดไม่ใช่ “เงือก” แต่เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการดำน้ำอึดและจับปลาด้วยมือเปล่า “ครั้งนั้นตาเฒ่าสร้างความมหัศจรรย์โดยการใช้ฝ่ามือตีบนผิวน้ำเบา ๆ สม่ำเสมอ หันรีหันขวางก่อนดำน้ำลงไปชั่วครู่ พริบตาจึงทะลึ่งขึ้นมาพร้อมกับกระสูบขีดตัวเขื่องในมือ” (น.28)

         แต่ความเชื่อในวัยเด็ก ถูกนำเสนออีกครั้งในตอนจบว่า “ผมไม่สู้แน่ใจว่าเฒ่าตะโหมดต้องการขับไล่คนแปลกหน้าผู้บุกรุกย่ำยีสายน้ำหรือไม่ ผมได้แต่พึมพำกับตัวเองว่าพลังอำนาจซึ่งธรรมชาติให้แกไว้ช่างน่าอัศจรรย์” (น.37)

         จากข้อความข้างต้น จึงไม่อาจสรุปได้ตามตรรกะอำนาจเหนือจริง มันดูก้ำกึ่งระหว่างเรื่องจริงกับเหนือจริง นำมาซึ่งความสงสัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผู้เขียนก็ไม่ได้กล่าวถึง “เงือก” โดยตรง จึงต้องอาศัยการตีความว่า “เงือก” คือสัญลักษณ์ (symbol) ที่ผู้เขียนต้องการสื่อถึงเฒ่าตะโหมด ซึ่งสุดท้ายผมยังเชื่อว่าเฒ่าตะโหมดเป็นคนที่มีความน่าอัศจรรย์ในชีวิต

         สัญลักษณ์ (symbol) ในชื่อเรื่องสั้นถูกนำมาใช้ในเรื่องสั้น ขาล อีกครั้ง ซึ่งอาจตีความได้ว่า “ขาล”

หมายถึงเสือและอีกนัยหนึ่งหมายถึงโจร

         ผู้เขียนเล่าเรื่องได้น่าอ่าน ชวนติดตาม มีความโดดเด่นในการบรรยายโวหารได้อย่างชัดเจน ทั้งรูป กลิ่น เสียง ตลอดจนความรู้สึกกับความลับดำมืดของท้องฟ้า ป่าเขา ซึ่งสะท้อนความจริงในจิตใจมนุษย์ที่มีความโลภและเคียดแค้นชิงชังฝังไว้

         เรื่องสั้นดังกล่าวมีความสมจริงและเหนือจริงผสานกันอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของโจร การเดินทางและไสยศาสตร์ ซึ่งพิจารณาได้จาก “ถ้าไม่เพราะตบะมนต์กับผูกพยนต์แก้ของพ่อมึงวันนั้น ทุกคนต้องตายโหงกันหมด” (น.87) หรือ “น้ำที่กูกินขังอยู่ในรอยตีนเสือ กูไม่รู้ว่าทำไมจมลงในหินได้... จากนั้นมากูไม่เหมือนเดิม” (น.88) หรือ “กูอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนมานานแล้ว พ่อมึงไม่ยอมให้กูตาย ใช้หินสามก้อนเป็นแท่นสะกดกู” (น.88) เป็นต้น

           จากข้อความข้างต้น แม้จะเป็นคำบอกเล่าของตาเฒ่า ซึ่งเขาเลือกที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ มันอาจเป็นคำกล่าวอ้างเลื่อนลอยยากแก่การพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่กลับมีความลึกลับที่ผสานความมหัศจรรย์เข้ากับความจริง เมื่อเขาได้ประสบกับตัวเอง

          ในเรื่องสั้น เอกฉันท์แห่งหน้ากาก ผู้เขียนนำหน้ากากมาเป็นสัญลักษณ์ (symbol) ที่ใช้สื่อถึงความจริงและสิ่งสมมุติในโลกว่ามีและไม่มี ผ่านอารยธรรมดั้งเดิมที่วุ่นวาย เต็มไปด้วยสงคราม แต่เมื่อผู้คนสวมใส่หน้ากากสันติสุขจึงเกิดขึ้น “หน้ากากเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต” (น.119) “ความรุนแรงถูกประณามด้วยความนิ่งของหน้ากาก” (น.122) โลกจึงปราศจากความรุนแรง

          ผู้เขียนให้ผมเป็นผู้เล่าเรื่องและตั้งคำถามไปพร้อมกัน ดูเหมือนวิถีแห่งการใส่หน้ากากจะได้รับความนิยมและขับเคลื่อนโลกให้พบความสงบสุข “การใส่หน้ากากกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” (น.127)

          การตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์ล้วนถูกสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์ เรื่องสั้นนี้นอกจากจะใช้สัญลักษณ์แล้ว ยังนำเสนอแนวคิดโลกในอุดมคติหรือ “ยูโทเปีย” (utopia) ในแนวเหนือจริง เพื่อแสดงถึงการมีตัวตนบนโลกที่ต่างออกไป ซึ่งต่างจากพื้นที่ “โอเอซีส” (oasis) ในเรื่องสั้น บางลาไม่เคยลาก่อน ที่แสดงถึงความไร้ตัวตนบนโลกใบเล็กที่เร้นซ่อนและซ้อนทับกับโลกใบเดิม เพียงแต่ไม่ต้องสวมหน้ากากเข้าหากันเท่านั้น

         เรื่องสั้นนี้ชวนผู้อ่านให้ขบคิดตีความได้อย่างหลากหลาย มีความแหวกแนวกว่าเรื่องสั้นอื่น ๆ ในเล่ม เป็นเรื่องเล่าที่เล่าเรื่องโดยไม่ถูกครอบงำด้วยขนบสัจนิยม

         เรื่องสั้น ผู้กุมชะตา ผู้เขียนเล่าเรื่องของคนและหมู่บ้านแห่งหนึ่ง สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคเก่าและใหม่ ความเชื่อดั้งเดิมและกระแสไหลบ่าของเทคโนโลยี โดยสร้างตัวละครสองรุ่นให้มาปะทะสังสรรค์กันทางความคิด

         วิถีชาวบ้านถูกนำเสนอรายละเอียดผ่านความสัมพันธ์อันแตกต่าง ซึ่งให้ภาพสมจริงและเหนือจริงสลับสัญลักษณ์ที่น่าขบคิดผ่านความเชื่อและวิธีคิดแบบคู่ตรงข้าม เช่น ยายเยื้อนเห็นเด็กซานโตสโหลนของแก แต่คิดว่าเป็นลิง ส่วนโหลนกลับมองแกเป็นแม่มดรูปร่างอัปลักษณ์เหมือนแม่มดในหนังการ์ตูน เป็นต้น

         ความโดดเด่นในเรื่องสั้นนี้เล่าเรื่องในแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (magic realism) ผ่านการดำรงอยู่ของผู้คนในหมู่บ้าน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้าน พระ ความเชื่อ โดยมียายเยื้อนเป็นผู้เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงหรือเป็นผู้ค้นพบความจริงอันน่าเจ็บปวดกับการสูญเสียตัวตนในความรับรู้ของลูกหลานและชาวบ้าน ซึ่งผู้เขียนได้สร้างภาพแทนการต่อสู้ระหว่างคนในโลกเก่า (ยายเยื้อน) กับโลกใหม่ (ซานโตส) ในท้ายเรื่อง ให้ผู้อ่านเห็นถึงความสัมพันธ์ที่ถูกตัดขาดจากกันได้อย่างมีมิติ

         ผู้กุมชะตา จึงมิใช่ความเชื่อลึกลับ งมงายกับคำสาปแช่งของแม่มด เจ้าพ่อ หมอผีที่จะเป็นผู้กำหนด แต่มันคือการดำรงอยู่บนโลกแห่งความจริงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้งให้เห็นด้วยตาของตัวเองต่างหาก

         จากเรื่องสั้นทั้ง 4 เรื่อง ผู้เขียนนำเสนอมุมมองความคิดผ่านความเชื่อเหนือจริงในรูปแบบเรื่องเล่าสามัญของผู้เฝ้าสังเกตชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเป็นวิถีย้ายถิ่นเข้าสู่เมือง หรือการเลี้ยงปลากระชังซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระแสทุนนิยม ในเรื่องสั้น เงือก หรือวิถีหาอยู่หากินแบบชาวบ้านในชนบทที่เคยพึ่งพาอาศัยกลับต้องซื้อหาและการไหลบ่าของความเจริญทางเทคโนโลยี ในเรื่องสั้น ผู้กุมชะตา เป็นต้น

          เรากำลังกลายพันธุ์ เป็นชื่อเล่มรวมเรื่องสั้นของเกริกศิษฏ์  พละมาตร์ ซึ่งสามารถตีความหลังการอ่านได้ 2 ประการคือ เรากำลังกลายพันธุ์ไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น กระแสทุนนิยมที่ทำลายและเปลี่ยนวิถีชีวิตและสายน้ำ ในเรื่องสั้น เงือก หรือเทคโนโลยีผสมเทียม ในเรื่องสั้น เรื่องของคาลโบ หรือการสวมหน้ากากอันเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมใหม่ ในเรื่องสั้น เอกฉันท์แห่งหน้ากาก และตัวตนที่ถูกมองข้าม หลงลืมหรือสูญหายกลายเป็นอื่นทั้งในระดับครอบครัว หมู่บ้านและสังคม เช่น ความเก็บกดอดกั้นต่อกฎเกณฑ์ครอบชีวิต ในเรื่องสั้น สุ่ม หรือความโลภในจิตใจมนุษย์ ในเรื่องสั้น ขาล หรือการโหยหาอดีตและแสวงหาหนทางชีวิตใหม่ให้กับตนเอง ในเรื่องสั้น บางลาไม่เคยลาก่อน และการไร้ตัวตนเพราะถูกลืมของเฒ่าตะโหมด ในเรื่องสั้นเงือก รวมถึงยายเยื้อน ในเรื่องสั้น ผู้กุมชะตาด้วย

         ภาพรวมของรวมเรื่องสั้นเล่มดังกล่าว พล็อตเรื่อง (plot) ทั้งหมดไม่มีอะไรแปลกใหม่ เรื่องสั้นในเล่มผ่านการตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารและเวทีประกวดในช่วงปี 2549-2557 ซึ่งอาจมองเห็นถึงพัฒนาการการเขียนได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะชั้นเชิงภาษาในเรื่องสั้น เรื่องของคาลโบ หรืออัตลักษณ์ในน้ำเสียงที่เล่าเรื่องได้ไม่สะดุดในเรื่องสั้น ขาลและผู้กุมชะตา และพบปัญหาในตอนจบของเรื่องที่คลี่คลาย แต่ไม่ลงตัว เพราะยังขาดน้ำหนักหรือพลัง จึงทำให้เรื่องสั้นในเล่มธรรมดาและราบเรียบเกินไป

        อย่างไรก็ตาม รวมเรื่องสั้น เรากำลังกลายพันธุ์ ของ เกริกศิษฏ์  พละมาตร์ ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมกันของวรรณกรรมสองประเภทที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันโดยสิ้นเชิง ทั้งคำว่า realism ที่อ้างถึงวรรณกรรมแนวสัจนิยมที่มุ่งสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตและสังคมโดยยึดหลักความเหมือนจริงและความสมจริงที่ตั้งอยู่บนเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยและกาลเวลา ส่วน magic นั้นอ้างไปถึงวรรณกรรมแนวแฟนตาซี (fantasy) ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่ไม่อาจอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ที่อาจนำเสนอผ่านตำนานพื้นบ้าน ความเชื่อท้องถิ่น ไสยศาสตร์และความงมงาย กลายเป็นว่า รวมเรื่องสั้นเล่มดังกล่าว มีเสน่ห์ให้ผู้อ่านได้เปิดมุมมองต่อพื้นที่ในเรื่องสั้นเพื่อพิจารณาความหลากหลายและความขัดแย้ง ซึ่งดำรงอยู่ในสังคมชนบทและในเมือง ที่มีความเชื่อในรูปแบบต่าง ๆ แฝงฝังและขับเคลื่อนให้มีการปะทะสังสรรค์ผ่านสัญลักษณ์ (symbol) ความมหัศจรรย์ ความไม่ปกติ ความเป็นอื่นในเรื่องเล่า ซึ่งกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความแคลงใจในความจริงของสังคมที่มีความสลับซับซ้อนและย้อนยอกหลอกลวงเกินกว่าจะด่วนสรุปต่อข้อสงสัยในคำถาม คำตอบและความเข้าใจในจารีตชีวิต สังคมชายขอบและโลกสมัยใหม่ผ่านวรรณกรรมที่อาจผสมผสานกันอย่างแยกไม่ออกบนเส้นแบ่งของความคงที่ตายตัวหรือลื่นไหลไม่หยุดนิ่งนั่นเอง

 

บรรณานุกรม

เกริกศิษฏ์  พละมาตร์.เรากำลังกลายพันธุ์.ปทุมธานี:นาคร,2558.

ชูศักดิ์  ภัทรกุลวณิชย์.สัจนิยมมหัศจรรย์ในงานของการเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ, โทนี่ มอร์ริสันและวรรณกรรมไทย.กรุงเทพฯ:อ่าน,2559.

 

ความเห็นของคณะกรรมการ

             บทวิจารณ์เรื่องเล่าสามัญ ในรวมเรื่องสั้น เรากำลังกลายพันธุ์ เขียนโดยสุขุม คัมภีรภาพ มีการให้ภาพรวมของหนังสือได้ชัดเจนผ่านการสังเคราะห์ทั้งสารของรวมเรื่องสั้นและท่วงทำนองการเขียนแบบสัจนิยมและสัจนิยมมหัศจรรย์  รวมทั้งชี้ให้เห็นลักษณะที่โดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ สามารถกระตุ้นความคิดได้ดี อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์มีการใช้ภาษาอังกฤษกำกับจำนวนมากโดยไม่จำเป็น ส่งผลให้เกิดการอ่านที่ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร

 

 


 

ครอบครัวดวงตะวัน : อบอุ่นแห่งความรักความเข้าใจ

โดย  นนทพัทธ์ หิรัญเรือง

 

             ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้พบกับศิวกานท์ ปทุมสูติ และได้บอกกล่าวถึงความชื่นชอบที่มีต่อหนังสือรวมบทกวีเล่มหนึ่งของเขา เขามีท่าทีปลื้มใจและบอกกับผมว่าหนังสือเล่มดังกล่าวก็เป็นเล่มโปรดของลูกชายและลูกสาวของเขาเช่นกัน

            “ครอบครัวดวงตะวัน” เป็นหนังสือรวมบทกวีลำดับที่ ๑๕ ของ ศิวกานท์ ปทุมสูติ กวีรุ่นใหญ่ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการวรรณกรรมมามากกว่า ๔ ทศวรรษ ในเล่มประกอบด้วยบทกวี ๔๖ เรื่อง สร้างสรรค์ด้วยคำประพันธ์หลากหลายชนิดทั้งที่เป็นฉันทลักษณ์แบบฉบับและฉันทลักษณ์พื้นบ้านที่กวีคิดค้นขึ้น รวมบทกวีเล่มนี้ผ่านเข้ารอบ ๗ เล่มสุดท้าย (Short List) รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (S.E.A. Write) เมื่อปี ๒๕๔๗  แม้ไม่ใช่เล่มที่ถูกเลือกให้ชนะรางวัลในปีนั้น แต่การทะลุเข้าถึงรอบสุดท้ายย่อมยืนยันคุณภาพได้เป็นอย่างดี  

            ที่ชื่อว่า “ครอบครัวดวงตะวัน” ก็ด้วยบทกวีเกือบทั้งเล่มได้นำเสนอเรื่องราวโดยใช้ครอบครัวเป็นฉากและเนื้อหาเน้นให้ความรู้สึกอบอุ่น สดใส ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงบวก มากกว่าความรู้สึกหดหู่ สะเทือนใจ อันเป็นความรู้สึกเชิงลบ โดยแก่นสารความคิดที่กวีต้องการจะสื่อคือ ความรักความเข้าใจในตนเองและผู้อื่นคือสิ่งที่จะนำพาความสุขมาสู่มนุษย์ทุกคน

            ในส่วนของความรักความเข้าใจในตนเอง กวีได้เสนอเรื่องราวที่ชวนให้ผู้อ่านพินิจแง่ดีของสิ่งสามัญทั้งหลาย ด้วยเป็นหนทางหนึ่งที่จะดับกิเลสความต้องการอันล้นเกินในชีวิตของเราได้ ในบทกวีเรื่องแรกที่ชื่อ “ภูมิใจนะที่รัก” กวีดำเนินเรื่องผ่านคำพูดของตัวละครผู้เป็นสามี ในเรื่องสามีได้ชวนภรรยาให้พินิจแง่ดีของบ้านไร่และธรรมชาติที่รายล้อม ด้วยคำถามที่ว่า “ภูมิใจไหมที่รัก”  ต่อสิ่งธรรมดาสามัญที่ตนมี                                                                   

                                   ภูมิใจไหมที่รัก             ทิพย์ตำหนักดงสักทอง

                                       มีเราเนาสุขสอง           ดั่งราชาราชินี

              เพียงเข้าใจหาความสุขจากวิถีชีวิตอันเรียบง่าย เลือกปรับมุมมอง ทุกสิ่งในบ้านก็ล้วนมีความพิเศษ แม้บ้านไร่ธรรมดาก็สุขสบายดุจดังราชวัง  กวีเสนอว่าสมบัติพัสถานอันมีค่าที่สุดนั้นอยู่ในตัวมนุษย์นั่นเอง

                                    สมบัติพัสถาน             แสนล้านใด...อยู่ในเรา.

            ในเรื่อง “ลมเช้า” สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจความต้องการที่แท้ของตน สองสามี-ภรรยาในเรื่องเลือกที่จะดายหญ้าอยู่ในสวน แทนการเข้าวัดในวันพระใหญ่ ด้วยรู้แจ้งว่าที่ไหนที่ตนจะได้พบความสงบทางใจที่แท้จริง เมื่อในวัดนั้นวุ่นวายกระทั่งว่าสมภารเหงื่อกาฬไหล กว่าจะเอวังได้ ข่มใจเหลือทน ทั้งสองจึงเลือกมีความสุขอยู่ในพื้นที่ของตนและไม่นำตัวไปผูกติดกับขนบนิยมกระทั่งคำติฉินนินทาใดๆ

                                            นินทา   เหมือนลมพัด      ไม่ผูกสัมผัส       ไม่กลัดกมล

                                                          ....

                             ยกมือ    ขึ้นสาธุ          ลูกทั้งสองขอบรรลุ  ในเรือกสวนมงคล    

        

            นอกจากนี้กวีได้เสนอเรื่องราวที่แสดงความสัมพันธ์ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลกับชุมชน  ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการจะถนอมความสัมพันธ์เหล่านี้ให้คงอยู่ยืนยาวได้เราต้องเรียนรู้ที่จะรักและเข้าใจผู้อื่น

การรับฟังความคิดเห็นและให้สิทธิ์ลูกในการเลือกใช้ชีวิตในแบบของตนเอง นับเป็นความรักความเข้าใจที่พ่อแม่มีต่อลูก แนวคิดนี้ปรากฏชัดเจนในบทกวีหลายเรื่อง เช่นในเรื่อง  “ลูกสาวแม่โพสพ” พ่อแม่ในเรื่องได้แสดงความเชื่อมั่นในตัวลูกสาวผู้ที่ต้องออกไปใช้ชีวิตไกลบ้านว่าลูกจะสามารถสร้างความมั่นคงให้ชีวิตได้ด้วยตัวเธอเอง

                               พรุ่งนี้...ลูกสาวแม่โพสพ           จะต้องพบต้องสู้สิ่งใดบ้าง

                        ก็เชื่อว่า “ลูกสาวพ่อ” ผู้บอบบาง  สามารถสร้างทางแกร่งแห่งลูกเอง

            ในเรื่อง “เจ้านกศิลปิน” พ่อเชื่อมั่นในความฝันของลูกชายและเลือกที่จะไม่เอาความคิดของตนไปครอบงำความคิดของลูก ด้วยระลึกว่า

                                    เกรงว่าดวงดาวที่เจ้าฝัน             ต่างกันกับดวงดาวของพ่อ

                             ทั้งรู้ลู่ทางแสงที่สาดทอ             ยากยิ่งจริงหนอต้องรอคอย


            นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่และลูกแล้ว ในเรื่อง “บางหมอกฝ้า” กวียังสะท้อนภาพความสัมพันธ์ของสามี-ภรรยาที่ดี คือต้องมีความรักความเข้าใจ หมั่นสังเกตอารมณ์กันและกัน ทุกข์หรือสุขที่เกิดกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ให้ถือเป็นทุกข์สุขที่ต้องแบกรับร่วมกัน เช่นสามีในเรื่องที่สัมผัสได้ว่าภรรยามีเรื่องไม่สบายใจ ทำให้ตนก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย


                                    เพราะลมฝุ่นอันใดก็แล้วแต่        ทำให้ใจฟ้าแม่เป็นหมอกฝ้า

                             พ่อก็ราวเศร้าหมองเหมือนท้องฟ้า ทั้งแมกไม้ชายคาไม่น่าชม


            ความสัมพันธ์ในครอบครัวจะยืนยาวและมีสุขได้ สิ่งสำคัญคือต้องหาระยะที่พอดีระหว่างสมาชิก แม้ทุกคนจะมีสิ่งที่ปรารถนาให้คนอื่นเป็นตั้งไว้ในใจ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าการยัดเยียดความปรารถนาของตนให้กับผู้อื่นทั้งที่เขาไม่พร้อมจะแบกรับ อาจเป็นเหตุให้เขาเกิดทุกข์ได้ เช่นในเรื่อง  “ผู้เฝ้าดู” เมื่อความสุขของปู่คือการจิบเหล้า ท่าทีอดกลั้นและปล่อยผ่านบ้างของย่านับเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ต้องทนทุกข์ และช่วยให้ “หลานลูกทั้งหลายอิ่มใจครัน อัศจรรย์เกิดได้ในเรือนตน”

            พ้นจากรั้วบ้านออกไป กวีได้ย้ำว่าเพื่อนบ้านและชุมชนก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องการความรักความเข้าใจไม่ต่างจากในครอบครัว เพราะมนุษย์มิได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ชีวิตโดดเดี่ยว บุคคลที่อยู่รายรอบล้วนแต่ส่งผลต่อชีวิตและมีความสำคัญมากทั้งสิ้น ในเรื่อง “ได้เวลา” เหตุเพราะ “พ่อ” เลือกที่จะไม่ตัดขาดและเห็นความสำคัญของชุมชน จึงทำให้โครงการ “ประชาคมของหมู่บ้าน” ซึ่งเป็นความปรารถนาในใจพ่อได้เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับเรื่อง “ลมร้ายจากปลายไร่” ตัวละครเอกในเรื่องแม้ไม่ชอบใจที่เพื่อนบ้านไม่เชื่อคำเตือนของตนเรื่องพิษภัยของยาฆ่าแมลง ถึงขั้นปิดประตูบ้านตัดขาดจากชุมชน แต่แล้วก็ได้ตระหนักว่า หากตนเลือกหันหลังให้ชุมชน ไม่เสาะค้นต้นตอปัญหาที่ทำให้เพื่อนบ้านเลือกเดินทางผิด ปัญหานั้นอาจลุกลามใหญ่โตจนเกินแก้ไข ท้ายที่สุดตัวละครเอกจึงเลือก “ก้าวสู่ชุมชนสนใจ ดวงหทัยวิถี..พี่น้อง”

            มิใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เท่านั้น กวียังพยายามชี้ให้เห็นว่าบรรดาสัตว์เลี้ยงที่อยู่รอบตัวก็มีชีวิตจิตใจ การที่เรามอบความรักความเข้าใจให้แก่พวกเขา มิเพียงแสดงถึงความโอบอ้อมอารีเท่านั้น หากยังเป็นสิ่งยืนยันว่ามนุษย์คือเผ่าพันธุ์สัตว์ประเสริฐที่แท้จริง มีเมตตา มีปัญญา มีจิตใจสูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน ในเรื่อง “เรียนรู้” แม่กับลูกเฝ้ามองการเรียนรู้วิธีหากินของลูกไก่ตัวน้อย กระทั่งสัมผัสได้ถึงความรักความผูกพันระหว่างแม่ไก่และลูกไก่ เมื่อมองลึกลงไปถึงนัยที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้จะพบว่า ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เมื่อเยาว์วัยย่อมเรียนรู้จากบิดา-มารดาเป็นเบื้องแรกเพราะมีความใกล้ชิดที่สุด ในแง่นี้จะเห็นว่ามนุษย์หรือสัตว์ก็มีวิถีที่ไม่ต่างกัน ฉะนั้นการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างเข้าอกเข้าใจก็มิใช่เรื่องที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ลงแต่อย่างใด อีกเรื่องที่ยืนยันความคิดนี้คือเรื่อง “อาบน้ำ” น้ำเสียงของเจ้าของสุนัขที่กล่าวกับสุนัขในเรื่องไม่ต่างจากการกล่าวกับมนุษย์ด้วยกัน แสดงให้เห็นถึงการยกสถานะ “สัตว์” ให้ทัดเทียมกับมนุษย์นั่นเอง นอกจากเรื่องการให้คุณค่ากับชีวิตแล้ว ยังมีบทกวีบางเรื่องในเล่มที่เสนอภาพชะตากรรมอันน่าเวทนาของสัตว์เดรัจฉาน ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกร้องให้มนุษย์นั้น “เห็นใจ” สิ่งมีชีวิตอื่นมากขึ้น เช่นในเรื่อง “หมานอกบ้าน” แสดงภาพของสุนัขตัวเมียที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง หลบไปเข้าบ้านไหนก็ถูกไล่ถูกตี จนต้องยอม “เสียตัว” ให้สุนัขของตัวละครในเรื่อง เพียงเพื่อที่จะได้รับปันอาหารประทังชีวิต นับเป็นเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจยิ่ง โดยเฉพาะตอนท้ายกับคำถามของกวีที่ว่า

                                    มองหน้าหมา    ดวงหน้าหมอง   เห็นตาทั้งสอง    ของมันเศร้าเศร้า                                       

                                  นี่มันมา           หาหมาทำผัว     หรือยอมเสียตัว  เพื่อแลกข้าวเรา.

            หากดูจากผลงานที่ผ่านๆมา ก็พอจะทราบได้ว่า ศิวกานท์  ปทุมสูติ เป็นกวีคนหนึ่งที่มีความเคารพต่อธรรมชาติสูงยิ่ง ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาได้แสดงความรักความเข้าใจในธรรมชาติไว้อย่างน่าประทับใจ โดยเสนอภาพความเสียหายของธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ไว้อย่างเป็นอนุสติ ทั้งยังเน้นย้ำถึงสถานะอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มนุษย์มิอาจประมาณได้ ผ่านบทกวีหลายเรื่อง เช่นในเรื่อง “เห็นไหมลูก” สะท้อนผลร้ายของการแย่งยื้อประโยชน์จากธรรมชาติอย่างเกินพอดี การเร่งรัดทำเกษตรกรรมอย่างไม่ทะนุถนอมธรรมชาติของมนุษย์ แม้ภูเขาทั้งลูกก็ยังกลายเป็น “ภูเขาหัวโล้น หมดแรงนอนนิ่ง” ซึ่งกวีมองว่านี่คือ “โศกนาฏกรรม กรรมแห่งนาฏกร ทุกข์กี่ทับซ้อน ซ่อนเป็นชั้นชั้น.อันเป็นเรื่องที่น่าสลดหดหู่

            ในเรื่อง “อารมณ์น้ำค้าง” กล่าวถึงความเศร้าเสียใจของ “น้ำค้าง” ที่ถูก “กวีขี้เมา” เหยียบย่ำทำลาย ที่น่าสนใจคือกวีดำเนินเรื่องในเชิงบุคลาธิษฐาน คือให้ “แดด” และ “น้ำค้าง” สนทนากัน ในแง่นี้จะเห็นว่ากวีพยายามใส่ความมี “ชีวิตจิตใจ” ให้กับธรรมชาติ และเมื่อวิเคราะห์ให้ถึงที่สุดจะพบว่าการให้ “แดด” ปลอบใจ “น้ำค้าง” เป็นการสะท้อนลักษณะความเป็น “พวกเดียวกัน” ถึงรักและเข้าใจกันของธรรมชาติ และในขณะเดียวกันมนุษย์ที่ไม่รักและเข้าใจ(กวีขี้เมาในเรื่อง)ก็จะถูกผลักให้อยู่ในสถานะของ “พวกอื่น” ไปโดยปริยาย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเสียหายที่มนุษย์ได้กระทำกับธรรมชาตินั้นเกิดมาจากการที่มนุษย์ไม่ได้รักและเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่ระลึกถึงการอยู่ร่วมแบบเป็นส่วนหนึ่งหรือ “เป็นพวกเดียวกัน” กับธรรมชาติ นอกจากนี้ในเรื่อง “อีกฟากแห่งฟ้า” ยังสะท้อนความคิดระดับปรัชญาที่ว่า มนุษย์นั้นเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับธรรมชาติ กวีเผยความคิดนี้ผ่านคำพูดของ “พ่อ” ที่เคยทะนงในความฉลาดและอำนาจของตน ถึงขั้นเทียบตนว่าสูงส่งเทียมฟ้า จนวันหนึ่ง “พ่อ” ได้ผจญกับพายุฝนที่รุนแรงมากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อนั้นจึงพบว่าตนมิอาจควบคุมหรือต้านทานความเป็นไปของธรรมชาติได้เลย “พ่อ”ผู้ที่เคยคิดว่าตนยิ่งใหญ่เทียมฟ้า หลังพายุใหญ่ผ่านพ้นจึงรู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า สูงส่งหรือต่ำต้อยสุดท้ายก็เป็นเพียงสถานะสมมติในหมู่มนุษย์ มิอาจใช้แบ่งชั้นกับธรรมชาติได้เลย

                                    แม่เอยพ่อยืนบนตลิ่ง               เมฆใสพรายพริ้ง

                   เผยฟ้าอยู่ใต้โตรกธาร.

            ใช่เพียงแก่นสารความคิดเท่านั้นที่มีความโดดเด่น ในแง่ของกลวิธีการประพันธ์ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยในผลงานของกวีผู้นี้ ระยะเวลาหลายสิบปีกับผลงานที่ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งดำเนินตามแบบและสร้างสรรค์ใหม่ ล้วนแต่ยืนยันความ “เจนจัด” ได้เป็นอย่างดี

            ใน “ครอบครัวดวงตะวัน” ศิวกานท์ยังคงครองมาดกวีฉันทลักษณ์ผู้มากคลังคำและช่ำชองในรูปแบบคำประพันธ์อันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลอนสุภาพ กลอนเสภา กาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ โคลงสุภาพ หรือโคลงดั้น รูปแบบเหล่านี้ดูจะไม่ใช่อุปสรรคในการบอกเล่าเรื่องราวของเขาเลย บางบทแม้ไม่มากด้วยสัมผัสสระแบบสุนทรภู่อย่างที่คนนิยมกัน บทกวีก็ยังคงความไพเราะสูง เนื่องด้วยเสียงสัมผัสอักษรและชุดคำอันเป็นลีลาเฉพาะตัวของกวี ได้ช่วยให้บทกวีบทนั้นๆมีความโดดเด่นและงดงามขึ้นมา เช่น

                                    แสงแดดทักทายหยาดน้ำค้าง      เป็นอย่างไรเช้านี้เศร้าสร้อย

                             เกาะใบหญ้าพรางร่างน้อย         มิพร้อยเพชรพร่างเหมือนอย่างเคย

            หรือ

                                    จึงเขียนบทกวีไว้หลังภาพ          เจ้าพลิกก็จะทราบแสงถ้อย

                             พินิจนัยนาแห่งนกน้อย             พริบพร้อยพร่างพราวนั่นดาวใด

            นอกจากนี้ในเล่มยังมีบทกวีที่ประพันธ์ด้วย “กาพย์หัวเดียว” หรือฉันทลักษณ์พื้นบ้านที่ศิวกานท์คิดค้นขึ้นเอง ซึ่งลักษณะพิเศษของฉันทลักษณ์พื้นบ้านคือมีความยืดหยุ่นมากกว่าฉันทลักษณ์แบบฉบับ จำนวนคำและช่วงจังหวะสัมผัสไม่ตายตัวเสมอไป เรียกได้ว่ามีลักษณะคล้ายกับเพลงพื้นบ้านภาคกลางตระกูลเพลง “กลอนหัวเดียว” นั่นเอง โดยมีหลายบทหลายวรรคที่ศิวกานท์สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างงดงามทั้งคำและความ ไม่แพ้ฉันทลักษณ์แบบฉบับ เช่น

                                    ลมทุ่งพัดพลิ้ว             ดอกแคร่วงปลิว           ลมตี

                             คว้างเรียวเคียวดอก       ลงจูบระลอก              วารีศรี

          หรือ

                                    ข้าวสวย ควันสุยสุย                ลูกเคี้ยวแก้มตุ่ย แม่แย้มแก้มผกา

                             กับข้าว ราคาถูก                    อร่อยนะลูก วันที่เราพร้อมหน้า

            อีกส่วนที่สำคัญคือกวีโวหาร ตลอดทั้งเล่มมีการใช้โวหารเปรียบเทียบอย่างคมคายอยู่หลายบท เช่น  อุปมา(Smile)           

                             อ้ายฝ้ายชายไทยทำไร่นา               ถูกอาญาสังคมข่มเหงแค้น

                             เหมือนไม้ขีดก้านเดียวจุดฟางหญ้า  ลามทุ่งลามท่าไปไกลแสน      

          อุปลักษณ์ (Metaphor)

                                     ด้วยศักดิ์ศรีลูกสาวแม่โพสพ      จะจุดคบไฟอะเคื้อเถอะเชื่อถือ

          อติพจน์ (Hyperbole)

                                    พูดคุยกับสายหมอก       หยอกสายลมและวารี

            บุคลาธิษฐาน (Personification) 

                                    จักรยานจะเติบใหญ่      โตขึ้นเป็นมอเตอร์ไซด์     อีกไม่นาน

            ปฏิปุจฉา (Rhetorical question) และ ปฏิพจน์ (Paradox)

                                    โลกเขาเจริญ     ทำไมเราต้องเดิน          หลีกหนี

                             พี่โง่หรือฉลาด   ไหนว่าเป็นปราชญ์        เป็นกวี


            จะเห็นได้ว่า “ครอบครัวดวงตะวัน” เป็นรวมบทกวีที่ค่อนข้างสมบูรณ์ทั้งในแง่เนื้อหาและรูปแบบ เมื่ออ่านงานชุดนี้จบลง อย่างแรกที่ผมสัมผัสได้คือความอบอุ่นที่เกิดจากความรักความเข้าใจในสรรพสิ่ง ที่น่าชื่นชมคือหลายเรื่องแม้เป็นเรื่องราวที่พอจะสืบทราบได้ว่าเป็นเรื่องในครอบครัวของกวีเอง กระนั้นเรื่องราวดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะที่แสดงประสบการณ์ของกวีฝ่ายเดียวเท่านั้น หากแต่มีสถานะเป็นตัวแทนประสบการณ์ (Representative) ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านทาบทับประสบการณ์หรือ “ครอบครัว”ของตนลงไปเพื่อสัมผัสกับอารมณ์ “ร่วม” ของเรื่องได้อย่างถึงรส อย่างที่สองผมรู้สึกอิ่มในลีลาภาษาและคลังคำอันมหาศาลของกวี ซึ่งแสดงความ “เก๋า” ผ่านชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ได้อย่างสมฝีไม้ลายมือ เรียกได้ว่าอ่าน “ครอบครัวดวงตะวัน” เล่มนี้แล้ว อิ่มทั้งคำและความ และเมื่อพิจารณาจากผลงานก่อนหน้านี้ของศิวกานท์ ผมพบว่างานเขียนชุดนี้คือมาดใหม่(ในขณะนั้น – ปี ๒๕๔๗)ของเขา ที่ดูเบาสบายและเข้าถึงง่ายกว่างานชุดที่ผ่านๆมา แต่อย่างไรก็ตาม มีบทกวีบางเรื่องในเล่มที่ผมคิดว่ายัง “เบา” เกินไป คือเมื่ออ่านจบแล้วไม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจหรือมีประเด็นชวนให้ขบคิดอะไรมากนัก  ทั้งที่ในภาพรวม การสร้างความตื่นตาตื่นใจและการทิ้งประเด็นให้ขบคิด กวีนำเสนอสองสิ่งนี้ได้ดีมากในบทกวีหลายๆเรื่อง แต่สำหรับบางเรื่องกลับด้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย

            อย่างที่ทราบกันดี ในประเทศนี้ชะตากรรมของหนังสือ “ซีรอง” นั้นต่างจากชะตากรรมของหนังสือ “ซีไรต์” ราวฟ้ากับเหว ที่พูดคือในแง่ของพื้นที่ตั้งปกวางขาย ผมไม่แน่ใจว่าในปีนี้ (๒๕๖๑) หนังสือ “ซีรอง” เล่มนี้จะยังมีวางขายอยู่หรือไม่  เช่นเดียวกับที่ไม่แน่ใจว่าระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาความรักความเข้าใจของคนในสังคมไทยนั้นมากขึ้นหรือน้อยลงเพียงใด

            อย่างไรก็ตาม การหายไปของหนังสือบางเล่มนั้นอาจมิใช่เรื่องหนักหนาอะไร แต่การหายไปของความรักความเข้าใจต่างหากที่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมวันนี้

 

            ความเห็นของคณะกรรมการ

ผู้วิจารณ์เขียนถึงหนังสือชื่อ “ครอบครัวดวงตะวัน” อย่างสบาย ๆ อ่านง่ายและชัดเจน มีการเลือกบทกวีที่เป็นตัวอย่างประกอบได้ดี  สะท้อนให้เห็นแนวคิดอันเป็นเอกภาพของบทวิจารณ์ที่สอดคล้องกับแนวคิดของผลงานที่วิจารณ์  และสรุปประเด็นตบท้ายได้อย่างทรงพลัง

 

 


 

ไม้ใกล้ฝั่ง: ความชราในนวนิยายเรื่องเวลาและนวนิยายเรื่องนาครเขษม

โดย  กรกฎา บุญวิชัย

บทนำ

            เวลา นวนิยายรางวัลซีไรท์ พ.. ๒๕๓๗ ของ ชาติ กอบจิตติ ซึ่งนับได้ว่าเป็นนวนิยายแนวทดลองเรื่องหนึ่งในทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นงานที่สร้างความสับสนให้กับผู้อ่าน เนื่องจากมีกลวิธีในการการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน ในส่วนแก่นเรื่อง ผู้เขียนนำเสนอให้เห็นถึงสัจธรรมของชีวิตและความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุที่อาศัยในสถานสงเคราะห์คนชรา เต็มไปด้วยความเหงาและหดหู่ใจจากการถูกทอดทิ้งจากบุตรหลาน

            นาครเขษม (๒๕๔๙)  นวนิยายของ คอยนุช นามปากกาของ ศิริพรรณ เตชจินดาวงศ์ เป็นนวนิยายแนวใหม่ในทศวรรษ ๒๕๔๐ ที่น่าจะได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมแปลที่มีความเฟื่องฟูในยุคนี้  โดยมีแก่นเรื่องนำเสนอ ความโดดเดี่ยวและการไม่ต้องการคนชราจากสังคม

            เมื่อพิจารณาถึงแก่นเรื่องของ เวลา และ นาครเขษม จะพบว่าทั้ง ๒ เรื่องมีแก่นเรื่องเหมือนกันคือ คนชราเป็นผู้ที่สังคมไม่ต้องการ แต่ทั้ง ๒ เรื่องนำเสนอด้วยกลวิธีที่ต่างกัน เวลา นำเสนอเรื่องราวของคนชราในสถานสงเคราะห์อย่างโดดเดี่ยวและน่าหดหู่ ส่วน นาครเขษม กลับนำเสนอเรื่องราวของคนชราด้วยความขบขัน ดังนั้นทำให้ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า นอกจากการมีอัตลักษณ์และลักษณะเด่นของผู้เขียนนวนิยายแล้ว บริบททางสังคมที่นวนิยายทั้ง ๒ เรื่องแต่งขึ้นคนละทศวรรษกัน ก็น่าจะมีผลต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรมและเปลี่ยนแปลงกลวิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งจะนำเสนอต่อไป

บริบททางสังคมในช่วงการสร้างสรรค์งานวรรณกรรม

            สังคมไทยในทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดยั้ง ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและความเป็นเมืองรุกคืบเข้าสู่ชนบทอย่างรวดเร็วและรุนแรง เปลี่ยนแปลงชนบทให้กลายเป็นเมือง (สรณัฐ ไตลังคะ, ๒๕๕๘:-๒๙) ซึ่งเรียกยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า ยุคโลกาภิวัตน์ (globalization) ส่วนวรรณกรรมในทศวรรษ ๒๕๓๐ มีความหลากหลายทั้งด้านเนื้อหาและกลวิธีในการเล่าเรื่อง เนื้อหาไม่ได้มุ่งเน้นปัญหาสังคมเป็นหลัก แต่เป็นการนำเสนอแง่มุมความเป็นมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับโชคชะตาทำให้ตัวละครต้องต่อสู้กับชะตากรรม มีโครงเรื่องที่ซับซ้อนเน้นกลวิธีในการนำเสนอแบบใหม่ ๆ สร้างจินตภาพหรือสัญลักษณ์ที่ต้องตีความ

            ผลจากยุคโลกาภิวัตน์นี้ ไม่ได้ส่งผลต่อวรรณกรรมในด้านเนื้อหาเพียงอย่างเดียว ยังส่งผลต่อกลวิธีการเขียนวรรณกรรมด้วย เกิดงานเขียนที่เรียกว่า อภิบันเทิงคดีหรือ เมตาฟิกชั่น (Metafiction) เป็นงานที่นักเขียนสมัยหลังใหม่ใช้เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านตระหนักอยู่เสมอว่ากำลังอ่านงานที่ผู้เขียนกำลังสร้างสรรค์ต่อหน้าต่อตาผู้อ่าน งานเช่นนี้เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผู้เขียน ผู้เล่าเรื่องและผู้อ่านได้พบปะกัน

(สรณัฐ ไตลังคะ, ๒๕๕๘:-๓๒)

            เวลา ของ ชาติ กอบจิตติ (๒๕๓๗) เป็นนวนิยายแนวอภิบันเทิงคดีที่ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของงานเขียนในยุคโลกาภิวัตน์ โดยใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบแปลกใหม่ซับซ้อน ทั้งเล่าเรื่องแบบบรรยาย แบบบทละครเวที และแบบบทภาพยนตร์ ผ่านตัวละครบุรุษที่ ๑ และการเล่าของผู้เล่าเรื่องแบบสัพพัญญูสลับสับเปลี่ยนกันไปตลอดเรื่อง ลักษณะเช่นนี้ทำให้นวนิยายมีความซับซ้อนขึ้น เพราะเรื่องที่เล่ามีหลายมิติและมีความสัมพันธ์กัน

            เวลา เป็นเรื่องราวที่ผู้กำกับภาพยนตร์เล่าถึงการที่เขาเข้าไปชมละครเวที ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนชราที่อาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราและมีบทวิจารณ์ไว้ว่า “เป็นละครที่น่าเบื่อที่สุดในรอบปี” เรื่องราวแบ่งเป็น ๒ เรื่องที่ซ้อนทับกันคือ เรื่องในความเป็นจริง (ชีวิตของผู้กำกับภาพยนตร์) และเรื่องของละครเวที ซึ่งทั้ง ๒ เรื่องนี้ เล่าโดยใช้การดำเนินเรื่องตามเวลาในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่มาจากนาฬิกาคนละเรือน กล่าวคือเรื่องเกี่ยวกับชีวิตผู้กำกับภาพยนตร์ดำเนินตามนาฬิกาข้อมือของผู้กำกับภาพยนตร์ ส่วนเรื่องละครเวทีดำเนินตามนาฬิกาบนเวที

            ขณะที่บนเวทีกำลังดำเนินเรื่องอยู่ ผู้เล่าเรื่องก็เล่าเรื่องของตัวเองซ้อนทับไปด้วย โดยทั้ง ๒ เรื่อง
เป็นเรื่องราวที่มีเนื้อหาลักษณะเดียวกัน คือเป็นเรื่องเล่าของคนชรา โดยผู้เล่าเรื่องและคนชราที่อยู่บนเวทีเป็นผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวและไม่ได้รับการเหลียวแลจากสังคม แก่นเรื่องในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก นั้นคือ ชีวิตมนุษย์ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไร สอดคล้องกับเสียงที่บอกว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ” ตลอดทั้งเรื่องและในตอนจบของเรื่อง ห้องที่มาของเสียง “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ” ก็ว่างเปล่าเช่นกัน นั้นคือการส่งสารให้ผู้อ่านได้ครุ่นคิดเกี่ยวกับความหมายของชีวิต

            นวนิยายเรื่อง เวลา สร้างสรรค์ขึ้นในแบบอภิบันเทิงคดี คือเรื่องทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง ชีวิตที่น่าสงสาร และหดหู่ของคนชราเป็นเพียงละครเวที ส่วนบทภาพยนตร์ก็เป็นเพียงจินตนาการของผู้กำกับภาพยนตร์เท่านั้น ซึ่งลักษณะนี้ สรณัฐ ไตลังคะ (๒๕๕๘,-๓๒) กล่าวว่า เป็นแนวคิดหลักของยุคหลังสมัยใหม่ ที่ว่าหน้าที่ของนักเขียนคือการ “สร้าง” โลกจากภาษาแทนการ “สะท้อน” หรือ “เลียนแบบ” โลกตามยุคสมัยใหม่ (คติสัจนิยม)

            ส่วนสังคมไทยในทศวรรษ ๒๕๔๐ เป็นยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศมากยิ่งขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจประชาชาติไปสู่เศรษฐกิจระหว่างชาติผ่านการค้าการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง การอพยพย้ายถิ่นของผู้คนและการขยายตัวของเทคโนโลยี เกิดภาวะไร้พรมแดนในทุกด้าน ทั้งการค้า การติดต่อสื่อสาร เปิดการค้าอย่างเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านข่าวสาร อันเกิดจากการพัฒนาอินเทอร์เน็ต

            ลักษณะสำคัญของคตินิยมหลังสมัยใหม่ คือการหมดความเชื่อในความคิดเดิม เกิดการต่อต้านกฎเกณฑ์ ขอบเขต กรอบ เน้นความหลากหลายมากกว่าความเป็นเอกภาพ นิยมความแตกต่างมากกว่าความเหมือน เกิดการสนับสนุนสังคมให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับ “ความหลากหลาย” และเกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ลักษณะดังกล่าวทำให้กลุ่มที่เคยเป็น “ชายขอบ” หรือเป็น “กระแสรอง” สร้างอำนาจให้แก่ตนมากขึ้น ดังนั้นเรื่องเล่าของคนส่วนย่อยในสังคมที่เคยถูกละเลย ไม่ให้ความสำคัญ จึงได้รับความสนใจมากขึ้น (สรณัฐ ไตลังคะ, ๒๕๕๘:- ๓๘)

            วรรณกรรมคตินิยมหลังสมัยใหม่มีลักษณะเฉพาะ เนื่องด้วยมีความคิดที่ต่อต้านความคิดที่มีอยู่ในยุคสมัยใหม่ จึงต้องต่อต้านงานที่ถือว่าเป็นงานชั้นสูง สภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วนี้ย่อมส่งผลให้วรรณกรรมในทศวรรษ ๒๕๔๐ มีความเปลี่ยนแปลงไปด้วย เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทางวรรณกรรมคือ การเฟื่องฟูของวรรณกรรมแปล การแพร่กระจายของวรรณกรรมต่างประเทศได้ส่งผลกระทบต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรมไทย นักเขียนไทยหลายคนได้รับอิทธิพลงานเขียนแบบสัจนิยมมหัศจรยย์ (Magical Realism) คืองานเขียนที่มีโลกแห่งความมหัศจรรย์และโลกแห่งความจริงดำรงอยู่คู่กันและดำเนินไปภายใต้ตรรกะชุดเดียวกัน

            นาครเขษม (๒๕๔๙) นวนิยายของ ศิริพรรณ เตชจินดาวงศ์ เป็นนวนิยายแนวใหม่ในทศวรรษ ๒๕๔๐ ที่เรียกว่างานเขียนแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโต้สัจนิยมในฐานะที่เป็นรูปแบบการเขียนที่เสนอภาพ “ตามที่เป็นจริง” นำเสนอโลกอย่างเป็นเหตุเป็นผลและยังใช้วิธีการของอภิบันเทิงคดี คือ การที่ผู้เขียนเริ่มเรื่องให้ผู้อ่านตระหนักว่านาครเขษมเป็นสิ่งที่สมมติขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความขัดแย้งขึ้นมาด้วยคำกล่าวที่ว่า “เป็นนาครเขษมที่อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่ที่มันเคยอยู่ของมันมาตั้งนานแล้วนั้นแหละ” (น. ๗)

นาครเขษม เป็นนวนิยายที่เล่าถึงผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกส่งมาที่นาครเขษม ผู้เล่าเรื่องค่อย ๆ เล่าถึงชีวิตและเบื้องหลังของตัวละครแต่ละคนที่เข้ามาอยู่ในนาครเขษม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงลึกลับที่มีฝ้ารูปแผนที่แอฟริกา พี่มาโนช (เจ้าของร้านขายของเก่า) นิตยา (เจ้าของร้านกาแฟร้านเดียวในนาครเขษม) เป็นต้น โดยมี วิชัย (พนักงานออฟฟิศ) เป็นตัวเดินเรื่อง ส่วนชิงช้าสวรรค์ในตอนท้ายของเรื่องอาจจะตีความได้ว่า “วงล้อที่เป็นวัฏจักร” หรืออีกนัยหนึ่งคือ นาฬิกาที่เป็นเครื่องบอกเวลานั้นเอง

นวนิยายเรื่อง นาครเขษม เป็นนวนิยายเสียดสีสังคมหลังสมัยใหม่ที่ทุกอย่างเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้คนที่มีอายุเพียง ๔๐ ปีกลายเป็นคนชรา ซึ่งไม่สามารถตามโลกได้ทันและเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่าตัวละครโดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นพนักงานออฟฟิศที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง ท้ายที่สุดรู้ตัวอีกทีอายุก็มากจนถูกสังคมตัดสินว่าไร้ซึ่งประโยชน์และไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ทุกคนจึงต้องไปอยู่ในนาครเขษม ซึ่งอาจจะตีความได้ว่า นาครเขษมคือสถานสงเคราะห์คนชรานั้นเอง นวนิยายเรื่องนี้ยังผสมผสานทั้งความจริงและความมหัศจรรย์เพื่อวิพากษ์ความจริงในสังคม

ต่อไปผู้วิจารณ์ขอเปรียบเทียบให้เห็นถึงลักษณะร่วมของนวนิยายเรื่อง เวลา และ นาครเขษม เพื่อให้เห็นถึงภาพรวมที่เหมือนกันของแนวคิดของนวนิยายทั้ง ๒ เรื่อง

ลักษณะร่วมของนวนิยายเรื่อง เวลา และ นาครเขษม

            นวนิยายทั้ง ๒ เรื่องเป็นนวนิยายที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของคนชรา โดยเฉพาะประเด็นความไม่ต้องการคนชราจากสังคม นวนิยายทั้ง ๒ เรื่องให้ภาพชีวิตคนชราในลักษณะเดียวกัน ทั้งระดับตรงไปตรงมาและระดับการตีความ ดังนี้

 

การกล่าวถึงคนชราในลักษณะเดียวกันแบบตรงไปตรงมา

[1] ประเด็นที่ยกมาในตารางนี้เป็นการสรุปความมาจากเนื้องเรื่องในนวนิยาย ส่วนเลขหน้า เป็นหน้าที่ผู้วิจารณ์สรุปความมา

การกล่าวถึงคนชราในลักษณะเดียวกันในระดับการตีความ

            นวนิยายทั้ง ๒ เรื่องเป็นนวนิยายที่มีสัญลักษณ์ร่วมกัน การตีความสัญลักษณ์ในนวนิยายนั้นจะช่วยให้ผู้อ่าน รับสารที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอได้อย่างครอบคลุม ครบถ้วน และลึกซึ้งขึ้น

            ชิงช้าสวรรค์ ที่ปรากฏในบท ชิงช้าสวรรค์ที่มีสีฟ้า ใน นาครเขษม เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของนวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งชิงช้าสวรรค์อันนี้สร้างขึ้นจากทางรถไฟที่ไม่มีรถไฟวิ่งแล้ว เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่า สัญลักษณ์ชิงช้าสวรรค์ที่สร้างขึ้นจากทางรถไฟ เปรียบเสมือน นาฬิกา ที่เป็นเครื่องบอกเวลา ใน เวลา ที่การหมุนของนาฬิกา เดินทางในลักษณะวงกลมแบบเดียวกับชิงช้าสวรรค์ และรางรถไฟเปรียบเสมือนการเดินทาง ซึ่งนาฬิกาก็เป็นเครื่องบอกสำหรับการที่คน ๆ หนึ่งต้องเดินทางไปยังขอบฟ้า (ตาย) เหมือนชิงช้าสวรรค์ที่หมุนขึ้นฟ้า และหมุนกลับมารับคนอื่นขึ้นไปยังขอบฟ้าอีกไม่รู้จักจบสิ้น เหมือนกับเวลา

            เมืองนาครเขษม เป็นเมืองที่ไม่มีคนอายุน้อยกว่า ๔๐ ปี และมีร้านขายของเก่า ร้านกาแฟ บ้าน การให้ภาพของเมืองนาครเขษมไม่ต่างจากการให้ภาพของสถานสงเคราะห์คนชราในนวนิยายเรื่อง เวลา โดยนาครเขษมเปรียบเสมือนบ้านพักคนชรา ส่วนร้านค้าต่าง ๆ และบ้านเรือน เปรียบเสมือนเตียงของคนชราที่ใช้เป็นทั้งที่พัก ที่จับจ่ายขายของ (ข้าวแกงที่จะใส่บาตร น้ำอัดลม ลอตเตอรี่) ที่พบปะพูดคุยกัน และเป็นบ้านหลังสุดท้าย นอกจากนี้การหาย (ตาย) ไปของใครบางคนของนวนิยายทั้ง ๒ เรื่อง จะเห็นได้ว่า คนชราจะโหยหาและเศร้าใจ แต่ในขณะเดียวกันคนชราเหล่านี้มองว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะคนที่หายไปคือ คนที่หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวงและได้พบอิสระอย่างแท้จริง

            และร้านของเก่าของพี่มาโนชใน นาครเขษม ให้ภาพว่าเป็นร้านที่มีแต่ของเก่าขาย และพี่มาโนชผู้เป็นเจ้าของร้านมักจะเก็บของเก่าทุกอย่างมาไว้ขายที่ร้านของตน ในนวนิยายเรื่องนี้พี่มาโนชจะกล่าวถึงของเก่าว่าเป็นของที่ใช้ไม่ได้แล้ว แต่มีไว้ให้คนซื้อไว้สะสมอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งประเด็นของเก่านี้พบในนวนิยายเรื่อง เวลา ด้วย ในตอนที่เด็กหนุ่มที่มาเลี้ยงอาหารกลางวันคนชรา คุยกับพ่อของตนถึงความอยากได้นาฬิกา “แอนติก รุ่นลูกศรไขว้หน้าพระเยซู” (น. ๑๓๐) ที่แขวนที่เสาโรงนอน จนกระทั้งยายของเด็กหนุ่มกล่าวขึ้นมาว่า “ทีของเก่าล่ะอยากได้กันนัก มันมีค่ามีราคา แต่คนเก่าคนแก่ไม่มีใครอยากได้” (น. ๑๓๐) จากคำกล่าวของยายเด็กหนุ่ม น่าจะเป็น “กุญแจ” ในการทำความเข้าใจร้านขายของเก่าและการพูดถึงของเก่าของพี่มาโนชใน นาครเขษม ได้ว่าเป็นการเสียดสีคนในสังคมที่ให้คุณค่ากับของเก่ามากกว่าคนแก่ เพราะของเก่าเป็นสิ่งที่มีค่ามีราคา โดยมีตัวเงินเป็นตัวประเมินค่า ต่างจากคนแก่ที่ไม่สามารถทำอะไรหรือหาเงินได้แล้ว จึงถูกจัดว่าไม่มีคุณค่า ไม่มีราคา และไม่เป็นที่ต้องการจากคนในสังคม

            จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าเนื้อหาและแก่นเรื่องของนวนิยายเรื่อง เวลา และ นาครเขษม มีลักษณะร่วมกันทั้งในระดับตรงไปตรงมาและระดับการตีความ

บทสรุป

            เวลา (๒๕๓๗) และ นาครเขษม (๒๕๔๙) เป็นนวนิยายที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคนชรา โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าคนชราเป็นผู้ที่สังคมไม่ต้องการ โดย เวลา นำเสนอเรื่องราวคนชราด้วยความหดหู่ใจ ส่วน นาครเขษม นำเสนอเรื่องราวของคนชราด้วยความตลกขบขัน นอกจากนี้จากการเปรียบเทียบให้เห็นถึงลักษณะร่วมของทั้ง ๒ เรื่องทั้งในระดับตรงไปตรงมาและระดับการตีความ จะพบว่าทั้ง ๒ เรื่องนำเสนอเรื่องราวของคนชราในสถานสงเคราะห์เหมือนกัน ซึ่งผู้วิจารณ์มิได้หมายความว่า นาครเขษม จะได้รับอิทธิพลทางเนื้อหามาจากนวนิยายเรื่อง เวลา เพียงแต่เรื่องราวของคนชราอาจเป็นเรื่องสากลที่มีลักษณะพื้นฐานที่ร่วมกันในหมู่คนชราก็เป็นได้ จึงทำให้การนำเสนอภาพคนชราทั้ง ๒ เรื่องมีลักษณะเหมือนกัน

            นอกจากบทวิจารณ์นี้จะแสดงให้เห็นลักษณะร่วมในการนำเสนอภาพของคนชราของนวนิยายทั้ง ๒ เรื่อง และตีความสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่านวนิยายทั้ง ๒ เรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวเดียวกันแล้ว บทวิจารณ์นี้ยังพยายามจะชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลและความสำคัญของบริบททางสังคมที่มีผลต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรม จะเห็นได้ว่าการที่นวนิยายเรื่อง เวลา และนาครเขษม ใช้กลวิธีเล่าเรื่องที่แตกต่างกันในการเล่าถึงเนื้อหาเดียวกันนี้ นอกจากจะเป็นเพราะอัตลักษณ์และลักษณะเด่นของผู้เขียนนวนิยายแล้ว ยังอาจเกิด
จากนวนิยายทั้ง ๒ เรื่องสร้างสรรค์ขึ้นคนละทศวรรษกัน กล่าวคือ เวลา ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงที่งานเขียนได้รับความนิยมการใช้วิธีการของอภิบันเทิงคดี แต่ นาครเขษม ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงที่วิธีการของอภิบันเทิงคดียังคงมีอิทธิพล และในขณะเดียวกันงานเขียนแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน นาครเขษม จึงมีการผสมผสานทั้งอภิบันเทิงคดีและสัจนิยมมหัศจรรย์ ซึ่งมีผลทำให้เนื้อเรื่องมีความสนุกสนานยิ่งขึ้น

            ดังนั้นในการวิจารณ์วรรณกรรม บริบททางสังคมและวัฒนธรรมในช่วงสร้างสรรค์งาน จึงเป็นสิ่งที่นักวิจารณ์ควรตระหนักและให้ความสำคัญ ไม่ต่างจากการวิจารณ์ในแง่มุมอื่น ๆ

 

รายการอ้างอิง

คอยนุช (นามแฝง). นาครเขษม. กรุงเทพมหานคร: แพรวสำนักพิมพ์, ๒๕๔๙.

ชาติ กอบจิตติ. เวลา. (พิมพ์ครั้งที่ ๑๖). กรุงเทพมหานคร: พี. เอ ลีฟวิ่ง, ๒๕๔๘.

สรณัฐ ไตลังคะ. วรรณกรรมปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๕๓ใน เอกสารการสอนชุดวิชาวรรณคดีไทย หน่วย
          ที่ ๑
-๗. (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ ๑). กรุงเทพมหานคร: สุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๕๘.

 

ความเห็นของคณะกรรมการ

บทวิจารณ์ “ไม้ใกล้ฝั่ง : ความชราในนวนิยายเรื่องเวลาและนวนิยายเรื่องนาครเขษม” โดดเด่นที่การนำนวนิยายสองเรื่องซึ่งจับประเด็นเดียวกันคือ “ผู้สูงวัย” มาวางเปรียบเทียบกัน โดยชี้ให้เห็นว่า บริบทของการสร้างงานในช่วงเวลาที่ต่างกันส่งผลต่อแนวทางการนำเสนอ ถึงอย่างนั้นโดยเนื้อหาใจความ ภาพผู้สูงวัยที่ฉายออกมาก็ไม่แตกต่างกันนัก เป็นการสะท้อนถึงสัจธรรม ว่าทุกชีวิตย่อมร่วงโรยไปตามวันเวลา ผู้วิจารณ์ลำดับความคิดได้เป็นอย่างดี อธิบายได้อย่างชัดเจน พร้อมยกตัวอย่างตอกย้ำ ใช้ภาษาที่เป็นทางการน่าเชื่อถือ แต่ขณะเดียวกันก็มีเสน่ห์ชวนอ่าน 

 

 


 

นวมิตร ดิสโทเปีย และความเป็นอื่น ในนวนิยายเรื่อง เมืองเนรมิต

 โดย อรวรรณ ฤทธิ์ศรีธร

 

                    เมืองเนรมิต เป็นผลงานจากปลายปากกาของ ตรี อภิรุม ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2551 เล่าถึงโลกอนาคตในปี พ.ศ. 4500 โดยมีเมืองสองเมืองที่สำคัญคือ เมือง “มหาดิลกนคร” มีชุมชน “นวมิตร” เป็นฉากหลักของเรื่อง และเมือง “เนรมิต” เมืองที่เป็นตำนานเล่าขานถึงความอุดมสมบูรณ์  ภาพของโลกในยุคดังกล่าวนำเสนอผ่านชุมชนนวมิตร ซึ่งตัวบทใช้คำว่าเป็นเมืองแห่ง “กลียุค” แสดงให้เห็นถึงสภาพธรรมชาติที่ถูกทำลาย ชาวเมืองอาศัยอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยทะเลทรายและซากปรักหักพังเนื่องจากดาวหางพุ่งชนโลก สัตว์และพืชสูญพันธุ์ลงไปมาก ชุมชนนวมิตรมีมนุษย์ต่างดาวจากดาวอื่นสามารถเดินทางเข้ามาอาศัยในเมืองได้อย่างปกติ   ซึ่งมนุษย์ต่างดาวมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย นวนิยายได้นำเสนอให้เห็นความโหดร้ายของมนุษย์ต่างดาวฝ่ายร้ายในการเข้ามาผสมสายพันธุ์ของตนกับมนุษย์โลก

                  สภาพชุมชนนวมิตร เราอาจมองว่าเป็นเมืองดิสโทเปียในรูปแบบหนึ่ง เมื่อกล่าวถึงคำว่า “ดิสโทเปีย” คำที่มาคู่กันคือ “ยูโทเปีย” ซึ่งเป็นคำที่ใช้อธิบายถึงสภาพเมือง/สภาพแวดล้อมที่เล่าถึงความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ ความก้าวหน้าดังกล่าวนี้เองก่อให้เกิดการตั้งคำถามถึงคุณค่าของวิทยาศาสตร์ว่านำมนุษย์ไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ และจากข้อสงสัยนี้เองจึงก่อให้เกิดเรื่องเล่าที่กล่าวถึงการต่อต้านสังคมแบบยูโทเปีย นั่นคือ เรื่องเล่าแบบ “ดิสโทเปีย” นั่นเอง ดิสโทเปียพยายามนำเสนอภาพของเทคโนโลยีในอีกด้านที่น่าสะพรึงกลัวและคุกคามมนุษย์ อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าของมันนั่นเอง

                    ความน่าสนใจของนวนิยายเรื่องนี้คือ การให้ความหมายของดิสโทเปียอีกชุดหนึ่ง ความเป็นดิสโทเปียของชุมชนนวมิตรไม่ใช่เมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี แต่กลับเป็นเมืองของการล่มสลายของเทคโนโลยี ทำให้ชาวเมืองต้องหวนกลับไปสู่การมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เช่น การใช้อาวุธแบบโบราณ ได้แก่ มีด ดาบ หรือการต่อสู้แบบมือเปล่าแทนที่จะใช้ปืน การใช้กระดาษสาแทนโฟม การใช้ดินเหนียวเป็นวัสดุในการสร้างบ้าน การใช้ตะเกียงแทนไฟฟ้า เป็นต้น ดังนั้นความเป็นดิสโทเปียในนวนิยายเรื่องนี้จึงมีข้อสังเกตที่น่านำมาขบคิดคือ การไม่ได้นำเสนอถึงความวิตกกังวลในเรื่องเทคโนโลยีที่เขามาควบคุมชีวิตมนุษย์ แต่เป็นการหวาดวิตกว่าหากวันหนึ่งเราไม่มีเทคโนโลยีใช้เราจะเป็นอย่างไร

                   หากมองตามท้องเรื่อง เราอาจกล่าวได้ว่า ผู้เขียนได้นำเสนอให้ชุมชนนวมิตรเป็นตัวแทนของสถานที่ที่รวมสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เข้าด้วยกัน เราก็จะได้ความหมายของเมืองดิสโทเปียว่า ทุกสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในเมืองดิสโทเปียเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาทั้งสิ้น ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นถึงข้อสังเกตหลายประการ หากมองตามวิถีชีวิตที่หวนคืนสู่สภาพไร้เทคโนโลยี อาจเห็นว่า ตัวบทได้ซ่อนระบบคิดว่า การหวนกลับคืนสู่ธรรมชาติคือลักษณะหนึ่งที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงการอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังก็เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่มีมนุษย์คนใดปรารถนาจะอยู่

                    นอกจากสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมแล้ว สภาพสังคมก็ถูกนำเสนอให้เสื่อมโทรม สถาบันครอบครัวถูกทำลายลง เหลือเพียงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายเพื่อให้กำเนิดมนุษย์ หรือในเรื่องเรียกว่าการสมรสจร  เมื่อหญิงตั้งท้องและคลอดลูก หากลูกเป็นหญิงตนจะเลี้ยงเอง แต่หากเป็นชายคนจะนำไปไว้สถานเด็กกำพร้า ดังนั้นเมื่อมองว่าตัวบทได้นำเสนอคุณสมบัติของสิ่งไม่พึงประสงค์ในเมืองดิสโทเปีย เราก็จะเห็นว่าชุดความคิดหลักที่ครอบงำระบบสังคมปัจจุบันอยู่คืออะไร จากกรณีการสมรสจรทำให้เห็นถึง ความต้องการธำรงไว้ซึ่งสถาบันครอบครัว และมองว่าการสมรสจรหรือการร่วมหลับนอนเพื่อให้กำเนิดมนุษย์โดยไม่มีการแต่งงานเป็นคุณสมบัติของความไม่พึงประสงค์ ดังนั้นตัวบทจึงได้ซ่อนระบบคิดที่ว่า การแต่งงานอย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมและการให้บทบาทเพศชายในการทำหน้าที่บิดาจึงเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้

                  ตัวบทยังนำเสนอให้เห็นถึง การลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของการศึกษาโดยการให้ผู้เรียนใส่เงินไว้ในกล่องหน้าห้องเรียน เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้แก่ผู้สอน เป็นการลดความสำคัญของครูที่ไม่ได้เป็นแม้แต่เรือจ้าง แต่เป็นเพียงผู้เรี่ยไรเงินตามศรัทธาของผู้เรียนเท่านั้น “ใกล้ประตูห้องเรียนประยุกต์ตั้งกล่องกระดาษสำหรับใส่เงินค่าฝึกสอน คล้ายคลึงกับการบริจาค” (ตรี อภิรุม, 2551, 10) ดังนั้นตัวบทได้ซ่อนความต้องการคงไว้ซึ่งคุณค่าทางการศึกษา และวาทกรรมครูซึ่งอิงอยู่กับความเป็นผู้รู้ผู้ให้ที่สมควรได้รับความเคารพ

                  นอกจากการล่มสลายของความศักดิ์สิทธิ์ของระบบการศึกษาแล้ว พุทธศาสนาเองก็ถูกทำให้เป็นไปตามพุทธทำนาย นั่นคือในปี 4500 อันเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนาใกล้ถึงกาลอวสาน สัญลักษณ์ที่บอกว่าผู้ใดคือพระสงฆ์มีเพียงผ้าเหลืองที่คล้องหู  “พระในที่นี้ก็คือผู้ชายธรรมดา อยู่กับครอบครัว แตกต่างตรงที่ใจบุญสุนทาน ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์” (ตรี อภิรุม, 2551,86) พิธีกรรมทางศาสนาก็เสื่อมลงไปด้วย เช่นในงานศพไม่มีการจัดพิธีกรรมใดๆมากไปกว่าการให้พระมาสวดศพรูปเดียว ณ ที่ฝังศพ

                  ชุมชนนวมิตรมีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาหมายจะผสมสายพันธุ์ระหว่างตนกับมนุษย์โลก มนุษย์ต่างดาวที่ว่านี้ถูกนำเสนอให้มีรูปกายที่อัปลักษณ์และจิตใจโหดร้ายคือ มีร่างกายเป็นตั๊กแตนยักษ์ น่าเกลียดน่ากลัว เข้ามาดูดสมองของมนุษย์เพศชายและสิงร่างเหยื่อ จากนั้นจึงออกล่าเหยื่อเพศหญิงโดยการข่มขืนเพื่อให้ตั้งท้อง ลูกที่เกิดมาจะมีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างมนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาว ทำให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ตัวบทนำเสนอว่าสายพันธุ์แบบพันทางนี่เองคือสิ่งที่น่ากลัวและต้องกำจัด แสดงให้เห็นถึงการต่อต้านการรวมเข้าของสายพันธุ์มนุษย์กับสายพันธุ์อื่น มองว่าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่หวังจะเข้ามาผสมสายพันธุ์กับมนุษย์เป็นสิ่งเลวร้าย ประเด็นนี้เมื่อพิจารณาแล้วอาจเห็นได้ถึงความหวาดวิตกของมนุษย์ถึงสิ่งแปลกปลอมที่อาจมีอำนาจมากกว่าตน ในตอนจบตัวบทได้กำจัดตั๊กแตนยักษ์ได้เป็นผลสำเร็จ ตอกย้ำถึงการเบียดขับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ให้กลายเป็นอื่น

                 ในขณะที่ภาพของเมืองเนรมิต ถูกนำเสนอให้เป็นเมืองยูโทเปียสำหรับชาวชุมชนนวมิตร เรื่องเล่าเกี่ยวกับฝนตกในเมืองเนรมิต จากปากของชายชราอย่างเฒ่าเกริก ผู้ที่เคยไปเมืองดังกล่าว ถูกทำให้เป็นเรื่องประหลาดระคนวิเศษ เพราะในชุมชนนวมิตรไม่เคยมีฝน  ไม่มีใครเชื่อว่าฝนจะมีจริง “ตั้งแต่ข้าเกิดมายังไม่เคยเห็นฝนตก” (ตรี อภิรุม, 2551,20) รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับผลไม้เช่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ ลองกอง เป็นต้น หรือแม้แต่สัตว์บางชนิด เช่น ม้า ช้าง กวาง เป็นต้น กลายเป็นประวัติศาสตร์ให้นักเรียนนั่งเรียน ทุกสิ่งในเมืองเนรมิตคือสิ่งที่พึงประสงค์ของชาวดิสโทเปีย ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย และประเด็นที่น่าสนใจคือ การนำเสนอให้เมืองในรูปแบบยูโทเปียเมืองแห่งกามารมณ์ ข้อเสนอดังกล่าวอธิบายผ่านฉากที่ธันยวี นางเอกของเรื่องที่ลักพาตัวพระเอกไป ได้ปรนเปรอสวาทให้เขาอย่างที่พัสษณไม่อาจลืมเลือน และได้ทิ้งดอกจำปีไว้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว เมื่อพัสษณกลับมายังชุมชนนวมิตร เขาใคร่คิดคำนึงถึงเพศรสและกลิ่นกายหอมหวนราวกับดอกจำปีของธันยวี เขาคร่ำครวญถึง “ความอุดมสมบูรณ์” บนเรือนร่างของเพศหญิงมากกว่าจะตระหนักถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมือง

                เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อเรามองเมืองเนรมิตเป็นเมืองที่ถูกนิยามให้ผูกโยงกับเรื่องเพศ ก็ทำให้ผู้วิจารณ์อดไม่ได้ที่จะมองว่า ทั้งเมืองเนรมิตและชุมชนนวมิตรถูกนำเสนอขึ้นมาผ่านกรอบคิดแบบชายเป็นใหญ่  ชุมชนนวมิตรปฏิเสธสถาบันครอบครัว นั่นหมายถึงการพยายามลดทอนอำนาจของเพศชายในบทบาทของหัวหน้าครอบครัวลง ความปรารถนาของเพศชายถูกนำเสนอผ่านคุณสมบัติของเมืองเนรมิต นั่นคือ เมืองที่มีหญิงงามและทำหน้าที่บำเรอความใคร่แก่เพศชาย ชายที่เคยถูกหญิงจากเมืองเนรมิตลักพาตัวไปยังคงรำลึกถึงความหลงใหลทางเพศ ที่หญิงจากเมืองดังกล่าวมอบให้ ทำให้เห็นว่า รหัสที่ซ่อนอยู่ในความเป็นยูโทเปียในนวนิยายเรื่อง “เมืองเนรมิต” คือการเป็นเมืองที่ตอบสนองความต้องการส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

                แม้เมืองเนรมิตจะเป็นเมืองปิด ไม่รับคนจากภายนอก เว้นแต่จะได้รับอนุญาต แต่ในตอนจบ ธันยวีที่มีใจให้พัสษณ อนุญาตให้เขาและเพื่อนสนิทเข้าไปอยู่ในเมืองเนรมิตได้ หากมองตามขนบของนวนิยายรักก็อาจมองได้ว่าเป็นการจบแบบสุขสมหวัง (Happy Ending) แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งกลับแสดงให้เห็นถึงการตอกย้ำความไม่เป็นที่ปรารถนาจะอาศัยอยู่ในชุมชนนวมิตร เมืองที่มนุษย์หวนกลับมาใช้ชีวิตแบบไร้เทคโนโลยี เมืองแห่งการล่มสลายของอำนาจเพศชาย และแม้ว่ามนุษย์ต่างดาวตั๊กแตนยักษ์จะถูกทำลายลง แต่ชุมชนนวมิตรก็เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้มนุษย์ต่างดาวประเภทอื่นเข้ามาได้เหมือนเดิม ดังนั้นเมืองดังกล่าวจึงเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้กับสิ่งที่มนุษย์มองว่าแปลกปลอมและตอกย้ำความไม่พึงประสงค์โดยการเสนอทางเลือกให้ตัวละครย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองที่มีลักษณะควรปรารถนามากกว่า

               เมื่อมองในเชิงพื้นที่ ทั้งชุมชนนวมิตรและเมืองเนรมิตถือเป็นประดิษฐกรรมของสังคมรูปแบบหนึ่ง ชุมชนนวมิตรนั้น คุณสมบัติและคุณลักษณะของเมืองล้วนแล้วแต่ถูกคัดสรร/คัดเลือก มีการบรรจุสัญญะความพิลึกพิลั่น การสวมใส่ระบบคิดแบบนอกรีตเข้าไปในเมือง นอกจากนั้นยังเป็นเมืองที่ไม่ตอบสนองความปรารถนาของมนุษย์ ทั้งเรื่องอาหารที่ขาดแคลน ความเป็นอยู่อย่างลำบากในสภาพแวดล้อมทุรกันดาร ส่วนเมืองเนรมิตเป็นเมืองที่บรรจุคุณสมบัติที่ตอบสนองความต้องการทางร่างกายของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน ความสะดวกสบาย หรือเรื่องเรื่องเพศรส ซึ่งประเด็นนี้เห็นได้ชัดเจนว่า เรื่องเพศในชุมชนนวมิตรมีลักษณะไม่พึงประสงค์สำหรับเพศชาย ดังในฉากการสมรสจร เพศหญิงจะแต่งกายประหลาด “เจ้าสาวที่เขียนหน้าเขียนตาเปรอะ หรือสวมหน้ากากพิสดาร ผู้ชายเขารู้สึกเหมือนร่วมรักกับสัตว์ประหลาด” (ตรี อภิรุม, 2551, 32) ในขณะที่เมืองเนรมิตเพศหญิงมีความงดงามที่เห็นได้เชิงประจักษ์ “อากาศสว่างแจ้งเห็นกันจะจะทุกอณูเนื้อ ธันยวีขาวผ่องยองใย ส่วนเว้าส่วนโค้งงดงามไม่มีที่ติ เปรียบได้ว่าเทพธิดาวีนัส” (ตรี อภิรุม, 2551, 48) หากชุมชนนวมิตรเป็นตัวแทนของลักษณะที่ขัดกับอุดมคติและเมืองเนรมิตเป็นเมืองแห่งอุดมคติ เราสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า ลักษณะอุดมคตินั้นอิงอยู่กับระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ ชุมชนนวมิตรลดทอนอำนาจเพศชายผ่านการล่มสลายของสถาบันครอบครัว ขณะที่เมืองเนรมิตสนับสนุนอุดมการณ์แบบชายเป็นใหญ่ผ่านการทำให้เป็นพื้นที่แห่งกามารมณ์ ดังนั้นแม้เมืองทั้งสองจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันแต่ก็ต่างตอกย้ำระบบคิดแบบปิตาธิปไตย และเบียดขับความแปลกปลอมให้กลายเป็นอื่น

                       นวนิยายเรื่อง “เมืองเนรมิต” แม้จะใช้ชื่อเมืองยูโทเปีย (ของชาวมหาดิลกนคร) เป็นชื่อเรื่อง แต่ตรี อภิรุม ก็พุ่งประเด็นการนำเสนอไปที่เมือง “มหาดิลกนคร” เป็นหลัก โดยเน้นฉาก “ชุมชนนวมิตร” เป็นฉากสำคัญ หากมองจากชื่อเมือง ชุมชน “นวมิตร” อาจแปลได้ว่า เป็นเมืองแห่งเพื่อนใหม่ เพื่อนในที่นี้อาจหมายถึง มนุษย์ต่างดาว ดังนั้นชุมชนนวมิตรจึงเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางสายพันธุ์และการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์โลกและมนุษย์จากดาวดวงอื่น แต่นั่นทำให้ภาพของเมืองถูกนำเสนอให้มีความวุ่นวายและมีการทำลายล้างเกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ต่างดาว เมื่อกลับมาพิจารณาชื่อเมือง “เนรมิต” แม้ตามเนื้อเรื่อง เมืองดังกล่าวจะไม่ได้เสกสรรปั้นแต่งสิ่งใดได้ตามใจ แต่ชื่อเมืองก็มีนัยยะของความสุขที่แสนวิเศษ  และเป็นสัญญะของอุดมคติ

                    ประเด็นที่น่าสนใจคือ นวนิยายเรื่อง “เมืองเนรมิต” ได้นำเสนอสภาพของสังคมดิสโทเปียในลักษณะของการต่อต้านระบบคิดนอกจารีตหรือนอกวาทกรรมหลัก หากแต่เป็นการต่อต้านที่ไม่ได้นำมาสู่การลุกขึ้นสู้ ในตอนจบ พระเอกของเรื่องมุ่งจะอาศัยอยู่ในเมืองอุดมคติอย่างเมืองเนรมิตโดยที่ไม่ได้ปฏิวัติชุมชนนวมิตรอันเป็นมาตุภูมิของตน ซึ่งย้อนแย้งกับลักษณะของวรรณกรรมแนวดิสโทเปียที่ตัวเอกต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสร้างสังคมอุดมคติ ประเด็นนี้ทำให้เห็นถึงการปล่อยให้สังคมแบบดิสโทเปียดำเนินอยู่ต่อไปตามครรลอง หรืออาจกล่าวได้ว่า สังคมดิสโทเปียไม่สามารถทำลาย/ล้มล้าง/เปลี่ยนแปลงได้ ทางออกที่จะหนีรอดจากสภาพไม่พึงประสงค์คือการแสวงหาพื้นที่ใหม่นั่นเอง การย้ายที่อยู่ของพัสษณและเพื่อนของเขาจากเมืองดิสโทเปียไปสู่เมืองยูโทเปีย จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า มนุษย์พึงใจที่จะอาศัยอยู่ในเมืองแห่งความสุขวิเศษและสะดวกสบาย มากกว่าจะปรับตัวอยู่กับเพื่อนร่วมโลกที่แตกต่างกัน  ดังนั้นเมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตรี อภิรุม ได้แฝงวิธีคิดของมนุษย์ที่มีต่อสังคมได้อย่างแยบยล


-----------------------------------

ความเห็นของคณะกรรมการ

                     บทวิจารณ์ที่ดีจะเปิดให้เราเห็นสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในเปลือกนอกของเรื่องราว ชี้ชวนให้เรามองหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งตัวละคร ฉากและบรรยากาศ เหตุการณ์ และอื่น ๆ รวมทั้งกระตุ้นให้เราคิดขยายจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง จนก่อให้เกิดเป็นภูมิปัญญา นอกจากนี้บทวิจารณ์ที่ดียังต้องมีคุณสมบัติของนักสื่อสารที่ดี สามารถสื่อประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม มีการลำดับความคิดที่ดี ด้วยสำนวนภาษาอันน่าอ่าน “นวมิตร ดิสโทเปีย และความเป็นอื่น ในนวนิยายเรื่อง เมืองเนรมิต” บทวิจารณ์ของ อรวรรณ ฤทธิ์ศรีธร มีสิ่งเหล่านี้อย่างครบถ้วน 

 


 

Visitors: 14,546