พิเชฐ แสงทอง

พิเชฐ  แสงทอง

 

“นครคนนอก” ถนน สังคมสมัยใหม่ และการ (ไม่) ลืม

 

          การได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซี่ยนประจำประเทศไทยของรวมกวีนิพนธ์ชุด “นครคนนอก” ของกวีหนุ่มนาม พลัง เพียงพิรุฬห์ เมื่อ พ.ศ.2559 แม้ว่าจะสร้างความแปลกใจให้กับวงการกวีนิพนธ์ไทยร่วมสมัยอยู่บ้าง โดยเฉพาะในแง่สถานะของกวีนิพนธ์ชุดนี้ ที่ถ้าหากนำไปเทียบวางบนเส้นเวลาของพัฒนาการกวีนิพนธ์ไทย (หรืออย่างน้อยที่สุด ก็กวีนิพนธ์ที่ได้รับรางวัลซีไรต์) “นครคนนอก” ควรจะถูกวางเอาไว้ตรงจุดไหน จุดที่เป็นปัจจุบันของพัฒนาการ หรือควรจะย้อนกลับไปในอดีต

          กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือในฐานะที่รางวัลซีไรต์ถูกมาดหมายว่าเป็นรางวัลซึ่งเป็นผู้ขีดหรือปักหลักไมล์บนเส้นเวลาแห่งพัฒนาการของวรรณกรรมไทย ในปี พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นรอบของกวีนิพนธ์ ซีไรต์ได้ปักหลักให้กับผลงานของพลัง เพียงพิรุฬห์ ในสถานะที่กวีนิพนธ์เล่มนี้สะท้อนอย่างเด่นชัดถึงก้าวเดินล่าสุดของกวีนิพนธ์ไทยร่วมสมัยแล้วหรือไม่

          ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้อย่างแน่ชัด กระทั่งรางวัลซีไรต์เอง แม้ว่าในคำประกาศเกียรติจะทิ้งท้ายไว้ว่า “กวีนิพนธ์เล่มนี้ จึงเป็นหน้าใหม่ของกวีนิพนธ์ไทยร่วมสมัย” แต่หากพิจารณาจากรายละเอียดที่คำประกาศได้กล่าวถึงคุณสมบัติของกวีนิพนธ์ที่มุ่งนำเสนอภาพชีวิตอันดิ้นรนทนทุกข์ของคนในเมือง คนในชนบท และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ เราก็จะพบว่า กวีนิพนธ์ที่นำเสนอภาพชีวิตในลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างเด่นชัดมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 ซึ่งสังคมไทยช่วงเริ่มได้ทำความรู้จักกับความไวแบบออนไลน์ ซึ่งแน่นอนว่า ในห้วงเวลาการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ กวีหรือวรรณกรรมมักจะมีความรู้สึกไวที่จะออกมาตั้งคำถาม วิพากษ์ และแสวงหาหนทางในการอยู่ร่วม ดังเราจะได้เห็นท่าทีเช่นนี้ในงานของกวีรุ่นทศวรรษ 2530 เช่น มนตรี ศรียงค์ สุขุมพจน์ คำสุขุม ศิริวร แก้วกาญจน์ ตลอดจนกวีรุ่นทศวรรษ 2540 อย่างอังคาร จันทาทิพย์ พิเชษฐศักดิ์ โพธิพยัคฆ์ โกสินทร์ ขาวงาม เป็นต้น

          ด้วยเหตุดังนี้ การอธิบายลักษณะเด่นของ “นครคนนอก” โดยการให้ความสำคัญกับสถานภาพ “(โฉม) หน้าใหม่” ด้วยการยึดเอาการฉายภาพชีวิตคนชายขอบ/คนชั้นล่างผู้ดิ้นรนในยุคแห่งเทคโนโลยี และการเขียนด้วยภาษาที่ “สั้น กระชับ มีพลัง คมชัดทั้งเสียงและความหมาย ให้ภาพของผู้คนที่สังคมมองข้ามเนื้อหาครอบคลุมสังคมร่วมสมัย ชีวิตในเมือง ชีวิตชนบท และเทคโนโลยีสมัยใหม่”[1] ดังที่ปรากฏในคำประกาศ จึงนอกจากจะลดทอนจุดเด่นของกวีนิพนธ์ของพลัง เพียงพิรุฬห์ ชุดนี้ลงไปให้กลายเป็นกวีนิพนธ์ที่เขียนถึงคนชายขอบซึ่งนับเป็นแนวเนื้อหาที่ครอบครองพื้นที่กวีนิพนธ์ (และวรรณกรรม) ไทยมาอย่างยาวนานอย่างช้าก็ตั้งแต่ทศวรรษ 2520 แล้ว ทว่ายังเป็นการตัดบั่นเส้นทางพัฒนาการของกวีนิพนธ์ไทยที่ให้ความสนใจ/ใส่ใจโลกของการเปลี่ยนแปลงจากยุคก่อนสู่ยุคเทคโนโลยี (ไร้สาย) ซึ่งเคยมีมาแล้วอย่างช้าที่สุดตั้งแต่กึ่งทศวรรษ 2530 ให้มาเริ่มต้นอย่างแสนเชื่องช้าที่ปลายทศวรรษ 2550

          คำประกาศนี้จึงเหมือนกับการประกาศว่ากวีไทยไม่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งๆ ที่ในความรับรู้ทั่วไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง จะว่าไปแล้วเหตุนี้นี่เองที่อาจจะเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เกิดสุ้มเสียงที่ไม่คล้อยตามกับคำประกาศของรางวัลในปีดังกล่าว

          ในแง่ของกลวิธีในการนำเสนอ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “นครคนนอก” ฉลาดในการหยิบฉวยเอาลักษณะการสื่อสารและการรับรู้ผ่าน “วัฒนธรรมการจ้องมอง” หรือ “วัฒนธรรมทางสายตา” (visual culture) ของสังคมยุคปัจจุบันมาใช้สื่อในเล่มบทกวี เราจะพบว่ามีการใช้สื่อประกอบเรื่องที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่าง “ภาพประกอบ” และ “วรรณรูป” รวมทั้งสิ้น 13 หน้า

สื่อประกอบดังกล่าวนี้ในคำประกาศของกรรมการ ถือให้เป็น “วรรณรูป” แต่ขณะเดียวกันมันก็สามารถอ่านในฐานะ “ภาพประกอบ” บทกวีได้อีกด้วย ลักษณะเช่นนี้ ทำให้สถานะของสื่อดังกล่าว สามารถถูกอ่านได้จากหลายมุม มันจึงย่อมมีหลายความหมายได้ด้วย ผู้อ่านที่คุ้นเคยกับขนบการอ่านแบบขนบ ก็จะพิจารณาสื่อนี้ในฐานะวรรณรูป (ซึ่งเป็นประเภทและรูปแบบวรรณกรรมหนึ่งที่เคยได้รับความนิยมในสังคมวรรณกรรมไทยมาอย่างประปรายตั้งแต่ทศวรรษ 2510 ผ่านผลงานเลื่องชื่อของกวีและจิตรกร จ่าง แซ่ตั้ง)

          ขณะเดียวกัน ผู้อ่านอีกกลุ่มก็อาจจะมองมันเป็นภาพประกอบ เนื่องจากผู้เขียนบรรจุตัวอักษรลงไปในเค้ารูปร่างที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ได้สื่อสารความหมายที่ซับซ้อนเท่าที่ลักษณะของวรรณรูปควรจะเป็น เช่น ในหน้า 47 ตัวอักษรที่เขียนว่า รัก โลภ โกรธ หลง ถูกเขียนกระจายเป็นระเบียบอยู่ในเค้าโครงร่างที่เป็นคน 4 คนเดินกอดคอกัน ซึ่งค่อนข้างที่จะไม่ค่อยลงรอยกับคติความเชื่อในทางศาสนาที่มองว่ารัก-โลภ-โกรธ-หลง นั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์และเป็นสภาวะอันซับซ้อนที่ดำรงอยู่ในตัวคนๆ เดียวก็ได้ การที่กวีเขียนให้คำว่า “รัก” เรียงตัวกันเป็นระเบียบในเค้าร่างของคนๆ หนึ่งจึงควรเป็นมีสถานะเป็นภาพประกอบมากกว่าต้องการสื่อสารในเชิงวรรณรูป ดังที่คำประกาศรางวัลได้ชื่นชม

         อย่างไรก็ดี ถ้าหากอ่านในอีกมุมหนึ่ง ไม่ว่าจะในฐานะภาพประกอบ หรือวรรณรูป หากพิจารณาจากมุมมองแบบวัฒนธรรมศึกษา เราอาจจะอธิบายได้ว่า ทั้งสองนั้นถือเป็น “ตัวบท” ที่สามารถนำมาศึกษาวิเคราะห์ในลักษณะ textual analysis ตามแนวศึกษาแบบวัฒนธรรมศึกษาได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือเราอาจดูมันในฐานะภาพ และอ่านมันในฐานะตัวหนังสือหรือตัวอักษร แต่ทั้งสองอย่างนั้นก็ไม่เคยอยู่แยกออกจากกันได้ ดังที่เอลลา โชแฮต (Ella Shohat) และโรเบิร์ต สแตม (Robert Stam) สองนักวิชาการด้านวัฒนธรรมศึกษาชาวอเมริกัน เห็นว่าการรับรู้ความหมายผ่านการมองนั้นไม่เคยบริสุทธิ์ผุดผ่อง หากแต่ต้องร่วมกับการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ ด้วยเสมอ เช่นเดียวกับ W.J.T. Mitchell นักวิจารณ์วรรณกรรมที่ยืนยันว่าไม่มีสื่อของการมองและสื่อของการอ่านที่บริสุทธิ์ กล่าวคือ ไม่มีภาพที่ปราศจากข้อความ และไม่มีข้อความที่ปราศจากภาพ ทั้งสองอย่างนี้ไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิง พลัง เพียงพิรุฬห์ ตอกย้ำความคิดเช่นนี้ของตัวเองในบทกวีสั้นๆ 3 วรรค ที่ตัวเนื้อของบทกวี “สั้น” กว่าชื่อของบทกวี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพัลวันพัลเกของสิ่งที่เรียกว่า “นาม” และ “เนื้อ”  หรือสิ่งที่ตาเห็น กับสิ่งที่มีอารมณ์ภายในรู้สึก คือในบท “วิญญาณคือรอยต่อระหว่างตากับรูปารมณ์” ที่ตัวเนื้อบทกวีมีเพียงสั้นๆ ว่า

                                                           “ทรายละเอียด

                                                                 สงบนิ่ง

                                                                 หินเบา”

        ทั้งสามคำนี้มีความสัมพันธ์กันผ่านสายตามองเห็น และจิตใจที่สัมผัสรู้สึก ทั้งตาและใจจึงร่วมกันก่อให้เกิดสภาวะภายในหรือที่กวีไทยนิยมเรียกว่า “สภาวะทางจิตวิญญาณ” ซึ่งเป็นประสบการณ์ในเชิงนามธรรมที่ยอมรับกันว่าลึกซึ้ง

          หากกล่าวว่าสังคมสมัยใหม่คือสังคมที่ผู้คนเรียนรู้ผ่านการมอง หรือผ่านวัฒนธรรมทางสายตา หรือสังคมที่แยกภาพออกจากข้อความ เราก็อาจกล่าวได้ว่า กวีนิพนธ์เล่มนี้ของพลัง เพียงพิรุฬห์ คือการพยายามฉุดดึงให้การเรียนรู้ผ่านสายตากับการเรียนรู้ผ่านตัวอักษรและคำพูดได้ย้อนกลับมาญาติดีกันอีกครั้งหนึ่ง ในแง่นี้ “นครคนนอก” จึงราวกับเป็นการยื่นข้อเสนอให้สังคมสมัยใหม่ย้อนทวนประสบการณ์ตัวเองเพื่อจะได้พบว่าอะไรและใครบ้างที่ความเป็นสมัยใหม่ได้ทำหล่นหายไประหว่างกระบวนการกลายเป็นสังคมสมัยใหม่ของมัน

          ผู้เขียนอ่านกวีนิพนธ์เล่มนี้จบหลังได้รับการประกาศให้เป็นกวีนิพนธ์รางวัลซีไรต์ไม่นานนัก เป็นการอ่านที่กินเวลายืดยาวมาตั้งแต่ก่อนการประกาศรอบที่ 1 และรอบสุดท้ายนานพอสมควร ประสบการณ์ที่เคยสัมผัสบทกวีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนชายขอบมาบ้าง และเห็นการเติบโตของกวีนิพนธ์เนื้อหาลักษณะนี้มาตลอดร่วม 30 ปีเวลาที่ได้ศึกษากวีนิพนธ์ไทย ทำให้ผู้เขียนไม่แปลกใจนักเมื่อได้เห็นตัวละครชาวอีสานที่เข้าเมืองมาเพื่อต่อสู้ชีวิตในเมือง ตัวละครชายแก่ที่ต้องโดดเดี่ยว ผู้ขายแรงงาน ผู้หญิง สาวโรงงาน ช่างเหล็ก ช่างกลึง เป็นตัวเอกในงานเล่มนี้ของพลัง เพียงพิรุฬห์

         อย่างไรก็ดี ระหว่างระยะเวลาที่อ่านอันยาวนานนั้น ผู้เขียนพบกับฉาก หรือสถานที่ที่สะดุดตาสะดุดใจอยู่อย่างหนึ่งที่มักจะปรากฏซ้ำๆ กันในหลายต่อหลายบทกวี สิ่งนั้นก็คือ ถนน ยานพาหนะ และความรวดเร็ว (ความเร็วดังกล่าวนี้ยังเสนอผ่านรูปแบบของกวีนิพนธ์ที่หยิบยืมเอาจังหวะและภาษาแบบเพลงแร็พและเดทเมทัลมาใช้ด้วย) สามสิ่งนี้ปรากฏมากจนกระทั่งอาจจะถือเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่มีบทบาทในการแสดงตัวและแสดงความหมายในบทกวีด้วย อย่างเช่น ในบท “หน้าเหลืองทางคด...รถเมล์” ที่เล่าถึงชีวิตที่ไม่เคยสิ้นหวังของป้าประนอม กระเป๋ารถเมล์ชั่วชีวิต “ปีเตอร์ รูท กับแม่รี่ ทอมป์สัน และคนอื่นอื่น” ที่เปรียบเสมือนบทไว้อาลัยให้แก่นักปั่นจักรยานผู้ต้องสังเวยชีวิตให้กับวัฒนธรรมความเร็วบนถนนหลวงของไทย “เคลม” เล่าถึงมุมมองของตัวแทนบริษัทประกันภัยรถยนต์ต่อภาพเหมารวมของสังคมที่มองคนเหล่านี้ในเชิงลบ “บนถนนสายมหาสารคามขอนแก่น” เล่าถึงชีวิตชายชราไทยเชื้อสายจีนผู้เคยประกอบกิจการเดินรถขนส่ง ที่ชะตากรรมต้องตกอับอย่างรวดเร็วด้วยอุบัติเหตุบนนท้องถนนขนาดหนักที่จะต้องรับผิดชอบในฐานะเจ้าของรถขนส่ง “เด็กเด็กมักอยู่ในท้องหนอนตัวนั้น” ที่เล่าถึงวิถีเมืองที่เด็กๆ ต้องทำกิจกรรมบนรถไฟฟ้าอันแออัด “ภพผนัง” ที่ให้ตัวละครผู้มีบทบาทในการสร้างถนนระลึกถึงความสำคัญของตนที่กำลังจะถูกลืมเลือน “ความฝันพุ่งหลาวเข้าไปในเมือง” ที่ปลุกให้เห็นการเชื่อมต่อระหว่างชนบทและเมืองผ่านความตั้งใจใฝ่ฝัน หรือชิ้นที่เป็นหัวใจของแนวคิดเรื่องนี้ก็คือ “ท้องถนนคือชนเผ่านักเล่าเรื่อง” ที่ให้ความสำคัญกับถนนในฐานะพื้นที่ที่มีมิติทางประวัติศาสตร์ซึ่งบอกเล่าถึงพัฒนาการของสังคมและผู้คน ท้องถิ่นที่เป็นทั้งพื้นที่และเวลาซึ่งบรรจุเอาไว้ซึ่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของสังคมมนุษย์เอาไว้

         หากเมืองคือหัวใจของความเป็นสังคมสมัยใหม่ เราอาจกล่าวได้ว่า สังคมสมัยใหม่ก็มีถนนเป็นหัวใจได้เช่นเดียวกัน ดังที่เราจะได้เห็นว่า พัฒนาการการเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ที่ของสังคมไทยนั้น การปรับปรุงการคมนาคมได้กลายเป็นภารกิจหลักที่ชนชั้นปกครองในกรุงเทพฯได้ริเริ่มปฏิบัติการในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถนนจึงทำให้พื้นที่ประเทศไทยแคบเข้า และระยะเวลาในการเข้าถึงสั้นลง อันเหมาะแก่การแผ่อำนาจการปกครองและการสอดส่องตรวจตรา เพราะมันคือการกระชับอำนาจทั้งในแง่นามธรรมและรูปธรรม[2]

         อย่างไรก็ดี การเข้าสู่สังคมสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว ผ่านการเติบโตของความสะดวกสบายในการใช้ถนนก็ทำให้สังคมสมัยใหม่หลงลืมสิ่งใดๆ ไปหลายๆ อย่างที่อยู่ระหว่างทาง พอล คอนเนอร์ตัน (Paul Connerton) นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษในผลงานเลื่องชื่อเรื่อง How Modernity Forgets เห็นว่าพัฒนาการทางการเดินทางที่มนุษย์เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งโดยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร เป็นลักษณะทางกายภาพหนึ่งที่นำไปสู่การทำลายสัมพันธภาพระหว่างคนกับสถานที่ คนจะเรียนรู้และรู้จักสถานที่ผ่านกระจกรถที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว มันจึงเป็นการลดทอนความทรงจำที่ยึดโยงกับสถานที่ไปในที่สุด และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สังคมสมัยใหม่ไม่เพียงแต่จะลืมอดีตเท่านั้น แม้แต่ “ปัจจุบัน” เราก็ลืมกันได้อย่างง่ายดาย

         ผู้เขียนคิดว่าการที่บทกวีชุด “นครคนนอก” ให้ความสำคัญกับตัวละครและฉากที่เป็นถนน ยานพาหนะ และความรวดเร็ว คือความพยายามที่หยิบยื่นวิธีที่จะ “ไม่ลืม” ให้แก่สังคมสมัยใหม่ของกวีนิพนธ์ไทย

         การพิจารณา “นครคนนอก” บนมโนทัศน์นี้ ทำให้เราเห็นถึงความเหมาะเจาะเหมาะควรของการใช้ภาพที่คลุมเครือว่าจะเป็นภาพประกอบหรือ (ตัวบท) วรรณรูปที่ปรากฏในเล่มดังที่ได้กล่าวถึงแล้วข้างต้น กล่าวคือเป็นการเสนอการจดจำผ่านการมองเห็นภาพไปพร้อมๆ กับการจดจำผ่านการอ่านลายลักษณ์อักษร ขณะเดียวกันก็ประกบบทกวีในแต่ละบทด้วยภาพประกอบลายเส้นเป็นระยะๆ เพื่อสื่อสารไปด้วยกันระหว่างการดูและการอ่านที่มิทเชลล์ระบุว่ามันไม่สามารถแยกออกจากกันได้

         อีกวิธีการหนึ่งก็คือการชะลอความเร็ว หรือการหยุดตัวละครยานพาหนะไว้ชั่วคราว ทั้งโดยชะลอผ่านสภาพของยานพาหนะที่เก่าบุโรทั่งดังในบทกวี “หน้าเหลืองทางคด...รถเมล์” การชะลอผ่านการสลับมาให้ภาพการปั่นจักรยานท่องโลกของปีเตอร์ รูท และแมรี ทอมป์สัน การขับรถมอเตอร์ไซค์ของนักธุรกิจให้เช่าเต็นท์ ใน “บริการเต็นท์ให้เช่า” หรือการหยุดด้วยการประสบเหตุของรถยนต์ในชิ้น “เคลม” หรือ “บนถนนสายมหาสารคามขอนแก่น” การชะลอและหยุดเหล่านี้ทำให้ได้พินิจเห็นชีวิตของผู้ที่เคยอยู่บนท้องถนน ยานพาหนะ หรือร่วมในความเร็วนั้น ดังตอนหนึ่ง ผู้อ่านจะได้เห็นชีวิตและจิตใจของป้าประนอม กระเป๋ารถเมล์ชรา

                                                            กระเด็นกระดอนค่อนถนน

                                                                 ชีวิตคนข้นหลอม

                                                            ประเป่ารถชรา ป้าประนอม

                                                            ตรากตรำผ่ายผอมตรอมตรม

                                                            เคลื่อนไหวเชื่องช้าล้าแล้ว

                                                             หูเหืองแว่วเพียงเสียงขรม

                                                             เบียดเสียดกลิ่นตัวสูดดม

                                                            ทรุดร่างเป็นลมหลายครา (หน้า 23)

         บทกวีตอนนี้ให้ภาพที่เคลื่อนไหวอยู่บนรถเมล์ของป้าประนอมที่สังขารเริ่มจะราโรยลงทุกวัน แต่ในบทถัดมาก็วิพากษ์ว่าภาพเหล่านี้เป็นภาพที่ถูกทำให้เลือนหายไปด้วยความเร็วของรถ “รถเมล์แล่นลิ่วปลิวหาย เร้นจากความหมายเพียงผง กลางฝุ่นอายแดดเที่ยงตรง ฝ่ารถเป็นดงกดดัน” หลังจากนั้น กวีก็หยุดภาพเคลื่อนไหว แล้วย้อนพาผู้อ่านไปสัมผัสกับความเป็นมาของป้าประนอม และเผยถึงมิติทางจิตใจของนางที่ยังคงใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดี แม้สังขารจะร่วงโรยมากแล้วก็ตาม

          หรือในบท “บนถนนสายมหาสารคามขอนแก่น” ที่กวีหยุดยานพาหนะด้วยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถบรรทุกของเจ๊กเซียมชาวไทยเชื้อสายจีน ให้เขาได้ย้อนทวนชีวิตตัวเองที่ธุรกิจรถขนส่งต้องล้มเลิก ครอบครัวแตก จนต้องระหกระเหิน ดิ้นรนทำมาหากินประกอบอาชีพอื่นๆ อีกมากมายเพื่อกอบกู้สถานการณ์ พาตัวเองและครอบครัวกลับคืนสู่โลกสมัยใหม่ แต่ก็ต้องล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า บทสุดท้าย บทกวีให้ภาพตัวละคร ว่า

                                                            ชายแก่เหม่อผ่านม่านเมษา

                                                         ความหลังล่วงเลยมาไม่เห็นแสง

                                                          เนรเทศตนสู่ต่างถิ่นสิ้นเรี่ยวแรง

                                                         ก่อกำแพงทุกข์โศก...โลกปิดตาย (หน้า 31)

         ภาพชายจีนชราผู้สิ้นอาลัยภาพนี้จึงเป็นเหมือนตัวอย่างของตัวละครที่ถูกสังคมสมัยใหม่หลงลืม เขาเติบกล้าขึ้นมาเป็นเจ๊กเซียมผู้มีฐานะด้วยเงื่อนไขของความเร็วแบบสังคมสมัยใหม่ แต่สุดท้ายแล้วมันก็เคลื่อนที่ผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเขากักขังตัวเองไว้ในความทุกข์ไม่ยอมเคลื่อนที่อีก ชายชราจึงไม่อาจเข้าถึงดอกผลของความเป็นสมัยใหม่ได้อีกต่อไป

         โดยนัยนี้ ถนนจึงส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบ กล่าวคือมันเป็นทั้งประตูที่เปิดให้คนเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่และออกจากความเป็นสมัยใหม่ได้เช่นเดียวกัน บทกวีในชิ้น “ผัดเผ็ดปลาดุกคลุกเครื่องข่า” ที่เล่าภาพชีวิตของคนจนเมือง ตอนหนึ่งว่า

                                                                   ข้างถนนไม่ไร้ค่าไปกว่านั้น

เป็นที่ฝันกลับกลายทำลายหวัง

ใครบางคนว่าไว้ใช่ชิงชัง

ตราบใดความคลุ้มคลั่งยังไม่จาง

มหานครสอนให้สู้

ขับเฆี่ยนเรียนรู้สู่ลานกว้าง

ร้องเพลงลูกทุ่งยุ้งกองฟาง

ตื่นแต่รุ่งสางไปสร้างเมือง (หน้า 88-89)

        บทกวีข้างต้นจะเห็นได้ถึงความเคลื่อนไหวของชีวิตผ่านกิจกรรมข้างถนนของผู้คน การทำให้ถนนได้มีบทบาทและมีความสัมพันธ์กับชีวิตของคนมากมากมายขนาดนี้คือการแสดงให้เห็นในสิ่งที่นักวิชาการต่างยอมรับร่วมกันว่า ถนนเป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นเส้นทางสัญจรเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม สำหรับสังคมสมัยใหม่ ถนนจึงเป็นเสมือนโครงข่ายที่เชื่อมเอาสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างในเชิงพื้นที่ และเวลาให้ใกล้ชิดกันอีกด้วย ในเชิงสถาปัตยกรรม การดำรงอยู่ของถนนนั้นถือเป็นโครงสร้างทางกายภาพที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของเมือง

        อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะเป็นสมัยใหม่อย่างปัจจุบัน เมืองก็ย่อมจะเคยเป็นชนบทมาก่อน เมืองจึงมีสัมพันธ์เชื่อมโยงในมิติประวัติศาสตร์กับชนบทอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ กวีนิพนธ์ในเล่มนี้จึงพยายามแสดงให้เห็นถึงภาพชีวิตของคนชนบทในเมืองที่ล้วนแล้วแต่มีบทบาทในการ “ตื่นแต่รุ่งสางไปสร้างเมือง” ในที่นี้ถนนที่นำไปสู่การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นภูมิสภาพอันเป็นเงื่อนไขของการลืมของสังคมสมัยใหม่ในข้อเสนอของคอนเนอร์ตัน ดังได้กล่าวข้างต้น จึงถูกขับเน้นเพื่อเรียกร้องการจดจำใหม่เพื่อสังคมสมัยใหม่จะได้ไม่หลงลืมกลุ่มคนที่ก่อร่างสร้างตัวมันเองขึ้น บทกวี “ท้องถนนคือชนเผ่านักเล่าเรื่อง” ดูเหมือนจะเป็นผลึกก้อนสำคัญของมโนทัศน์นี้ในกวีนิพนธ์ชุด “นครคนนอก”

คุณค่า อยู่ที่สี หรือที่แสง

หรือมุ่งสำแดงความเลิศหรู

คุณค่าอันใดควรชื่นชู

มากกว่าตาดู หูได้ยิน

ท้องถนนคือใบหน้าประวัติศาสตร์

คือถ้อยคำเปล่งประกาศไม่จบสิ้น

จากใจสู่ใจ ฟ้าสู่ดิน

คือเหล็กกล้า ผาหิน จิตวิญญาณ

ท้องถนนคือชนเผ่านักเล่าเรื่อง

เกิดก่อเป็นรูปเมืองเป็นหย่อมย่าน

จากผงฝุ่นหลุดร่วงของห้วงกาล

ปลิวโปรยโรยหว่านไปทั้งปวง

มีร่องรอยชีวิตสถิตไว้

มีเลือดเนื้อลมหายใจสุดแสนหวง

มีการต่อสู้รู้จริงลวง

ชะตากรรมหนักหน่วงอยู่ในนั้น (หน้า 32-33)

         จากบทกวีตอนนี้ จะเห็นได้ว่าถนนไม่เพียงแต่จะบรรจุเอาไว้ซึ่งเรื่องราวในมิติทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นโครงข่ายที่สร้างและเชื่อมโยงชุมชนให้ “เกิดก่อเป็นรูปเมืองเป็นหย่อมย่าน” อีกด้วย ถนนจึงเปรียบเสมือนโครงสร้างที่เป็นปัจจัยบ่งบอกถึงการมีอยู่ของสังคมสมัยใหม่ ถนนซ้อนทับซับซ้อนไปด้วย “ร่องรอยชีวิต การต่อสู้ เลือดเนื้อลมหายใจ และชะตากรรมหนักหน่วง” เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป ถนนถูกพัฒนาให้ตอบสนองความปรารถนาในความรวดเร็วของสังคมสมัยใหม่มากขึ้น มันก็ไม่ทำให้เรามีเวลาสำหรับจดจำอะไรได้ง่ายๆ อีก

“นครคนนอก” ได้มาสะกิดเตือนเรา และพยายามหน่วงเวลาให้เราได้ใช้เวลาเพื่อจะฟื้นภาพที่เคยตกหล่นเรี่ยรายตลอดระยะทางและความเร็วบนถนน เพื่อการจดจำใหม่.

 

 

[1] อีกตอนหนึ่ง คำประกาศมีว่า “ใช้รูปแบบฉันทลักษณ์ตามขนบและไร้ฉันทลักษณ์ผสมผสานกัน ใช้วรรณรูป ภาพวาด และสัญญะแสดงอารมณ์ สื่อเสริม เน้นความหมายให้ขบคิดและตีความ จินตภาพ และน้ำเสียงบ่งบอกว่าชีวิตเป็นทุกข์ มีปัญหา และต้องดิ้นรน แต่ในท้ายที่สุดให้ความหวังและกำลังใจ”

[2]ดูงานศึกษาที่น่าสนใจยิ่งของ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. (2558). กำเนิดประเทศไทยภายใต้เผด็จการ: น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก กับนัยยะซ่อนเร้นในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม. และ ณัฐวุฒิ ปรียวนิตย์. (2560). เศรษฐกิจการเมืองของการตัดถนนในพระนคร. กรุงเทพฯ: คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.

 

 


 

Visitors: 12,737