ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์

ชูศักดิ์  ภัทรกุลวณิชย์

 

ฉันจึงมาหาความ(หมาย)

 

 

                        ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง                      

ฉันจึงมาหาความหมาย

                      ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย                

           สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

                                                                                                       วิทยากร เชียงกูล “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน”

 

            ด้วยอารมณ์ถวิลหาอดีตอันเนื่องมาจากวัยและข่าวล่าเสือในป่าทุ่งใหญ่  กลอนบทหนึ่งที่เคยหลงใหลในสมัยเป็นนักเรียนก็ผุดขึ้นมาในหัว

             บทกลอนที่ว่าคือ “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน”  เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ยูงทองของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2511 (วันครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัย) และนำมารวมพิมพ์ในหนังสือ ฉันจึงมาหาความหมาย  ในปี 2514 โดยเฉพาะท่อนที่ยกมานี้ถือได้ว่าเป็นวรรคทองที่นักเรียนและนักศึกษาจำนวนไม่น้อยในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  สามารถท่องจำได้ขึ้นใจ  ยิ่งเสียกว่าบทอาขยานบางบทที่ถูกบังคับให้ท่องในห้องเรียน

            วลี “ฉันจึงมาหาความหมาย” ได้กลายเป็นคำที่มีบางคนนำมาใช้เรียกชื่อของยุคสมัยก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (บ้างก็เรียกยุคนี้ว่า “ยุคแสวงหา”)  เนื่องจากมันสามารถพูดแทนอารมณ์ความรู้สึกของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น ที่อยู่ในภาวะสับสนและแปลกแยกกับระบบคุณค่าและชุดความเชื่อที่สังคมยึดถือ

           หลายคนเห็นว่า หากเราต้องการจะเข้าใจว่าทำไมนักเรียนและนักศึกษาจำนวนมากจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตยจนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  บทกลอนชิ้นนี้และหนังสือชื่อ ฉันจึงมาหาความหมาย ของวิทยากร เชียงกูล สามารถจะให้คำตอบเราได้บ้างบางส่วน

          แต่ในที่นี้จะขอเสนอการอ่านเพื่อหาความ (หมาย) โดยมุ่งพิจารณาเฉพาะท่อนที่โด่งดังของบทกวีชิ้นนี้เป็นการเฉพาะ อันได้แก่ท่อนที่นำมาโปรยไว้ในต้นบทความนี้

          เนื้อหาเต็มของบทกลอนเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่กลายเป็นสถานที่ซื้อขายความรู้และใบปริญญามากกว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้ ดังที่กวีได้พูดไว้ท่อนหนึ่งว่า

 

ปัญญามีขายที่นี่หรือ            จะแย่งซื้อได้ที่ไหน

อย่างที่โก้หรูหราราคาเท่าใด           จะให้พ่อขายนามาแลกเอา

 

อันนำมาสู่บทที่กลายเป็นวรรคทองของบทกวีชิ้นนี้ เมื่อกวีได้ค้นพบว่าสิ่งเดียวที่มหาวิทยาลัยมอบให้คือ “สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”

            โวหาร “กระดาษแผ่นเดียว” ในที่นี้เป็นการวิพากษ์ระบบการศึกษาไทยที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะสามารถสรุปรวบยอดความล้มเหลวของมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้   สิ่งที่มหาวิทยาลัยมอบให้ไม่ใช่ปัญญา แต่คือใบปริญญาหนึ่งแผ่น

            และนี่น่าจะเป็นสิ่งที่จับใจผู้อ่านเยาวชนยุคนั้นที่ตั้งความหวังไว้อย่างสูงส่งกับมหาวิทยาลัย 

            ทั้งนี้เพราะในยุคนั้นมหาวิทยาลัยเองก็มีสถานะที่สูงส่งยิ่งในสังคมไทย  เป็นแหล่งรวมผู้มีความรู้ระดับหัวกะทิของสังคมไทยทั้งในฝ่ายอาจารย์และฝ่ายนิสิตนักศึกษา 

           ผู้ที่จะสามารถสอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้ ต้องเป็นเด็กเรียนเก่งเป็นพิเศษ  เพราะการแข่งขันสูงมาก  เนื่องจากในสมัยนั้นมหาวิทยาลัยของรัฐมีเพียงไม่กี่แห่ง แต่ละแห่งก็รับนักศึกษาได้ในจำนวนจำกัด  ไม่มีมหาวิทยาลัยเปิดอย่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หรือมหาวิทยาลัยเอกชนก็ยังไม่มี  วิทยาลัยครูสมัยนั้นก็ยังไม่ได้รับการยกระดับให้เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎเช่นในปัจจุบัน

           บทกวีชี้นิ้วไปยังมหาวิทยาลัยทั้งในฐานะที่เป็นทั้งต้นเหตุของความล้มเหลว และอุปสรรคของการศึกษาดังที่ปรากฏในบทที่ว่า

 

นี่จะให้อะไรกันบ้างไหม         มหาวิทยาลัยใหญ่โตเหวย

แม้นท่านมิอาจให้อะไรเลย           วานนิ่งเฉยอย่าบ่นอย่าโวยวาย

 

            อย่างไรก็ตาม ผมใคร่จะชี้ชวนว่าความล้มเหลวดังกล่าวมิได้มีสาเหตุมาจากมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว แต่ตัวนักศึกษาหรือ “ฉัน” ในบทกวีชิ้นนี้มีส่วนที่ทำให้เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

            แน่นอนว่า “ฉัน” ในบทกวีนี้เป็นผู้ใฝ่รู้และมีความรอบรู้อันน่าทึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ดังจะเห็นได้จากการนำวาทะอันโด่งดังของ จูเลียส  ซีซาร์  ที่ว่า “Veni, vidi, vici” (“ข้ามา ข้าเห็น ข้าชนะ”)  มาดัดแปลงได้อย่างลงตัวในบทที่ว่า

 

ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้              ยินแต่เสียงด่าว่าโง่เง่า

เพลงที่นี่ไม่หวานเหมือนบ้านเรา        ใครไม่เข้าถึงพอเขาเยาะเย้ย

 

             ให้น่าสงสัยว่า จะมีนักศึกษาสักกี่คนในสมัยนั้น หรือกระทั่งสมัยนี้ที่รู้จะจักวาทะอันโด่งดังนี้ของซีซาร์ 

             ในแง่นี้ข้อความที่ว่า “ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้” จึงสื่อนัยกลับตาลปัตร กล่าวคือเนื้อหาของข้อความอาจจะบอกถึงความความพ่ายแพ้ของผู้พูดที่ได้รับการดูถูกเหยียดหยามว่า “โง่เง่า”  แต่ขณะเดียวกันกลวิธีการอ้างอิงไปยังวรรคทองของซีซาร์สื่อให้เห็นว่า ผู้พูดเป็นมีผู้มีความรอบรู้และมีชั้นเชิงการใช้ภาษาที่โดดเด่นกว่านักศึกษาทั่วไป

             ถ้าเช่นนั้นปัญหาของ “ฉัน” หรือนักศึกษาผู้นี้คืออะไรกันแน่ อะไรที่ทำให้ “ฉัน” กลายเป็นสาเหตุหนึ่งของความล้มเหลวของระบบการศึกษา  ผมคิดว่าท่อนที่เป็นปัญหาของบทกวีชิ้นนี้คือบทที่กลายเป็นวรรคทองของยุคสมัย

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง             ฉันจึงมาหาความหมาย

ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย                   สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

 

            ในวรรคสดับและวรรครับ กวีพยายามย้ำให้ผู้อ่านตระหนักว่า ฉันเป็นผู้ขาดแคลนทั้งในแง่ของวัยวุฒิ คุณวุฒิ และวุฒิภาวะ (เยาว์ เขลา ทึ่ง)  ขณะที่วรรครับของบทนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายของ “ฉัน” ว่ามหาวิทยาลัยจะเติมเต็มความขาดแคลนดังกล่าวได้

            อย่างไรก็ตาม ข้อความในวรรคสดับนั้นเป็นการนำวาทะของซีซาร์มาพลิกแพลงอีกตรลบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะกลับตาลปัตรเช่นเดียวกัน  เพราะหากนักศึกษาโง่เขลาเบาปัญญาจริงตามที่พูด  ย่อมไม่น่าจะรู้จักวาทะอันโด่งดังนี้ ทั้งคงไม่มีปัญญาจะพลิกผันความหมายให้กินใจดังที่นำเสนอในที่นี้

            ส่วนวรรครองและวรรคส่งนั้นสร้างชุดความหมายคู่แย้งที่ตัดกันอย่างรุนแรง ระหว่างสิ่งที่ฉันคาดหวังกับสิ่งที่มหาวิทยาลัยมอบให้   เพื่อจะตอกย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษา 

กล่าวคือสิ่งที่ “ฉัน” คาดหวังนั่นต้องเป็นนามธรรม (อะไร) และมีจำนวนมาก (มากมาย) ขณะที่มหาวิทยาลัยกลับให้สิ่งที่รูปธรรม (กระดาษ) และมีจำนวนน้อยนิด (แผ่นเดียว)       

            ความน่าสนใจอันดับแรกคือคำว่า “ความหมาย” ในวรรครับ และคำว่า “อะไร” ในวรรครองของบทนี้  คำสองคำนี้เป็นคำที่มีความหมายและไม่มีความหมายในเวลาเดียวกัน 

            “ความหมาย” อะไร ที่ฉันมาหา 

              อะไรคือ “อะไร”  ที่ฉันหวังเก็บไปมากมาย

              จะพบว่าเราไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนไปในทางใดทางหนึ่ง

              หากจะบอกว่านี่คือความเยาว์และความเขลาของ “ฉัน” ในบทกวีนี้ก็คงได้ ในแง่ที่ว่า “ฉัน” ไม่สามารถจะบอกได้ชัดเจนว่าตนเองต้องการอะไรในการเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย  รู้แต่ว่าจะมาหา “ความหมาย” และเก็บ “อะไร” ไปมากมาย

             แต่ในที่นี้ผู้อ่านกลับไม่รู้สึกว่าเป็นความบกพร่องของ “ฉัน”  ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองต้องการอะไรและแสวงหาอะไร ยิ่งกว่านั้นกลับกลายเป็นว่านี่คือความล้มเหลวของมหาวิทยาลัยที่ “ให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”

             ทั้งนี้เพราะคำว่า “อะไร” และ “ความหมาย” ต่างเป็นคำนามประเภทไม่ชี้ชัดไม่มีความหมายโดยตัวเอง  แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยนัยยะและความหมายอยู่ในตัวเองเช่นกัน

             ยิ่งเมื่อผนวกกับนัยยะเชิงกลับตาลปัตรของวรรคสดับ “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง” ยิ่งทำให้ผู้อ่านไม่ทันได้ฉุกคิดว่าจริงๆแล้ว “ฉัน”ไม่รู้แน่ว่าตนเองต้องการอะไรในชีวิต  และด่วนตัดสินว่าทั้งหมดเป็นความผิดของมหาวิทยาลัย

             แต่ที่น่าสนใจมากที่สุด และเป็นตัวบ่งบอกว่า “ฉัน” เป็นส่วนหนึ่งที่ของปัญหาความล้มเหลวของระบบการศึกษา คือคำกริยาสองคำในวรรครองและวรรคส่งได้แก่คำว่า  “เก็บ” กับ “ให้”  เนื่องจากคำกริยาทั้งสองสะท้อนให้เห็นว่า “ฉัน” ยังยึดติดอยู่กับระบบการเรียนรู้แบบเดิมที่มีครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ 

             กล่าวคือแทนที่ “ฉัน” จะมองว่ามหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่เขาสามารถเรียนรู้ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์และกับเพื่อนนักศึกษา  และจากการค้นคว้าหาความรู้จากห้องสมุดและแหล่งข้อมูลต่างๆ ด้วยตนเอง เขากลับคาดหวังให้อาจารย์เป็นผู้ให้  และนักศึกษาเป็นผู้รับถ่ายเดียว

            ที่แจกแจงมาทั้งหมดนี้ มิได้จะแก้ต่างว่ามหาวิทยาลัยไม่มีส่วนผิดในความล้มเหลวของระบบการศึกษาในยุคสมัยที่บทกวีนี้เขียนขึ้น 

            แต่เพียงต้องการจะชี้ว่าตัวบทกวีชิ้นนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่หยั่งรากลึกในระบบการศึกษาไทยในยุคนั้น  มิได้อยู่เพียงความไร้ประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยเท่านั้น  ที่สำคัญกว่าคือรากฐานความคิดเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย  ซึ่งแม้แต่ผู้มองเห็นความล้มเหลวของระบบการศึกษา  ก็มิได้สำเหนียกว่าความคาดหวังของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย

 


 

Visitors: 13,602