เรื่องสั้น

"ศักดิ์ศรีของข้าราชการ...ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้"

โดย มัลลิกา  แก้ววิเศษ

 

         “พระ  พระเจ้าอยู่หัว พ่อและลุง”  เรื่องสั้นจากบทประพันธ์ของอาจินต์  ปัญจพรรค์  สะท้อนชีวิตของข้าราชการสมัยก่อนที่ซื่อสัตย์ยึดมั่นในศักดิ์ศรี   ยอมตายดีกว่าทำสิ่งไม่ถูกต้อง  ผู้ประพันธ์ใช้กลวิธีการเขียนแบบเล่าเรื่อง   โดยลูกเล่าถึงเรื่องราวของพ่อตอนอายุ  25 ปี  เมื่อครั้งเป็นปลัดอำเภอที่บางเลน   แล้วได้พบรักกับแม่ซึ่งเป็นน้องของนักเลงใหญ่ซึ่งก็คือลุง   พ่อเป็นข้าราชการจนๆ  แต่ลุงซึ่งเป็นนายบ่อนการพนันเป็นคนรวยอยู่ที่บางไทร  ไม่เคยมีใครจับบ่อนของลุงได้  จึงมีคนพูดว่าเพราะลุงมีพ่อเป็นน้องเขย  แต่แท้ที่จริงแล้วเพราะลุงมีคนคอยดูต้นทาง  ทำให้หนีไปได้ทันก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมา  เขาจึงหาว่าพ่อเป็นสายให้ลุง  แล้วก็สั่งพ่อให้ไปจับลุงเอง   เมื่อยามมาบอกลุงว่าพ่อมาคนเดียว  ลุงจึงไม่ได้หนีเหมือนอย่างทุกครั้ง   เมื่อพ่อมาถึงพ่อก็เชิญให้ลุงกับพรรคพวกไปอำเภอ  แม้ว่าลุงจะเอาปืนมาขู่พ่อก็ไม่ได้กลัวแต่อย่างใด  กลับบอกว่ายิงพ่อเสียก็ดีคนจะได้รู้ว่าพ่อไม่ได้เข้าข้างคนทุจริต  และพ่อมาในราชการพระเจ้าอยู่หัว  ใครยิงพ่อก็เท่ากับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  นั่นเองที่ทำให้ลุงลดปืน  เพราะลุงเองก็เคยเป็นมหาดเล็กในกรมพระองค์หนึ่งมาแล้ว   ลุงยอมไปอำเภอวันถัดไป   พร้อมกับพรรคพวกที่เล่นการพนัน   แล้วยอมเสียค่าปรับทั้งหมดให้กับพวกที่เล่นการพนัน  ทำให้พ่อได้รับเงินค่าปรับด้วยสองชั่ง   ท้ายเรื่องพ่อบอกกับแม่ว่าพ่อจะเอาเงินไปคืนลุง  แม่บอกคราวนี้ลุงต้องยิงพ่อ  แล้วก็เป็นลม 

            เมื่ออ่านเรื่องนี้จบ  ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของบรรยากาศย้อนยุค  คำแปลกๆที่ไม่คุ้นเคยในปัจจุบัน   ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องสั้น  ไม่กี่หน้าจะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้มากมายขนาดนี้  และเมื่อย้อนกลับไปดูประวัติผู้ประพันธ์ อาจินต์ ปัญจพรรค์  ศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์  ปี พ.ศ. 2534  ก็ทราบว่าเกิดที่อำเภอบางเลน  จังหวัดนครปฐม  และพ่อของผู้ประพันธ์เป็นอดีตนายอำเภอท่ามะกา  จังหวัดกาญจนบุรี  จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงใช้ฉากที่อำเภอบางเลนเพราะผู้ประพันธ์คงคุ้นเคยกับสถานที่นี้เป็นอย่างดี  และเรื่องนี้คงมีเค้าโครงเรื่องจริงจากการเล่าเรื่องของบิดาผู้ประพันธ์ที่เคยเป็นนายอำเภอ             

            “เมื่อพ่ออายุได้ 25 ปี  มีผ้าม่วงผืนเดียว  เสื้อนอกผืนเดียว”   แสดงว่าเหตุการณ์ในเรื่องน่าจะเกิดขึ้นก่อน ปี พ.ศ. 2475  เพราะมีประกาศให้เลิกนุ่งผ้าม่วงเมื่อปี 2475  แต่ยังอนุโลมให้นุ่งได้จนถึง 2478  รัฐบาลในขณะนั้น  จึงได้ออกพระราชบัญญัติให้เลิกนุ่งผ้าม่วงโดยเด็ดขาด 

            การแต่งกายของคนสมัยนั้นมีการบรรยายอย่างชัดเจนว่าพ่อนุ่งผ้าม่วง  เสื้อนอก  แล้วยังมี  “พระกำแพงห้อยคอหนึ่งองค์  กับตะกรุดคาดเอวหนึ่งเส้น”  การห้อยพระนั้นยังเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน  หลายๆคนก็ยังนิยมห้อยด้วยความเชื่อที่ว่าปกป้องภัยอันตราย  แต่การคาดตะกรุด นั้นในสมัยนี้คนคาดน่าน้อยลง   ในสมัยก่อนตะกรุดที่ใช้คาดเอวเนื่องจากป้องกันการกระชากได้ดีกว่าการห้อยคอ   เพราะจะต้องมีการต่อสู้ไม่ว่าจะยิง ตี ฟัน ชก ต่อย  เพียงแค่หน้าแรกที่อาจินต์ ปัญจพรรค์เขียนไว้   ทำให้เราวาดภาพของปลัดอำเภอสมัยก่อนได้เป็นอย่างดีว่าแต่งกายอย่างไร    

           ตัวเอกของเรื่องนี้ของเรื่องนี้คือพ่อและลุง      เมื่อมีการกล่าวถึงพ่อแล้วก็กล่าวถึงลุง

           “ลุงกินจอนนี่วอล์คเกอร์ทุกมื้อ  มีไก่ตอนแกล้ม  นอนกินบนเก้าอี้ผ้าใบ  มีคนพัด 1 คน คนนวด 1 คน มีเมียนับสิบประจำการอยู่ตลอดวันยังค่ำคืนยังรุ่ง”

การเล่าว่าลุงกินจอนนี่วอล์คเกอร์ทุกมื้อแสดงว่าลุงมีฐานะดีมาก  เพราะวิสกี้ยี่ห้อนี้น่าจะแพงมากในสมัยนั้นเพราะผลิตในสกอตแลนด์   การนำเข้าน่าจะยากพอสมควร  ตามประวัติแล้ววิสกี้ยี่ห้อนี้เริ่มผลิตมาตั้งแต่ พ.ศ. 2420  หรือเทียบเคียงได้กับในสมัยรัชกาลที่ 5  ซึ่งความนิยมในจอนนี่วอล์คเกอร์ยังยืนยาวมาถึงปัจจุบัน  

          การมีเมียนับสิบก็บ่งบอกถึงความมีฐานะ  เพราะหากลุงจนก็คงไม่สามารถเลี้ยงเมียนับสิบได้  และคงเป็นค่านิยมของคนรวยที่มีเมียกันหลายคน

“ลุงจะไปเที่ยวบางกอก   เหมา ‘เสียโป’ ทั้งหาบ  กินกับบริวาร  ซื้อกางเกงแพรปังลิ้น  ดูละครแม่บุญนาค  และยกพวกกลับบางไทร  ทั้งขาไปขากลับ นั่งเรือเมล์ฟรีหมดทุกคน”  

            แค่เพียงข้อความนี้ดูจะเห็นภาพการใช้ชีวิตของคนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดีทั้ง การกินอยู่  การแต่งกาย  มหรสพ  การคมนาคม   การกินก็จากคำว่า “เสียโป”   คนปัจจุบันไม่น่าจะคุ้นเคยคำนี้ ซึ่งเป็นข้าวนึ่งที่มีกับหลายชนิด โดยมากมีเป็ดย่าง ผักบุ้ง เครื่องในเป็ด แต่ก่อนจีนหาบขายตามโรงบ่อน เป็นอาหารราคาถูกที่พวกเสียการพนัน   พวกเสียโปกิน จึงเรียก เสียโป   การแต่งกายจากคำว่า “กางเกงแพรปังลิ้น” ซึ่งเป็นเป็นผ้าทอจากประเทศจีน  ราคาแพง  ในยุคก่อน สงครามโลกครั้งที่สอง  ผู้ชายที่เป็นเจ้านายหรือผู้ดีมีสตางค์นิยมใส่กางเกงแพรปังลิ้น   มักมีสีเข้ม  เช่น  สีดำ น้ำตาล  น้ำเงินกรม 

            “ดูละครแม่บุนนาค” บ่งบอกถึงมหรสพในสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน  ละครแม่บุนนาคเป็นโรงละครชื่อดังในย่านบางลำพู  ซึ่งละครร้องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากละครต่างประเทศ  ถือกำเนิดในปลายรัชกาลที่ 5 และได้รับความนิยมมาจนถึงช่วงรัชกาลที่ 7  เนื่องจากโรงละครนาคบันเทิงของแม่บุนนาคเกิดขึ้นในช่วงหลังๆ   จึงคาดเดาว่าเหตุการณ์ในเรื่องนี้น่าจะอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 6  ถึงรัชกาลที่  7  ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง    

           “นั่งเรือเมล์ฟรีกันหมดทุกคน”  บ่งบอกถึงการคมนาคมในสมัยนั้นว่ามีเรือเมล์แล้ว  เนื่องจากถนนและทางรถไฟยังไม่มีครอบคลุมทั่วถึงจังหวัดต่าง ๆ   คนที่อาศัยอยู่ในแถบที่ราบลุ่มภาคกลางที่มีแม่น้ำลำคลองเป็นเครือข่ายโยงใยชุมชนต่าง ๆซึ่งอาศัยการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก   

           “พวกเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมก็ลงเรือจ้าง  แจวเรือจากบางเลนมาบางไทร   พอมาถึงก็พบว่าไม่มีแม้แต่ไพ่ตัวเดียวในบ้านของลุง  ทั้งนี้เพราะคนของลุงมาถึงก่อนเจ้าหน้าที่  เจ้าหน้าที่มาเรือจ้าง   แต่คนของลุงขี่ม้ามา”

           นอกจากเดินทางโดยเรือเมล์แล้ว  ยังมีเรือจ้างและการขี่ม้าด้วย   ผู้ประพันธ์บรรยายให้คนอ่านเห็นภาพชัดเจน  ว่าทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่เคยจับลุงได้  เพราะคนที่เป็นสายของลุงจะอยู่ที่บางเลนฝากแม่น้ำตรงข้ามอำเภอ  พอรู้ข่าวว่าทางการจะมาจับลุงก็จะมีแจ้งให้คนของลุง รีบขี่ม้ามาบอกลุง  แต่เจ้าหน้าที่มาเรือจ้างและเป็นเรือจ้างที่ต้องแจว   ภาพของการขี่ม้ากับการแจวเรือเป็นการเปรียบเทียบอย่างเด่นชัดแล้วว่า  ความเร็วต่างกันเพียงใด   

          “พระ  พระเจ้าอยู่หัว พ่อและลุง”  คำว่า “พระ” ที่อยู่ในชื่อเรื่องหากจะแปลกันตรงตัวก็คงจะเป็นพระกำแพงที่ห้อยคอพ่ออยู่   แต่ผู้วิจารณ์คิดว่า “พระ”  เป็นสัญลักษณ์ถึงความดีในตัวพ่อ  เพราะหัวใจของเรื่องสั้นนี้ที่เด่นชัดมากคือการรักเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการของพ่อ  ที่ไม่ยอมทำผิดโดยละเลยการทำหน้าที่จับกุมลุงซึ่งเป็นพี่สาวของแม่  โดยจะเห็นได้ชัดจากคำพูด “ยิงฉันเสียก็ดี  จะได้รู้ชัดๆว่าปลัดอำเภอคนนี้  มิได้เข้าข้างผู้ทุจริตเลย”   พ่อมิได้เกรงกลัวความตายแม้แต่น้อย  แม้ลุงจะเล็งปืนมาที่พ่อ แต่สิ่งที่ทำให้ลุงลดปืนลงคือคำพูดของพ่อที่บอกว่า “ฉันมาในราชการพระเจ้าอยู่หัว  ใครยิงฉันก็เท่ากับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”  นั่นเองคือที่มาของคำว่า “พระเจ้าอยู่หัว”  และเป็นคำสำคัญที่ทำให้ลุงลดปืนลง    เพราะลุงเองก็เคยเป็นมหาดเล็กในกรมพระองค์หนึ่งมาแล้วจึงถือว่าอยู่ใต้ร่มพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกับพ่อ 

          ดังนั้นคำว่า “พระเจ้าอยู่หัว” จึงเป็นศูนย์รวมดวงใจของทั้งพ่อและลุง  ในเรื่องนี้พ่อเป็นตัวแทนของคนดี  มีความซื่อสัตย์   ยากจน  ในขณะที่ลุงเป็นตัวแทนของคนรวย  ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพสุจริต  แต่ทั้งพ่อและลุงต่างนับถือพระเจ้าอยู่หัวเช่นกัน  จึงเป็นที่มาของการพูดจาประนีประนอม  โดยไม่ใช้กำลัง  และไม่มีการฆ่ากันตายเกิดขึ้น 

          ในตอนจบของเรื่องถึงแม้จะเป็นแบบปลายเปิดให้ผู้อ่านคิดเองว่าเกิดอะไรขึ้น  เมื่อพ่อบอกแม่ว่าจะเอาเงินไปคืนลุง  แล้วแม่พูดว่า “คราวนี้เขายิงแน่ละ”  แล้วแม่ก็เป็นลม  แต่ผู้อ่านก็คาดได้ว่า  ลุงคงไม่ได้ยิงพ่อ  ไม่เช่นนั้นพ่อคงไม่ได้เล่าเรื่องต่างๆ ให้กับลูกซึ่งเป็นคนที่เล่าเรื่องนี้ 

          เมื่ออ่านเรื่องนี้จบก็เหมือนกับเห็นไฟอันริบหรี่  ด้วยความเชื่อมั่นว่ามีข้าราชการไทยจำนวนหนึ่งที่มีความซื่อสัตย์ยึดมั่นในศักดิ์ศรีของตนเองอยู่  ประกอบกับได้ข่าวดีๆของข้าราชการไทยที่จับกุมผู้บุกรุกผืนป่า   อย่างไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ   ไฟที่ริบหรี่ดูจะลุกโชนขึ้นมา   นั่นหมายความว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  “ศักดิ์ศรีของข้าราชการ...ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้”

 

ข้อมูลประกอบการเขียน

วิวัฒนาการการแต่งกายสมัยกรุงรัตนโกสินทร์   การประกาศยกเลิกการนุ่งโจงกระเบนและกินหมาก

http://valuablebook2.tkpark.or.th/2015/6/document24.html

วิธีการใช้ตะกรุด และเครื่องราง

http://palungjit.org/threads/วิธีการใช้ตะกรุด-และเครื่องราง.358005/

ละครร้อง

http://www.thaidances.com/data/8.asp

วิกิพีเดีย   อาจินต์  ปัญจพรรค์  

https://th.wikipedia.org/wiki/อาจินต์_ปัญจพรรค์

วิถีชีวิตและความบันเทิงในย่านบางลำพู  

https://auntielucyblog.wordpress.com/2016/04/30/วิถีชีวิตและความบันเทิ/

ผ้าซิ่น- นุ่งกางเกงแพรก็แนวได้จ้า  กางเกงแพรปังลิ้นhttps://m.facebook.com/thaisarong/posts/505061536304236

ผ้าซิ่น- มารู้จักผ้าปังลิ้นหรือแพรแขกันค่ะ  https://www.facebook.com/thaisarong/posts/576901305786925

เสียโป

https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-pleang/เสียโป

ประวัติและความเป็นมาของกรุงเทพมหานคร

http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=ประวัติและความเป็นมาของกรุงเทพมหานคร

ตำนานเรือเมล์เขียว เรือเมล์แดง แม่น้ำน้อย ก๋งเล็ก วิเศษชัยชาญ

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=829054973783530&id=128892643799770

สีไหนคือตัวคุณ?! พาส่องตำนาน "Johnnie Walker Labels" วิสกี้ระดับโลกจากสก็อตต์!

https://pepperrr.net/th/articles/8569

 

          จากโจทย์ “พระ  พระเจ้าอยู่หัว พ่อและลุง”  ของอาจินต์  ปัญจพรรค์ 

 

ความเห็นของคณะกรรมการ

 

          “ศักดิ์ศรีของข้าราชการ...ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้” ของมัลลิกา แก้ววิเศษ เป็นบทวิจารณ์ที่โดดเด่นตรงการให้ข้อมูลเสริมเรื่อง ผู้วิจารณ์ไม่เพียงอ่านเฉพาะ ‘ตัวบท’ แต่ยังให้ความสำคัญกับการค้นคว้าหาข้อมูลมาประกอบ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ของเรื่องได้อย่างชัดเจน และเข้าใจมากขึ้นว่า ‘บริบท’ ของเรื่องนี้เป็นอย่างไร เพราะการเข้าใจบริบทเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องราว ความสัมพันธ์ของตัวละคร และแก่นของเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง แสดงให้เห็นว่า บทวิจารณ์ที่ดีนอกจากจะให้ความคิดแก่ผู้อ่านแล้ว ยังเพิ่มเติมความรู้ขยายจากตัวบทได้อีกด้วย 

 

 


 

"คนจริงไม่ต้องพูดให้มากความ"

                                                                      โดย กรรณทิมา  รัตนภูมิ

 

          ในวงการงานออกแบบมักจะคุ้นเคยกับคำว่า “Less is More” คือการสร้างบางอย่างให้เป็นธรรมชาติ อยู่ในความธรรมดา เปิดพื้นที่ว่างพร้อมๆ กับพื้นที่อัดแน่นเติมเต็ม  รีดความไม่จำเป็นทิ้งไปเพื่อมุ่งสู่จุดของความพอดี

         “Less is More” ไม่ใช่เรื่องง่าย  ใครจับได้และเอาอยู่เป็นผู้สมควรได้รับการคารวะ

         เรื่องสั้น “พระ  พระเจ้าอยู่หัว พ่อและลุง”  เป็นเรื่องสั้นที่มีความพอดีอยู่ในตัวเองสูงมาก  ส่งผ่านพลังด้วยความธรรมดาสามัญและการเล่าเรื่อง “ซื่อๆ”  ตรงไปตรงมาผสานกับภาษานักเลงตามแบบฉบับของ “อาจินต์  ปัญจพรรค์”

         เหตุการณ์เข้า “จับ” นายบ่อนผู้มีอิทธิพลโดยผู้เข้าจับมีศักดิ์เป็นน้องเขยที่เป็นข้าราชการกินตำแหน่งปลัดอำเภอ  ผู้แต่งสร้างตัวละครที่แบ่งให้เห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดระหว่างความดีกับความเลว  หากจะว่าไปอย่างเข้าใจง่ายด้วยภาษาชาวบ้านก็คือพระเอกกับผู้ร้าย

          พระเอกที่เป็นข้าราชการจนๆ กับผู้ร้ายที่เป็นคนรวยและมีอิทธิพลมาก

          หลายครั้งหลายคราที่ตำรวจจับนายบ่อนคนนี้ไม่ได้สักที  จนชาวบ้านชาวช่องครหาว่าเพราะนายบ่อนมีน้องเขยเป็นปลัดอำเภอจึงได้รอดพ้นการถูกจับไปเสียทุกครั้ง  จนเป็นที่มาของคำสั่งให้ปลัดอำเภอไปจับกุมพี่เขยด้วยตัวเอง

         ทำไมชาวบ้านถึงคิดเช่นนั้น...เพราะเรื่องแบบนั้นมันสามารถเกิดได้จริง คือเรื่องจริงที่ผู้แต่งจับมายั่วล้อสังคมอย่างเข้าใจและถึงใจ  ยั่วล้อกับความจริงที่มีมานานที่ฝังรากมาจนถึงปัจจุบันทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะจากตายหายไป 

         ด้วยชั้นเชิงของผู้แต่งได้สร้างตัวละคร “พ่อ” และ “ลุง”  โดยเว้นการประวัติเบื้องหลังรายบุคคลให้มากความใส่มาเฉพาะที่จำเป็น  ความแตกต่างของชีวิตระหว่างพ่อและลุงบอกได้ครบในช่วงที่ว่า

        “ทำไมพ่อจึงจน  ทำไมลุงจึงรวย เพราะพ่อเป็นข้าราชการเล็กๆ ผู้ซื่อสัตย์  แต่ลุงเป็นนายบ่อนการพนันผู้มีอิทธิพล”*1  เป็นการบอกหมดเปลือกอย่างตรงไปตรงมาแต่ทว่ายังเปิดพื้นที่ให้คนอ่านได้เอาไปคิดหาข้อเปรียบเทียบระหว่างข้าราชการกับนายบ่อน  เหตุใดข้าราชการผู้ซื่อสัตย์จึงยากจนกว่าผู้มีอิทธิพล  หรือจริงแล้วมิใช่เพียงข้าราชการเท่านั้น  แต่หมายรวมไปถึงชาวบ้านที่หากินในทางสุจริตมากมายต่างยากจนกว่าผู้มีอิทธิพลที่ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย  ซึ่งนี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่มองเห็นและยึดโยงเข้ากับความเป็นจริงในสังคม  เรื่องจริงเรื่องเล่าอาจเป็นเรื่องเดียวกัน  การฝังรากลึกยาวนานของบางสิ่งบางอย่างยากจะขุดรากถอนโคนสิ่งที่ทำได้คือการสร้างให้สังคมได้ตระหนักรู้ผิดรู้ชอบด้วยตัวเอง

         พ่อ มีอาวุธคือพระกำแพงห้อยคอและตะกรุดคาดเอว  ส่วน ลุง  มีอาวุธเป็นเงิน  อิทธิพลและเส้นสาย  พ่อไปจับลุงด้วยมือเปล่า  ผู้แต่งกำลังเล่นเชิงของศักดิ์ศรีให้เด็กๆ ดู  ภาษาพูดคุยระหว่างข้าราชการกับนายบ่อนเฉือนกันด้วยภาษานักเลงที่ต่างมีศักดิ์ศรีค้ำคอ

          พ่อไปมือเปล่าและไปคนเดียวเหมือนว่าทุกประตูในการจับกุมจะถูกปิดความสำเร็จแทบมองไม่เห็น  แต่ผู้แต่งรู้ดีว่าอาวุธของข้าราชการคืออะไรจึงได้ติดอาวุธอันทรงพลังให้กับปลัดอำเภอขณะกำลังโดนปืนส่อง

          “ฉันมาราชการของพระเจ้าอยู่หัว  ใครยิงฉันก็เท่ากับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”*2  ประโยคนี้ร้ายยิ่งกว่าลูกปืน...นายบ่อนมือไม้สั่นและลดปืนลงด้วยเหตุที่ว่าตนเองก็เคยเป็นมหาดเล็กในกรมพระองค์หนึ่งมาแล้วและเพราะพระบารมีนั่นเองจึงทำให้ได้เป็นนักเลงใหญ่ได้ง่ายกว่าคนอื่น*3   

          ประโยคไม้ตายนั้นมิใช่แต่จะทำให้นายบ่อนยอมอ่อนลงแต่ประการเดียว  หากแต่ประโยคสั้นๆ นี้กำลังคือส่งเสียงบอกกับข้าราชการทุกคน “ราชการ” งานของ “พระเจ้าอยู่หัว”  คือภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่  เมื่อใครได้รับราชการควรต้องตระหนักและเตือนตนอยู่เสมอว่าควรปฏิบัติงานของพระเจ้าอยู่หัวเช่นไรเพื่อให้การงานอันเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองสำเร็จลุล่วงและมิบังควรใช้ไปในทางเสื่อมเสีย 

            เมื่อมองลึกลงไป  ผู้แต่งตั้งใจให้ “ลุง”  ก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีอิทธิพลก็ได้ด้วยพระบารมี ในอีกมุมหนึ่งซึ่งหากอธิบายได้ดีที่สุดก็คือการที่ลุงได้ได้รับโอกาสดีกว่าคนอีกมาก ใช้ความเป็นมหาดเล็กที่ได้อยู่ใกล้ชิดผู้หลักใหญ่หรือผู้มีบารมีทั้งหลายและใช้ช่องทางเหล่านั้นสร้างตัวตนให้ “เติบโต”

            การเข้าถึงผู้หลักผู้ใหญ่สร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ก่อให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อกันและกันทั้งในทางดีและทางเสื่อม  เรื่องราวเช่นนี้ยังพบได้ในสังคมปัจจุบัน  คนมีอิทธิพลมีอำนาจหรือเศรษฐีมีเงินสามารถทำการพลิกดำให้เป็นขาว  กลับผิดให้เป็นถูกได้  ความเสมอภาคระหว่างคนรวยกับคนจนยังเป็นเพียงคำพูดในเชิงทฤษฎีแต่กลับแตกต่างลิบลับกับเชิงปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง  ในเมื่อความจริงชอบเล่นตลกอย่างนั้นแล้วใครเล่าที่จะยอมถูกกดหัวอยู่เรื่อยไป

เสน่ห์ของเรื่องสั้นเรื่องนี้จึงมิใช่แค่เรื่องราวของการเข้าจับกุมตัวนักเลง  หากแต่สิ่งที่ผู้แต่งได้สรรค์สร้างขึ้นมานั้นยังคงร่วมสมัยซึ่งถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้งผ่านสายตาที่มองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร

            เรื่องเล่าที่แสนเรียบง่ายกับความเป็นธรรมชาติที่มองไม่เห็นรอยปรุงแต่งแปลกปลอมนั้นกระตุกสั่นความคิดได้ยาวนาน  แม้เนื้อเรื่องจะมีเพียงไม่กี่แผ่นกระดาษ  น้อยนักในคำบรรยายและพูดคุย  กลมกล่อมพอดีในจุดที่พอดีด้วยฝีมือและชั้นเชิง

            นี่สิของจริง. 

 

จากโจทย์ พระ พระเจ้าอยู่หัว พ่อ และลุง” ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์

 

*1 จากหนังสือรวมเรื่องสั้น เสาหินแห่งกาลเวลา  พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 132

*2 จากหนังสือรวมเรื่องสั้น เสาหินแห่งกาลเวลา  พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 135

*3 จากหนังสือรวมเรื่องสั้น เสาหินแห่งกาลเวลา  พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 135

 

ความเห็นของคณะกรรมการ

 

          เสน่ห์ของงานวิจารณ์อยู่ที่ตรงการพลิกเหลี่ยมมุมต่าง ๆ ของวรรณกรรมให้เราได้เห็นอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะรายละเอียดหลัก ๆ อันเป็นจุดสำคัญของเรื่อง บทวิจารณ์ “คนจริงไม่ต้องพูดมากความ” ของ กรรณทิมา รัตนภูมิ ทำสิ่งนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น ผู้วิจารณ์ยังมีลีลาการเขียนที่น่าอ่าน ใช้ภาษาที่ให้อารมณ์ความรู้สึก ควบคู่ไปกับทฤษฎีทางศิลปะซึ่งยกขึ้นมาเปิดหัวตั้งแต่ต้น เหมือนเป็นการตกลงกับผู้อ่าน ว่าบทวิจารณ์นี้มองเรื่องสั้น “พระ พระเจ้าอยู่หัว พ่อและลุง” ด้วยกรอบชนิดใด ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน พร้อมกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดตามอย่างเพลิดเพลิน

 

 

 


 

 “ทะเลร่ำลมโศก”

โดย พิมชนก บุญแจ้ง

 

            หากท่านยังจดจำความรู้สึกเมื่อครั้งสุดท้ายที่ท่านสูดกลิ่นน้ำเค็ม ฟังเสียงเกลียวคลื่นบรรเลงเป็นเพลงขับกล่อมได้ แล้วครั้งแรกที่ท่านได้ใช้เท้าเปล่าเหยียบย่ำสัมผัสทรายสีขาวสะอาดอ่อนนุ่ม ใช้ดวงตาจ้องมองผืนน้ำที่กว้างออกไปจนสุดสายตา ท่านยังจำได้หรือไม่?

            “ทะเลร่ำลมโศก” คือเรื่องสั้นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยภาพความทรงจำในอดีตที่แสนสุขสันต์ ปัจจุบันขมตรมด้วยความเศร้าโศก และอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ สะท้อนภาพวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ชายทะเล มีชีวิตอยู่บนเกลียวคลื่นที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าทะเลจะพัดพาสิ่งที่ดีเข้ามา หรือจะนำพาความว่างเปล่ามาให้และอาจซัดลมหายใจใครออกไปตลอดกาล โดยผู้เขียนได้เล่าผ่านตัวละครหลักที่เกิดและเติบโตขึ้นที่ริมทะเล ทำให้ได้ซึมซับภาพวิถีชีวิต การสร้างรายได้ของครอบครัวและคนในบริเวณนั้น จนกระทั่งสูญเสียพ่อ ผู้เป็นเสาหลักของครอบครัว ทำให้ฐานะทางครอบครัวแปรเปลี่ยนไปอย่างไม่ทันตั้งตัว และชายผู้นั้นต้องกลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัวแทน หากในคราวนี้ทะเลไม่ได้ซัดลมหายใจเขาไปเหมือนพ่อของเขา
แต่กลับพัดพาเขาไปไกลถึงพม่าดินแดนต่างถิ่น และติดอยู่ที่นั่นอย่างยาวนาน จนถึงเวลาที่ได้กลับบ้าน ภาพชายทะเลในความทรงจำก็กลายมาเป็นตึกสูงใหญ่ พื้นที่ว่างในความทรงจำกลับเต็มไปด้วยผู้คนแปลกหน้าเดินขวักไขว่สวนกันไปมา แม้กระทั่งวัดที่เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาก็ได้เปลี่ยนไป เพื่อปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง และเขาได้รู้ความจริงว่าในระยะเวลาที่หายไป แม่ของเขาขายที่ดินผืนสุดท้ายของครอบครัวก่อนจะสิ้นใจ น้องสาว น้องเขย และหลานชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เหลือเพียงหลานสาว ที่เป็นครอบครัวคนเดียวที่เขาเหลืออยู่

            ผู้เขียนได้นำเสนอภาพปัญหาที่เกิดจากการรุกคืบของระบบทุนนิยมที่ได้เข้ามามีบทบาท ทำให้ผู้ที่อาศัยในแถบชายทะเลต้องฝืนใจทิ้งอาชีพที่เคยทำ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมเพื่อการอยู่รอด นอกจากนี้
ยังทำให้เห็นถึงประเด็นที่ผู้มีอำนาจในการปกครองไม่สามารถรับมือ แก้ไขผลกระทบ และยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาได้ เห็นได้จากตัวละครหลานสาวที่ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานรับจ้างขายของที่ระลึก ทำให้เธอไม่ได้รับการศึกษาอย่างที่ควรจะได้รับ และความเจ็บปวดของคนที่เคยอาศัยในพื้นที่ที่ภายหลังถูกนายทุนเข้ามาล่วงล้ำ โดยที่ไม่สามารถต่อต้านหรือเรียกร้องสิทธิ์ได้

            รวมทั้ง ในมุมมองของตัวละครก็สามารถสะท้อนให้เห็นภาพของคนในสังคมไทย ที่ผู้เป็นหัวหน้า ไม่ว่าจะประสบกับปัญหามากมายเพียงใด ก็จะไม่พึ่งพาหรือร้องขอความช่วยเหลือจากใคร และพยายามไม่แสดงความอ่อนแอออกมา ซึ่งจะเห็นได้จากตอนที่ตัวละครลุงบอกกับหลานสาวว่า “ลุงมีแต่เงินค่ารถกลับไป และก็...ไม่อยากพึ่งพาใครด้วย” รวมไปถึงบทบาทของผู้เป็นแม่ ที่แม้จะหวงแหนที่ดินผืนสุดท้าย แต่ด้วยปัญหาความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัว ด้วยความรักลูกหลาน จึงตัดสินใจขายที่ดินชายทะเลให้แก่นายทุน เพื่อที่ลูกจะนำเงินไปลงทุนกับธุรกิจใหม่ อีกทั้งตัวละครหลานสาว ที่เป็นตัวแทนของคนยุคใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากระบบทุนนิยม เธอจึงต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออยู่กับการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้

            ในขณะเดียวกัน การเล่าเรื่องโดยใช้ฉากและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับทะเลนั้น เพราะผู้เขียนมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับทะเล ทำให้ตัวละครในเรื่องนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับท้องทะเล ผู้เขียนสร้างบรรยากาศในฉากได้อย่างเหมาะสมตามความรู้สึกของตัวละคร และแม้ว่าพื้นที่ในเนื้อเรื่องมีการเปลี่ยนแปลง ผู้เขียน
ก็ยังสามารถนำเสนอฉากใหม่ให้สอดคล้องกับตัวละครได้อีกเช่นกัน

            นอกจากนี้ ผู้เขียนยังมีความสามารถเชิงวรรณศิลป์ได้อย่างดีเยี่ยม มีลีลาในการพรรณนาทำให้ผู้อ่านคล้อยตาม รู้สึกร่วมไปกับตัวละคร ผู้เขียนมองโลกได้อย่างลึกซึ้ง จึงสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครได้อย่างละเอียดอ่อน เห็นได้จากฉากสุดท้ายของเรื่องที่ลุงกับหลานสาวกอดกัน แม้ไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ยออกมา แต่ผู้เขียนก็สามารถใช้ภาษาได้อย่างเรียบง่ายในการพรรณนาถึงความปวดร้าวที่กัดกินไปทั่วหัวใจของตัวละครทั้งสอง แต่ทำให้ผู้อ่านรับรู้และเข้าใจถึงความปวดร้าวนั้นได้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังสามารถทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับปัญหาเหล่านั้นที่เกิดขึ้นจริงว่ามีหนทางใดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ดีขึ้น

            เรื่องสั้น “ทะเลร่ำลมโศก” ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องสั้นที่ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ปวดร้าวร่วมไปกับตัวละคร แต่เป็นการนำเสนอความจริงที่เกิดขึ้นกับผู้คนกลุ่มหนึ่งในสังคม ความเจ็บปวดที่ต้องยอมรับว่าชีวิตนั้นไม่งดงาม และปลอบโยนให้ผู้อ่านได้มีกำลังใจที่จะเผชิญหน้าฝ่าฟันต่ออุปสรรคปัญหาต่าง ๆ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นความไม่จีรังยั่งยืนของชีวิต แม้เกลียวคลื่นจะพัดพาให้ชีวิตเปลี่ยนผันไปมากเท่าไหร่ ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ทุกคนก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป

            แม้ว่าภาพทะเลในความทรงจำครั้งแรก จะแตกต่างจากภาพทะเลในความทรงจำครั้งสุดท้าย
แต่คลื่นทะเลนั้นก็ยังคงร่ำหาอะไรบางอย่างไม่หยุดหย่อน และรอวันให้เราหวนคืนกลับไปสร้างความทรงจำที่งดงามอีกครั้ง

จากโจทย์ ทะเลร่ำลมโศก ของ อัศศิริ  ธรรมโชติ

 

ความเห็นของคณะกรรมการ

         บทวิจารณ์เรื่อง "ทะเลร่ำลมโศก" ของพิมชนก บุญแจ้ง เป็นผลงานวิจารณ์ที่ใช้ภาษาเรียบเรียงได้อย่างงดงาม เสนอประเด็นเกี่ยวกับ "ความทรงจำ" ของบ้านชายทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะการรุกของทุนนิยม ทำให้ภาพที่เห็นกับความทรงจำของชายหนุ่มที่หวนกลับบ้านจากการถูกคุมขังในต่างแดนแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ผู้เขียนเริ่มต้นบทด้วยความทรงจำที่งดงามและจบลงด้วยความหวังที่ตัวละครต้องดำเนินชีวิตต่อไปและสร้างความทรงจำใหม่ ทำให้งานมีเอกภาพ

 

 


 

“ บ้านที่กำลังค่อยๆพังทลายหายไป ”

โดย ชากร

 

          “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อปัจจัยสี่ไม่ได้เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์อีกต่อไป เมื่ออาหารไม่สามารถทำให้อิ่มใจ ยารักษาโรคไม่สามารถบรรเทาความเศร้า เครื่องนุ่งห่มสร้างความอบอุ่นได้เพียงกาย และบ้านเป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น...”

          เรื่องสั้น ทะเลร่ำลมโศก เป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นความเป็นอยู่ของครอบครัวชนชั้นล่างครอบครัวหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ภายใต้สังคมที่เราหลายคนมองว่าสวยงามและเต็มไปด้วยความศิวิไลซ์ โดยแท้จริงแล้วสังคมไทยเป็นแบบนั้นจริงหรือ ภายใต้หน้ากากสยามเมืองยิ้มนี้มีบางอย่างที่เราหลายคนอาจมองข้ามหรือกำลังทำเป็นมองไม่เห็นซ่อนอยู่...

            สังคมไทยในปัจจุบันได้รับอิทธิพลต่างๆมากมายจากทั่วทุกสารทิศ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตของผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งเป็นส่วนที่ทำให้แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมเปลี่ยนไป ความเป็นอยู่และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวแตกต่างออกไปจากในอดีต และที่ร้ายแรงที่สุดคงไม่พ้นเรื่องของความเหลื่อมล้ำกันของคนในแต่ละชนชั้นภายในสังคม ความเหลื่อมล้ำในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะฐานะทางการเงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงคุณภาพชีวิตของคนต่างชนชั้นที่มีความแตกต่างกันอย่างน่ากลัว แม้ว่ามนุษย์เราจะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เงิน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่เงินไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในสังคม

            เรื่องสั้น ทะเลร่ำลมโศก สามารถแสดงให้เห็นจุดบอดของสังคมออกมาได้อย่างจับใจ โดยใช้ตัวละครที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของคนชนชั้นล่าง มานำเสนอเรื่องราวชีวิตของตนที่ต้องขวนขวายหาวิถีทางที่จะทำให้ตนเองและครอบครัวสามารถอยู่รอดได้ในสังคมอันโหดร้ายนี้ สังเกตได้ว่าผู้แต่งไม่ได้ต้องการจะนำเสนอเฉพาะเรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้เท่านั้น แต่ยังต้องการสะท้อนให้เห็นถึงบริบททางสังคมหลายๆด้านที่เปลี่ยนไป ทั้งสิ่งแวดล้อม การดำรงชีวิตของผู้คน หรือแม้แต่ อัตลักษณ์ ซึ่งเคยอยู่กับชุมชนหรือสังคมมาเป็นเวลานานที่กำลังค่อยๆลบเลือนหายไปเช่นกัน กลิ่นไอของชุมชนชายฝั่ง ความรู้สึกคุ้นเคยอันแสนอบอุ่นที่ผู้แต่งพยายามสื่อสารออกมาว่ามีความสำคัญต่อผู้คนมากน้อยเพียงใด โดยอาศัยประสบการณ์ของตัวผู้แต่งเองเพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงหรือสัมผัสได้ถึงแก่นความรู้สึกของคำว่า ”บ้าน” ให้ได้มากที่สุด

          อย่างไรก็ตามตัวละครในเรื่องสามารถเข้าใจการเปลี่ยนไปของสังคมได้เพียงผิวเผิน คือ ชื่นชมกับความสวยงาม ความเจริญ ว่าเป็นสิ่งที่ดี ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นเพียงหน้ากากที่ถูกสร้างขึ้นมาปิดบังบางสิ่งที่ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เพราะแท้ที่จริงแล้วความสวยงาม ความเจริญเหล่านั้นเอง ที่เป็นตัวบีบบังคับให้คนในครอบครัวของเขา ใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก และได้จากเขาไปในที่สุด เหลือเพียงหลานสาวผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งเธอก็ยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากบ่วงพันธนาการของสังคมนี้ได้ เธอทำได้เพียงทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองเอาชีวิตรอดไปวันๆ หากเธอยังคงติดอยู่กับความลำบากเช่นนี้ต่อไป เธออาจสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งไม่ต่างไม่จากการตายทั้งเป็น เช่นเดียวกับคนอื่นๆในรอบครัวของเธอ

          นอกจากตัวละครหลักที่สามารถเป็นภาพแทนหรือผู้สื่อสารเรื่องราวต่างๆแล้ว อีกตัวละครที่มีความน่าสนใจมากๆตัวหนึ่งคือ หลานสาวของเขานั่นเอง การที่เด็กสาววัยรุ่นจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมอันโหดร้าย อันเต็มไปด้วยผู้คนเห็นแก่ได้ ภายใต้สังคมของการหวังผลประโยชน์นั้นเป็นไปได้ยากเหลือเกิน แต่เธอกลับฝ่าฟันความลำบากยากเข็ญเหล่านั้นมาได้ จนมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่เธอไร้วุฒิการศึกษาใดๆ ไร้ซึ่งครอบครัวที่สมบูรณ์แบบและไร้ซึ่งครอบครัวผู้เป็นดั่งด่านบ่มเพาะ ปลูกปั้นให้เธอสามารถใช้ชีวิตได้และใช้ชีวิตเป็น ทั้งหมดนี้แสดงนอกจากจะแสดงให้เห็นว่า ผู้คนอีกชนชั้นหนึ่งในสังคมกำลังได้รับความเดือดร้อยจากความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพชีวิตแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มคนวัยที่เปลี่ยนไป เด็กหญิงวัยรุ่นที่ควรได้รับการศึกษากลับกลายเป็นหญิงสาวไร้บ้านผู้ที่ต้องร่อนเร่ทำงานหาเช้ากินค่ำเพื่อความอยู่รอด

          จากการวิเคราะห์ดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ผู้แต่งเรื่องสั้น ทะเลร่ำลมโศก มีความต้องการแสดงให้เห็นความสำคัญของบ้าน บ้านที่ไม่ใช่เพียงสถานที่ แต่หมายถึงบ้านที่เป็นแหล่งปลูกฝังความรักของคนในครอบครัว สถานที่ที่ทุกคนสามารถร่วมแบ่งปันความรัก ความสุข และความทรงจำที่ดีให้กันและกันได้อย่างไม่รู้จบ แม้ในเนื้อเรื่องอาจจะให้ความรู้สึกในการพยายามรักษาบ้านที่เป็นสถานที่ไว้ ไม่ยอมขายให้ใคร แต่แท้ที่จริงแล้วสามารถตีความเป็นความหมายโดยนัยได้ว่าบ้านที่ในที่นี้หมายถึงคุณค่าทางจิตใจ สมบัติที่แท้จริงและมีความสำคัญมากที่สุดของครอบครัว คือ คนในครอบครัว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนขอเพียงเราได้อยู่ด้วยกัน ทุกที่ที่เราอยู่นั้นคือบ้าน การที่ลุงและหลานได้พบกันท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ต่างออกไป ไม่ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม สามารถเรียกที่ตรงนั้นหรือเปรียบความรู้สึกนั้นได้ว่าการกลับบ้าน ทั้งเป็นการกลับบ้านของเด็กสาวที่กำลังหลงทาง และการกลับบ้านของชายผู้จากบ้านมานานและจากไปในที่ไกลแสนไกล

          จะเห็นได้ว่าแม้ว่าสภาพสังคมจะเป็นอย่างไร ผู้คนจะดำรงชีวิตอยู่อย่างสุขสบายหรือยากลำบากแตกต่างกันเพียงใด หากเพียงแต่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า บ้าน เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเข้าใจความหมายของชีวิตได้แล้ว จุดประสงค์ในการพยายามใช้ชีวิตให้อยู่รอดของทุกคนคืออะไร การที่เราอดทนทนกับความยากลำบากนี้เป็นไปเพื่ออะไร ปัญหาต่างๆที่เกิดสามารถแก้ไขได้จากความช่วยเหลือจากทุกคนในสังคม บ้านหลังใหญ่ของเราหลังนี้จะไม่เป็นเพียงบ้านที่ทาสีแล้วสวยเพียงข้างนอกหรือสวยเพียงหน้ากากเท่านั้น แต่จะเป็นบ้านที่แข็งแรง ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความรักความสามัคคีของผู้คนในสังคมหรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าคนในครอบครัว

 

จากโจทย์ ทะเลร่ำลมโศก ของอัศศิริ ธรรมโชติ

 

          ความเห็นของคณะกรรมการ

          บทวิจารณ์เรื่อง "บ้านที่กำลังค่อยๆ พังทลายไป" ของ  ชากร  เสนอการวิจารณ์เรื่องทะเลร่ำลมโศกในประเด็น "บ้าน" โดยชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมที่ทำให้คนสูญเสียบ้านเกิดไป ผู้วิจารณ์ให้ความสำคัญแก่ประเด็นบ้านที่เชื่อมโยงถึงความอบอุ่น ดังนั้น การไร้บ้านจึงหมายถึงความล่มสลายของครอบครัว ผู้วิจารณ์ดึงให้ผู้อ่านสนใจตัวละครหลานสาวที่แสดงความแข็งแกร่งในการเอาตัวรอด นับเป็นการเสนอทัศนะที่น่าสนใจ

 


 

Visitors: 14,169