บทกวี

“สันติสุขในหัวใจ” จากความตายของสันติสุข

โดย กิตติ  อัมพรมหา

 

          “ความตายของสันติสุข”  หนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง จากหนังสือรวมกวีนิพนธ์ชุด หัวใจห้องที่ห้า ของ อังคาร จันทาทิพย์ กวีรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2556  

แม้บทกวีชิ้นนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสำนวนภาษาด้วยความเรียบง่าย ทว่าเนื้อหาของบทกวีกลับบาดลึกส่งผลกระทบใจและสะเทือนใจผู้อ่านยิ่งนัก

            อังคาร จันทาทิพย์ นำเสนอมุมมองผ่านภาพของสังคมในพื้นที่จังหวัดปัตตานีที่อยู่ท่ามกลางปัญหาความไม่สงบ  คนในสังคมไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ทั้งไทยพุทธ และไทยมุสลิมต่างต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์การก่อการร้าย ที่บั่นทอนความสุขและพรากรอยยิ้มไปจากคนในชุมชน   ในสถานการณ์อันโหดร้ายเช่นนี้ดูเหมือนว่าแสงแห่งความหวังจะริบหรี่รำไรจวนเจียนจะดับเสียให้ได้  แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาและจุดประกายความหวัง ให้กำลังใจ สร้างรอยยิ้มและความสุขพอให้ได้อบอุ่นหัวใจ 

            “สันติสุข พรมดาว” คือลิงแสมแสนรู้ที่คอยติดตามเจ้าหน้าที่ตำรวจมวลชนสัมพันธ์ไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ จนได้ชื่อว่าเป็นลิงตำรวจ  ซึ่งสร้างรอยยิ้มและอารมณ์ขัน เป็นขวัญใจของเด็กๆ และคนในพื้นที่อำเภอสายบุรี  จังหวัดปัตตานี

            อังคาร จันทาทิพย์ เอ่ยถึงสิ่งที่เจ้าลิงแสมแสนรู้ตัวนี้ได้ทำไว้ว่า 

                                     “สันติสุข ปลูกและปัน สันติสุข  

                                    โปรยยิ้มปลุกวันจากวันอันอับเฉา    

                                    กลบความหวาดกวาดระแวงมาแบ่งเบา 

                                    ทอนความเศร้าเย้าความตายรายรอบตัว ”    

             แม้ว่าสิ่งที่สันติสุขทำจะเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ๆ  ในสายตาของคนอื่นคนไกล แต่ในพื้นที่ของเมืองเล็กๆ  แห่งนี้  มันกลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ  สร้างความสุข ผูกความสัมพันธ์ แปรเปลี่ยนคืนวันที่หมองหม่น  จากสถานการณ์ความรุนแรงให้เบาบางลงและแทนที่ความโศกเศร้าเหล่านั้นด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และรอยยิ้มของคนในพื้นที่ จากการที่  “ สันติสุข ตระเวนไปไม่พึ่งปืน  เพียงรอยยิ้มแย้มยื่น คืนรอยยิ้ม”

             “สันติสุข”  ลิงแสมแสนรู้ซึ่งเป็นสัตว์  ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์สื่อแสดงถึงความรักและความเข้าใจของคนในพื้นที่สงคราม  สะท้อนให้เห็นถึงความหวังเล็ก ๆ  ที่เกิดขึ้นในจิตใจท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบ  ด้วยเชื่อว่าการที่มนุษย์เข่นฆ่า มุ่งทำร้ายและทำลายกันเองจะสิ้นสุดลงในสักวันหนึ่ง  ความสงบสุขจะบังเกิดขึ้น    แต่เมื่อสันติสุขต้องมาตาย ลงไปเพราะถูกสุนัขรุมกัดด้วย “สัญชาตญาณสัตว์ ฝังคมเขี้ยวจมเขี้ยว”  ก็ยิ่งทำให้เราค้นพบสัจธรรมที่ตอกย้ำความจริงที่ว่าสัตว์ยังคงฆ่าสัตว์  ซึ่งสิ่งนี้มันไม่ได้ต่างอะไรกับการที่ “คนยังคงเข่นฆ่า หลังฮาครืน”   มันคือความจริงอันเจ็บปวดที่เรายากจะหลีกหนีและยอมรับมันได้

            “ความตายของสันติสุข” สะท้อนมุมมองให้เราคิดหลากหลายแง่มุม มากกว่าที่จะมุ่งเน้นให้เรามีอารมณ์ร่วมและรู้สึกสะเทือนใจและเกิดความสงสาร หดหูใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเท่านั้น   เมื่อได้ลองอ่าน “ความตายของสันติสุข” อย่างพินิจพิจารณาแล้ว นอกเหนือจากด้านเนื้อหาที่ให้อารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน ถ้อยคำที่คมคายบาดลึกแต่เรียบงายและงดงามในท่วงทำนองของกวีนิพนธ์   บทกวีของ อังคาร จันทาทิพย์ ชิ้นนี้ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง  ความใฝ่ฝันและความโหยหาถึงสันติภาพ   สิ่งงดงามอันมีค่ายิ่งที่ปุถุชนคนสามัญทุกคนต่างพึงปรารถนา

            สันติภาพในหัวใจของ อังคาร จันทาทิพย์ ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านมุมมองและทัศนคตินำเสนอผ่านงานกวีนิพนธ์จนเป็นที่ประจักษ์ใน “ความตายของสันติสุข”   อังคาร จันทาทิพย์แสดงให้เห็นที่สิ่งที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในอดีตและเชื่อเหลือเกินว่าในปัจจุบันขณะนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นและดำเนินไปอยู่ อย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะในสภาวการณ์ที่คุกรุ่นไปด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบ หรือในสภาวการณ์ที่เป็นปกติแต่ปราศจากความสุข ลึกๆ ในหัวใจของทุกคนยังคนเปล่งเสียงเรียกร้องและใฝ่หาถึงสันติสุขอยู่เสมอ

            การจากไปของสันติสุข ในบทกวี “ความตายของสันติสุข” มิได้เป็นการสูญเปล่า และมิใช่เป็นเพียงเหตุการณ์ความจริงที่เกิดขึ้นและจะเลือนหายไปกับกาลเวลาเพียงเท่านั้น   ทว่า “ความตายของสันติสุขปลุกข่าวสาร”  ปลุกให้เราตื่นมาเผชิญหน้าและสู้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  ปลุกให้เราตระหนักคิดถึงอดีต ว่าเราจะใช้อดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เรียนรู้และแก้ไขปัจจุบันให้เป็นไปเช่นไร เราจะย่ำอยู่กับที่ให้เหตุการณ์เดิมๆ หมุนวนเวียนเกิดขึ้นซ้ำ ๆ สร้างบาดแผลและความเจ็บปวดอันเกิดขึ้นจะปัญหาความขัดแย้งให้เกิดขึ้นกับตัวเราและส่งต่อเป็นมรดกไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต หรือว่าเราจะร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขและร่วมกันสร้างสันติภาพ สันติสุขให้เกิดขึ้นด้วยมือของเราทุกคน


จากโจทย์  ความตายของสันติสุข  ของ อังคาร  จันทาทิพย์


--------------------------------------------------------


ความเห็นของคณะกรรมการ

              ผู้วิจารณ์สามารถวิจารณ์ได้ครอบคลุม ชัดเจนด้วยภาษาเรียบง่ายงาม  เป็นการตอกย้ำให้นักอ่านตระหนักว่า บทกวี “ความตายของสันติสุข” ได้ปลุกนักอ่านให้ก้าวสู่สันติสุขได้อย่างไร


 


 

 

 

“ภาพบนพื้นถนน” สวยด้วยใจพาหรือตายล

โดย อะริส ชีรูศ

 

ผู้ที่เคยอ่านร้อยกรองโดยอุชเชนี (ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา) ในหนังสือกวีนิพนธ์ ขอบฟ้าขลิบทอง (ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2499) มาแล้ว ย่อมประจักษ์ถึงอัจฉริยภาพของกวีอาวุโสท่านนี้ ในชั้นเชิงการพรรณนาธรรมชาติด้วยร้อยกรองที่ “น้อยแต่มาก” คือใช้คำน้อยสร้างจินตภาพที่ไพศาล แต่ในการอ่านบทกวีชื่อ “ภาพบนพื้นถนน” (2496) ผู้อ่านมีโอกาสจะเกิดจินตภาพที่แตกต่างเป็นสองภาพใหญ่ คือภาพธรรมชาติอันใสสว่างงดงามและภาพวาดจากมือมนุษย์ที่ผันแปรและซ่อนเร้นความรู้สึกไว้ภายใน เกิดเป็นคำถามว่ากระบวนคิดอะไรที่วางอยู่ระหว่างรอยต่อของจินตภาพทั้งสอง ในบทความนี้ข้าพเจ้าขอทดลองคลี่คลายคำถามนั้นโดยการแกะอ่านเนื้อกลอนใน “ภาพบนพื้นถนน” (เน้นข้อความโดยข้าพเจ้าเอง) อย่างรอบคอบและระมัดระวัง

 

 

          ในด้านรูปแบบคำประพันธ์ “ภาพบนพื้นถนน” เป็นกลอนสุภาพความยาวเจ็ดบท (28 บาท) มีการใช้เครื่องหมายคำพูด ‘_’ สองครั้ง ครั้งแรกตั้งแต่บทที่หนึ่งถึงบทที่ 2 (บาทที่ 1 -  8) และครั้งที่สองในบทที่เจ็ด (บาทที่ 25 -26) การใช้เครื่องหมายคำพูดนี้ช่วยเชื่อมโยงเนื้อกลอนสองบทแรกเป็นกระบวนคิดที่หนึ่ง และช่วยสร้างจุดสังเกตของการเปลี่ยนกระบวนคิดจากสองบทแรกไปสู่กระบวนคิดที่สองในบทที่สามถึงบทที่ห้า ในขณะที่กระบวนคิดที่สามเริ่มต้นตั้งแต่ ‘เขา’ ในบทที่หกไปจนสิ้นสุดบทที่เจ็ด โดยที่มีเนื้อกลอนในเครื่องหมายคำพูดในบาทแรกและบาทที่สองของบทสุดท้ายเป็นจุดเปลี่ยนภายในกระบวนคิดสุดท้ายนี้

         “ภาพบนพื้นถนน” เริ่มต้นด้วยการเปิดเครื่องหมายคำพูด (‘) เพื่อส่งสัญญาณว่าเนื้อกลอนสองบทที่ตามมาก่อนจะปิดเครื่องหมายคำพูด คือการสนทนาของ ‘เรา’ (บาทที่ 4) ที่สร้างขึ้นตามลำพังในห้วงคิดคำนึงของผู้บรรยายเรื่องในบทกวีบทนี้ กับ ‘เพื่อน’ (บาทที่ 8) ซึ่งอนุมานได้ว่าเป็นมิตรสนิทในอดีต ผู้ที่ยังถูกจดจำติดตรึงใจมาจนถึงปัจจุบันและยังถูกจดจำติดตรึงใจมาจนถึงปัจจุบัน การใช้ถ้อยคำว่า “อย่างวันนี้” หรือการใช้สัญลักษณ์ “กลิ่นโศก” (=ดอกโศก) ทำให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการได้ว่าผู้บรรยายเรื่องในบทกวีกำลังรำลึกถึงความทรงจำที่หอมหวานระคนเศร้าจาง ๆ โดยผสานภาพที่มองเห็นในกาลปัจจุบันเข้ากับประสบการณ์ในอดีตกาลที่มีความคล้ายคลึงกัน

         การพรรณนาภาพทิวทัศน์ในห้วงคิดคำนึงนี้นำเสนอความงดงามของธรรมชาติว่า “พิมานเหมือน” (บาทที่ 6) และการใช้ต้นไม้ดอกไม้เป็นตัวแทนของความงามที่สร้างสรรค์โดยธรรมชาติมีความสอดคล้องกันกับเนื้อกลอนในบทที่สามถึงบทที่ห้า แสดงให้เห็นกระบวนคิดที่มีความต่อเนื่องกัน จากห้วงคิดคำนึงเกี่ยวกับภาพอดีตที่งดงามในกระบวนคิดที่หนึ่ง มาสู่ภาพปัจจุบันที่งดงามไม่แพ้กันในกระบวนคิดที่สอง ในเชิงรูปแบบ เนื้อกลอนในเครื่องหมายและนอกเครื่องหมายคำพูดช่วยแบ่งของเขตของการคิดให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดี แม้การพรรณนาภาพธรรมชาติในบทกวีจะมีความต่อเนื่องกันอย่างแนบเนียนก็ตาม

            จินตภาพความงามตามธรรมชาติที่ถูกเปรียบเปรยว่า “ดุจหัตถ์ทิพย์หยิบมั่นพู่กันจุ่ม” (บาทที่ 9) นั้น ถูกถักทอต่อเนื่องกันไปอย่างมีเอกภาพในบทที่สามถึงห้า ด้วยภาษาที่ถูกยกระดับให้มีความสละสลวยและมากด้วยความเปรียบเป็นพิเศษ ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในแง่ที่ชวนให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตามไปว่าทัศนียภาพของไม้ดอกไม้ใบและปรากฏการณ์ธรรมชาตินั้นมีความล้ำค่าราวกับถูกเนรมิตขึ้นโดยพระผู้สร้าง โดยการผสานภาพของแสงอาทิตย์สารพัดสี  ฝอยฝนและสายรุ้ง และดวงจันทร์ (=โสม) ซึ่งอยู่บนฟ้าหรือมาจากฟากฟ้าเข้ากับธรรมชาติบนพื้นดิน อาทิ “ตรงพราวพุ่มดาวแพร้วแววไสว” (บาทที่ 10) “ละเลื่อมไผ่พลิ้วสลับวะวับวาว” (บาทที่ 12) “เอาเรืองรุ้งปรุงป้ายสายน้ำตก” (บาทที่ 13) “เอาแสงแดดแสดแดง.../พรมเพรียวข้าว...” (บาทที่ 15 -16) “เอานวลโสมละลายสายน้ำผึ้ง/วาดกลีบกลึงมะลิกราย...” (บาทที่ 17 -18) เป็นต้น

            แสงแดดและสายฝนจากฟากฟ้าถูกเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนสีจากพู่กันของจิตรกรผู้สร้างสรรค์ผู้แต่งแต้มบนผืนผ้าใบอันได้แก่โลก ให้กลายเป็นความงดงามไร้ที่ติของธรรมชาติ อันปรากฏต่อสายตาของกวีผู้จดจารความประทับใจของตนเองไว้ในรูปของกวีนิพนธ์

            ภาพอันน่าประทับใจและแลดูสูงค่านี้ตัดกันกับจินตภาพถัดไปในบทที่หก ซึ่งเป็นภาพการทำงานของช่างวาดที่มีชอล์กเป็นวัสดุขีดเขียนภาพ และใช้พื้นถนนแทน “ผ้าใบ” เมื่อเปรียบเทียบกับ “หัตถ์ทิพย์” ที่สร้างสรรค์ความงดงามอย่างน่าอัศจรรย์ในภาพก่อนหน้านี้ เนื้อกลอนในบาทที่ 21 ที่ว่า “เขาหยิบชอล์คสีชาดปาดเป็นรูป” เป็นการนำเสนอภาพการทำงานของช่างวาดข้างถนนที่แสนจะเรียบง่ายธรรมดา

            สิ่งที่ “เขา” วาดนั้นเป็นรูปของผู้หญิงที่มี “ปากน่าจูบ” แต่ทว่าผู้บรรยายเรื่องมองเห็นว่ามัน “โปรยปรายหวานจนพาลขม” (บาทที่ 22) ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ผู้บรรยายเรื่องในบทกวีนี้มีต่อศิลปะข้างถนนที่ปรากฏต่อสายตาของเขา/เธอ ว่าให้คุณค่ากับมันต่างไปจากหรือน้อยกว่าที่ให้กับความงดงามตามธรรมชาติ แม้ว่าคนทั่วไปที่พบเห็นภาพวาดบนถนนอาจจะ “นิยมยืนดูกันกรูเกรียม” (บาทที่ 24) ก็ตามที

            จุดเปลี่ยนสำคัญในกระบวนคิดที่สามคือคำถามของเด็กคนหนึ่งที่ร้องถามช่างวาดขึ้นในสองบาทก่อนสุดท้ายของบทกวี “ภาพบนพื้นถนน” ชิ้นนี้ ซึ่งส่งผลให้เรามองเห็นเสี้ยวอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตัวของช่างวาด โดยที่บทกวีเองไม่ได้เฉลยเอาไว้ตรงไหนเลยว่ามันเป็นเพราะเหตุผลใด หรืออะไรเกิดขึ้นในใจของเขา เนื้อกลอนสองบาทนี้เพียงแต่เผยท่าทีปราศจากความให้เกียรติและยกย่อง ที่คนดูภาพบนพื้นถนนคนหนึ่งมีต่อช่างวาดผู้สร้างสรรค์ภาพนั้น

                                                                          “ขาไปไหนละน้า ขาอีกข้าง

                        หูน้าช่างหนวกจริงหนาว่าไม่เหลียว” (บาทที่ 25 - 26)

            ผู้อ่านไม่มีโอกาสรับทราบถึงความคิดของ “เขา” เพราะผู้บรรยายเรื่องไม่ได้ล่วงเข้าไปในหัวคิดของช่างวาดที่เงียบขรึมไม่โต้ตอบกับคนดูแต่อย่างใด เราได้แต่คาดเดาจากปฏิกิริยาของเขาเมื่อถูกถามคำถามที่อาจกระตุ้นเราความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ จนกระทั่งเกิดเป็นภาพสุดท้ายที่เราเห็นในบทกวี “ภาพบนพื้นถนน”

                        “เขายังคงประจงลากเส้นปากเรียว

 ให้บูดเบี้ยวเบ้ระริกกระซิกครวญ”

            จากเนื้อกลอนข้างต้นเราอาจจะอนุมานได้ว่าช่างวาดข้างถนนผู้นี้เกิดอารมณ์รวดร้าวขึ้นมาด้วยสาเหตุบางอย่าง จนทำให้เรียวปากที่เคย “โปรยหวาน” นั้นกลับกลายเป็น “บูดเบี้ยวเบ้ระริก” จากความโศกเศร้า ช่างวาดผู้นี้อาจจะระลึกถึงเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทำให้ขาของเขาหายไปข้างหนึ่ง หรืออาจจะเกิดความขุ่นข้องหมองใจเพราะคำถามพล่อย ๆ ของเด็กที่มามุงดูภาพวาดของเขา ทั้งหมดนั้นผู้อ่านไม่อาจรู้ได้เลย แต่สิ่งที่ผู้อ่านสามารถรู้ได้ก็คือความรู้สึกนึกคิดของศิลปินนั้นส่งผลต่อผลงานศิลปะที่เขา/เธอสร้างสรรค์

         แม้ว่าผู้บรรยายเรื่องในบทกวีนี้จะไม่ได้แทนตัวเองว่าเป็น “กวี” แต่เมื่อผู้อ่านอ่าน “ภาพบนพื้นถนน” จบ ก็คงจะมองเห็นว่าความหมายที่ขนานกันระหว่างกระบวนคิดในบทกวีนี้ พยายามนำเสนอสุนทรียทัศน์ที่มีความแตกต่างกันเป็นสองฝ่าย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่ามีการนำเสนอทฤษฎีความงามที่โต้แย้งซึ่งกันและกัน กล่าวคือในกระบวนคิดที่หนึ่งและสอง (บทที่หนึ่งถึงห้า) ที่เชื่อมโยงความทรงจำอันน่าประทับใจเข้ากับการมองเห็นความงดงามในธรรมชาติรอบตัว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนคิดที่สามอันเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ศิลปะโดยมนุษย์ที่ละเอียดอ่อนต่อการเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกแล้ว บทกวีนี้ได้เสนอการตัดสินความงามผ่านมมุมมองของผู้บรรยายเรื่อง ผู้ให้คุณค่ากับความสมบูรณ์ของความงามตามธรรมชาติที่ไม่เจือปนด้วยจิตใจที่ผันแปรไปตามอารมณ์สุข/เศร้าและรัก/เกลียด

            อย่างไรก็ตาม ความหมายแย้งกันเองของบทกวี “ภาพบนพื้นถนน” จะปรากฏชัดเจนขึ้นหากผู้อ่านจะพิจารณาว่ากวีนิพนธ์ก็จัดเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเช่นกัน และศิลปะย่อมต้องอาศัยศิลปินที่ไม่อาจหลีกพ้นความเป็นมนุษย์ผู้สร้างสรรค์ไปได้ เมื่อมองในแง่นี้ ภาพทิวทัศน์อันงดงามของธรรมชาติที่ถูกร้อยกรองขึ้นในบทกวีนี้ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างเป็นคนละประเภทกับภาพวาดบนถนนโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ว่าจินตภาพที่ถูกสร้างขึ้นเป็นสองแบบนั้นเป็นผลมาจากความแตกต่างของทัศนะทางด้านความงามเท่านั้น

            ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นสรรพสิ่งในธรรมชาติว่างดงามดุจหัตถ์ทิพย์มาเนรมิตไว้และมีคุณค่าชั่วนิรันดร หรือการมองเห็นผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ด้วยมือและคงอยู่เพียงชั่วคราวเหมือนภาพเขียนชอล์กบนพื้นถนน ต่างก็ต้องอาศัยตาของมนุษย์ทีละคู่ในการมองเหมือน ๆ กัน สิ่งที่ต่างกันคือคุณค่าในใจของผู้มองต่างหากที่เป็นเครื่องกำกับการประเมินค่าความงามที่มองเห็น

            ในอีกแง่หนึ่ง การสร้างสรรค์ทางศิลปะย่อมอาศัยสุนทรียทัศน์ของผู้สร้างเป็นหมุดนำทาง ศิลปินจะเลือกเฉลิมฉลองความงามอันเป็นนิรันดรของธรรมชาติและคุณค่าสากลอันคงทนต่อการเปลี่ยนแปลง หรือศิลปินจะเลือกนำเสนอภาพความงามชั่วขณะที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามการเกิดดับของอารมณ์ความรู้สึกหรือที่แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามวงจรเกิดตายของมนุษย์เอง ทางเลือกนั้นก็เป็นหนทางของความเป็นมนุษย์ในตัวศิลปินผู้สร้างสรรค์

            ที่กล่าวสรุปเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่ออ่าน “ภาพบนพื้นถนน” จบลงด้วยความระมัดระวังแล้ว ข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่าภาพคนเศร้าที่ปาดป้ายด้วยชอล์กสีแดงบนถนนสีดำ ซึ่งอาจลบเลือนไปเพียงเพราะมีฝนตกลงมาเพียงครู่เดียว มันมีความสวยงามที่ไม่แพ้ความสวยงามอันเป็นนิรันดรของภาพธรรมชาติในกวีนิพนธ์เลย รวมทั้งห้วงคำนึงที่เจ็บปวดรวดร้าวและห้วงคำนึงที่เป็นสุข ทั้งสองต่างก็มีคุณค่าเสมอกันเมื่อถูกสะท้อนผ่านงานศิลปะ

 

จากโจทย์ ภาพบนพื้นถนน ของ อุชเชนี

 

 --------------------------------------------

ความเห็นของคณะกรรมการ

 

                          ผู้วิจารณ์พิจารณากระบวนคิดระหว่างรอยต่อของจินตภาพในบทกวีได้อย่างละเอียด ถี่ถ้วน เป็นการเปิดมุมมองและวิธีการใหม่ ๆในการวิจารณ์

 

 


 

 

สัจธรรมเชิงโรแมนติกของอุชเชนี และเออแจน เดอลาครัวซ์

โดย ประภัสสร  อมรวณิชสาร

 

ข้าพเจ้าเกิดมาในยุคสมัยแห่งความอาภัพทางอักษรและความไม่สมประกอบทางอารมณ์, คนรอบข้าง—รวมถึงตัวข้าพเจ้าในบางคราว ไม่อนุญาตให้ตัวเอง “รู้สึก” อย่างลึกซึ้งชุ่มฉ่ำ อาจเพราะความรู้สึกเช่นนั้นต้องการเวลาอย่างมหาศาลในชีวิตประการหนึ่ง, และอีกประการหนึ่ง ความรู้สึกกลับกลายเป็นของหรูหราและรุ่มร่ามในโลกแห่งตัวอักษร ปัจจุบันขณะของมันจึงเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง แสงสีของอักษรถูกกลืนหาย คำถูกจับวางอย่างมักง่ายบนหน้ากระดาษ แล้วจึงสื่อความหมายอย่างไร้พลัง, อาจฟังดูโอหังไปสักนิด--แต่เป็นบาปของข้าพเจ้าเองที่ไม่อาจเกิดให้เร็วกว่านี้สักกึ่งศตวรรษเพื่อร่วมยุคกับงานเขียนของกุหลาบ สายประดิษฐ์, อิศรา อมันตกุล, ไม้ เมืองเดิม, เลียว ศรีเสวก และนักเขียนบรมครูที่ทำให้นักอ่านเสพอักษรด้วยความหวานวาบชนิดยอกอก สุขซ่านชื่นบานบนความระทมขมขื่น

 

และแน่นอน, อุชเชนีเป็นหนึ่งในนั้น และเป็นหนึ่งใน “ดาวแพร้วแววไสว” แห่งวรรณกรรมไทยที่(อาจ)ถูกหลงลืม, ใครก็ตามที่ปลุก อุชเชนีให้ลุกขึ้นมาปลอบประโลมหัวใจข้าพเจ้า ขอให้รู้ว่าเราเป็นเพื่อนร่วมอุดมการ(ณ์)อ่าน

 

บ่อยครั้ง, บทกวีของอุชเชนีทำให้ข้าพเจ้านึกถึงฝีแปรงของศิลปินแนวโรแมนติกชาวฝรั่งเศสนามว่าเออแจน เดอลาครัวซ์ (ประจวบเหมาะกับนามปากกา “อุชเชนี” ที่มาจาก “เออเจนี (Eugenie)”), และครั้งนี้ก็เช่นกัน ถ้อยความในกระหวัดบรรทัดของอุชเชนีจากเรื่อง “ภาพบนพื้นถนน” ให้ภาพท้องฟ้านวลวานิลลา (“แสดแดงระแนงพราว-โลมละลายสายน้ำผึ้ง”) แบบเดียวกับที่เดอลาครัวซ์มักใช้เป็นฉากหลังของภาพเขียน เป็นท้องฟ้าแบบมีหมอกไหมไอเมฆอ้อยอิ่ง ให้ความรู้สึกนิ่งงัน สงบงาม สร้างมโนทัศน์แบบดรามาติคได้อย่างเยี่ยมยอด, ไม่เพียงคำที่ถูกร่ายเรียงบรรจงร้อยให้ผู้อ่านได้เห็นภาพงามชัด แต่เนื้อหนังมังสาของอักษร มิติ น้ำหนักและความลึกของแต่ละคำ ไม่ว่าจะ “บูดเบี้ยวเบ้ระริก” “ละเลงล่องหล้า” “กลิ่นโศกเสียดแทรก” ล้วนถูกจัดวางอย่างประณีต ด้วยมิใช่เพียงเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น แต่ยังเร้าให้ “รู้สึก”—เมื่ออุ่นก็อุ่นอ้าว เมื่อหนาวก็หนาวเยือก, บางบรรทัดคลุ้งด้วยความรู้สึกคละเคล้า (“โปรยหวานจนพาลขม” “รวยรสสดสะเทือน”) --คล้ายคลึงกับน้ำหนักพู่กันของเดอลาครัวซ์ที่ลงสีฝีแปรงหนักเบาโดยผ่านการคิดคำนวณอย่างแยบคาย และรายละเอียดของภาพล้วนให้พลวัตทางอารมณ์ภายใต้ความนิ่งงัน,  นอกจากนี้ ถ้อยความในแต่ละบทเนืองแน่นด้วยความรู้สึกของผู้เขียน ซึ่งในขณะอ่าน ทำนบความรู้สึกของข้าพเจ้าปริแตกทีละนิดจนเจิ่งนองเมื่อตอนจบ, เป็นอันว่าผู้เขียนใช้อัจฉริยภาพทางตัวหนังสือทำให้ผู้อ่าน “รู้สึก” และเชื่อมประสานผู้เขียนกับผู้อ่านให้สื่อถึงกันแนบสนิทด้วยความรุ่มรวยของศัพท์ ความหมาย และสรรพเสียงของคำที่สรรมาอย่างดี

 

ข้าพเจ้าเคลิบเคลิ้มหวามไหวด้วยความงาม ด้วยอารมณ์ละเมียด ก่อนจะถูกกระชากให้ตื่นฟื้นกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงหยาบทรามในบทสุดท้าย, ฝันย่อมเป็นฝัน, เมื่ออุชเชนีจงใจร่ายความให้ข้าพเจ้าดำดิ่งอยู่ในความสดสวยก่อนจะปลิดขั้วหัวใจด้วยการปรากฏตัวของจิตรกรขาขาด และเฉลยให้เรารับรู้ว่าจิตรกรผู้นั้นร่อนเร่ไปในทัศนียภาพอันงามหยด  มิใช่ด้วยขา แต่ด้วยพลังของจินตภาพอันแกร่งกล้า, จินตภาพของเขาเป็นเกราะที่กั้นระหว่างความจริงกับความลวง ระหว่างความอัปลักษณ์และความงดงาม โลมไล้อารมณ์ให้ผ่านพ้นจากความหมองเศร้า, เช่นเดียวกับภาพเขียนของเดอลาครัวซ์ เขาเป็นมาสเตอร์แห่งการวาดภาพที่ถ่ายทอดอารมณ์ขัดแย้งเช่นนี้        ภาพแบ็คกราวนด์สีนวลตา หลอกล่อให้ผู้ชมหลงใหลในความงามเกินจริง ก่อนนำสายตาสู่ส่วนของโฟร์กราวนด์ที่มักปรากฏภาพของความยากไร้ ความตาย ความหิวโหยทุกข์ตรม ถูกระบายด้วยสีโทนเข้มที่หนักแน่นรุนแรงและสะบัดทึ้งให้อารมณ์หักห้วนได้อย่างแยบคาย, ผลลัพธ์ของงานของศิลปินทั้งสองจึงคล้ายคลึง กล่าวคือใช้ความแย้งกันเช่นนี้ขับเน้นอารมณ์ที่ต้องการสื่อได้เด่นชัด และจึงเร้าให้ตั้งคำถามกับการรับรู้ของเราต่อโลกที่รายรอบ ต่อสิ่งที่เห็นและสิ่งที่เป็นจริง

 

มิใช่เพียงสุนทรียภาพ, ที่จริงแล้วบทกวีชิ้นนี้มุ่งหมายอย่างกร้าวให้เราตั้งคำถามต่อสังคม และยียวนชวนตี(ความ)ให้ผู้อ่านแปลสัญลักษณ์ที่ปรากฏในบทกวี อัดแน่นด้วยความเปรียบที่เป็นปลายเปิด, ข้าพเจ้าหมายใจว่าชายขาขาดคือ    อุชเชนีผู้กำลังมองโลกด้วยแววตาหมองเศร้า และใช้สุนทรียะแห่งศิลปะเป็นเครื่องประโลมใจ, ชายขาขาดไม่เพียงหมายถึงตัวผู้เขียนเอง แต่หมายถึงธรรมชาติแห่งความเป็นศิลปินผู้ใช้สายตาอันเฉียบคมมองโลกในเชิงวิพากษ์ และเล็งเห็นความบิดเบี้ยวของสังคม ศิลปินจึงหมายจะใช้ศิลปะเพื่อแทรกนัยยะของความขุ่นข้องหมองใจ สรรพสีและความงามที่เห็นในงานศิลป์แท้จริงแล้วสื่อถึงความโกรธขึ้ง ระทมขมขื่นและเจ็บแค้นของเพื่อนมนุษย์ และแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะรับรู้ได้และเข้าใจนัยยะนั้น ศิลปินจึงมักตกเป็นผู้ต้องหาที่ถูกโจมตีด้วยคำวิจารณ์เชิงดูแคลนเสียเอง   ทำให้สถานะของศิลปินในสังคมนั้นไม่ต่างอะไรจากชายขาขาด กล่าวคือถูกมองว่าไร้ค่าบ้าใบ้ และหลายต่อหลายครั้งที่ความไม่สมประกอบ บ้าใบ้ พิกลพิการ ถูกศิลปินนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงสถานะของศิลปินในสังคม

 

กระนั้น, ข้าพเจ้าขออนุมานอีกครั้งว่า ศิลปินมีแรงที่จะพาตัวเองเข้าสู่จินตนาการ และนำภาพแห่งจินตนาการนั้นมารังสรรผลงานอันสะท้อนสะเทือนต่อสังคมและความรู้สึกของคน ก็ด้วยอุดมการณ์ที่ชัดเจนในใจ, อุชเชนีสร้างสัญลักษณ์อรูปในบรรทัด “เมื่อเงาเพื่อนทอดเฉียงอยู่เคียงใจ” –“เงาเพื่อน” อาจเปรียบได้กับอุดมการณ์ แม้บางครั้งไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างและลางเลือน แต่หากอุดมการณ์นั้นยังคงอยู่ จิตใจก็ได้รับการหล่อเลี้ยงให้แช่มชื่น อุดมการณ์จึงเปรียบได้กับเพื่อนแท้ของศิลปิน แม้ในยามที่ไม่มีผู้ใดสนับสนุนหรือชื่นชม หรือในยามที่ศิลปะมีค่าเพียงสีที่เปรอะไปบนพื้นถนน แต่ศิลปินที่กอปรด้วยอุดมการณ์จะยังคงสร้างสรรค์ผลงานต่อไปอย่างหนักแน่น

 

ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าการใช้คำของอุชเชนีและการใช้สีของเออแจน เดอลาครัวซ์มีความคล้ายคลึงกัน กล่าวคือโดดเด่นทั้งในแง่ของความงามที่ลึกซึ้งละมุนละไม และในความงามชวนฝันนั้นแฝงด้วยความสะเทือนอารมณ์ ความทุกข์ตรมขมขื่น รวมถึงการยักยอกอารมณ์ให้ย้อนแย้งอย่างแนบเนียน, หากนักวิจารณ์ศิลปะจะใช้อารมณ์อันสะทกท้นล้นหลากเป็นมาตรวัด และจำแนกเดอลาครัวซ์เป็นจิตรกรแนวโรแมนติก ข้าพเจ้าก็จะกล่าวว่าอุชเชนีเป็นกวีที่ชะโลมความแห้งแล้งของยุคสมัยด้วยความโรแมนติก และ “ภาพบนพื้นถนน” ก็ทำให้ประจักษ์ว่าเราต้อง “รู้สึก” เพื่อที่จะ “นึกคิด” แปรอารมณ์อันละเมียดเป็นปัญญาแหลมคมด้วยความโอ่อ่าสง่างามของบทกวี

 

หากแต่ไม่มีอีกแล้ว, โลกนี้ไม่มีวัตถุดิบที่ข้าพเจ้าสามารถกลั่นให้เป็นความโรแมนติกอีกต่อไป, ท่านจะหาเจตนาอันบริสุทธิ์ได้จากไหน? การเมือง? ศรัทธา? ความรัก? ในยุคของอุชเชนี การหยิบยืมความโรแมนติกจากการเมืองฝรั่งเศสในยุคปฏิวัติไม่ใช่เรื่องเฉิ่มเชย เพราะความโรแมนติกนี้มิใช่เพื่อหลบเร้นจากความทุกข์ยากในสังคม หากแต่พาผู้คนไปสู่ความหยั่งรู้เฉกเช่นภาพเขียนของเดอลาครัวซ์ เป็นความโรแมนติกเพื่อมุ่งสู่สัจธรรมอันสว่างไสว    ความทรมาทรกรรมของผู้คนที่ปรากฏอยู่ในบทกวีและภาพเขียนนั้นมีพลังมากพอจะขับเคลื่อนความยุติธรรมในใจคน และจึงเร้าให้เกิดความอาทรแก่ทุกข์ของเพื่อนมนุษย์, ข้าพเจ้าสบตาอุชเชนีในบทกวี รับรู้ได้ถึงความปรารถนาที่จะแปรหิวให้เป็นอิ่ม บำบัดความยากไร้ด้วยความรู้ และเป็นประภาคารให้แก่ผู้คนซึ่งจมอยู่ในทะเลความทุกข์, การต่อสู้ของอุชเชนีในสังคมที่คนส่วนใหญ่เป็นผู้แพ้นั้นเป็นไปด้วยสันติ ปากกาของเธอไม่ก้าวร้าว หากแต่กระหวัดวาดคำด้วยความเชื่อมั่นในความดีของมนุษย์, ชื่อของอุชเชนีจึงไม่เคยถูกพายุการเมืองพัดกลืน และกาลเวลาได้พิสูจน์เจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ในแต่ละถ้อยความให้กลับปรากฏเข้มชัด, ในความสงบงามนั้นเองที่เสียงของคำกังวานลึกและประทับแน่นอยู่ในความคิดของข้าพเจ้า  

 

ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความห้วนแห้งของอักษรซึ่งสะท้อนความอดทนอันหดสั้นของนักอ่านและนักเขียน ข้าพเจ้าเพียงหวังจะมองโลกด้วยดวงตาของอุชเชนี—เห็นอย่างที่ควรเห็นในความเป็นมนุษย์ ประคองกอดความดีงามไว้ในคืนวันอันธการ.


จากโจทย์ ภาพบนพื้นถนน ของ อุชเชนี

 

 --------------------------------


ความเห็นของคณะกรรมการ

                 ผู้วิจารณ์เปรียบเทียบงานกวีนิพนธ์ของอุชเชนีกับภาพเขียนของ เออแจน เดอลาครัวซ์ ซึ่งมีแก่นความคิดในการทำงานเหมือนกันคือ ความขัดแย้งกันของความงามทางศิลปะกับความโหดร้ายของชีวิต


 


 

ฤาเป็นสารจากบรรพชน: รหัสนัยแห่งความฝันในบทกวี “ฝันเห็นงูยักษ์จากบรรพกาล”

โดย อรวรรณ ฤทธิ์ศรีธร


 

          ฝันเห็นงูยักษ์จากบรรพกาล เป็นหนึ่งในกวีนิพนธ์เรื่อง “ณ ที่ซึ่งแม่โพสพเคยสถิต” จากปลายปากกาของ ไพวรินทร์ ขาวงาม ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท กวีนิพนธ์ จากโครงการประกวดหนังสือดีเด่น รางวัล เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 8 ประจำปี 2554 กวีนิพนธ์เล่มนี้เขียนขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2540-2550 โดยรวมแล้วเป็นการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเกษตรกรรมในอดีต ก่อนที่จะถูกความเป็นสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ประเด็นที่น่าสนใจโดยรวมของบทกวีชุดนี้คือ การตีความไปถึงว่า ครั้งหนึ่งเกษตรกรรมเคยมีความศักดิ์สิทธิ์ในฐานะอาชีพที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน เป็นวิถีทำกินที่มีเทพารักษ์คอยปกป้องคุ้มครองคนในสังคมเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็น พระแม่ธรณี พระแม่โพสพ และเทพารักษ์อีกองค์หนึ่งที่ได้ปกป้องคุ้มครองวิถีแห่งวิถีเกษตร นั่นคือนาค ซึ่งเป็นสัญญะแห่งความอุดมสมบูรณ์ และผู้วิจารณ์เห็นว่างูยักษ์จากบรรพกาลที่ปรากฏในความฝันคือ “นาค” นั่นเอง

          เมื่อได้อ่านบทกวีเรื่อง “ฝันเห็นงูยักษ์จากบรรพกาล” พบว่า ประเด็นที่น่าสนใจอันดับแรกอยู่ที่ชื่อเรื่อง  ความเป็นงูยักษ์จากบรรพกาล  อุดมไปด้วยสัญญะมากมายและมีนัยยะที่น่าสนใจแฝงเร้นอยู่  เมื่อพิจารณาจากมิติของเวลา ทำให้เห็นว่า ยุคสมัยของตัวละครที่ฝันเห็นงู อยู่คนละสมัยกับงูยักษ์ นั่นคือ งูตัวดังกล่าวเป็นงูที่ดำรงชีพอยู่ในยุคอดีต แสดงถึงความดึกดำบรรพ์ เมื่อพิจารณาในมุมของผู้ฝัน การปรากฏตัวของงูทำให้ผู้ฝันมีอาการตกใจ แสดงถึงความแปลกแยกที่เห็นงูในยุคบรรพกาลปรากฏในยุคปัจจุบัน ตรงนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นการปรากฏตัวแบบผิดยุคสมัย (Anachronism) ซึ่งการนำเสนอการอยู่ผิดที่ผิดทางเช่นนี้ผู้วิจารณ์เชื่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆอย่างแน่นอน  ตามแนวคิดเรื่องการปรากฏแบบผิดยุคนั้น นักวิชาการได้กล่าวไว้ว่า หลักๆแล้ว มีอยู่สองเหตุผลที่ผู้ประพันธ์/ผู้สร้างสรรค์ จะทำให้ตัวละคร/สิ่งของที่ควรจะอยู่ในยุคสมัยหนึ่งกลับปรากฏในยุคสมัยหนึ่ง นั่นคือ ด้วยความตั้งใจให้เกิดความตลกขบขัน และอีกเหตุผลหนึ่งคือความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจของตัวผู้ประพันธ์เอง แต่ในบทกวีเรื่องนี้ การปรากฏของนาคในความฝัน ไม่ใช่การทำให้ขบขันอย่างแน่นอนและไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้ประพันธ์ด้วยเช่นกัน แต่เป็นการจงใจแฝงให้เห็นอย่างแยบยลว่า คนรุ่นใหม่ (ผู้ฝัน) เห็นว่า นาคไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยุคสมัยใหม่ ดังนั้นการทำให้เกิดการปรากฏตัวแบบผิดสมัยของนาคจึงแสดงให้เห็นการวิธีคิดของคนสมัยใหม่ที่พยายามเบียดขับสัญญะของเกษตรกรรมให้กลายเป็นอื่น

          การที่ผู้เขียนเรียก “นาค” ว่า งูยักษ์จากบรรพกาลนั้น ทำให้เห็นนัยที่ซ่อนอยู่นั่นคือ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าในสังคมสมัยใหม่ คนรุ่นใหม่ไม่ได้นิยาม “นาค” ให้เป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ แต่กลับนิยาม “นาค” ว่าเป็นงูชนิดหนึ่งเท่านั้น เมื่อพิจารณาการนำเสนอภาพของงูยักษ์  แสดงให้เห็นความขัดแย้ง/ลักลั่นในการนำเสนอ นั่นคือ งูลำตัวยาว แสดงถึงอำนาจ/ความมีอายุ แต่กลับผ่ายผอม ดังนั้นความเป็นบรรพกาลจึงถูกเทียบเคียงกับความขาดแคลน   นอกจากนั้น งูถูกทำให้มีความรู้สึก “ลัดเหนื่อย” จากการเดินทางข้ามเวลา นัยนี้หมายความถึงการดำรงชีพอยู่มานาน ความฝันน่าจะตีความบอกถึงความหมายบางประการ การลอกคราบครั้งแล้วครั้งเล่าแสดงถึงการเปลี่ยนแปลง/การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เมื่อได้ถอดรหัสมาถึงตรงนี้แล้ว งูยักษ์จากบรรพกาลจึงมีความหมายรวมไปถึงบางสิ่งบางอย่างที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันกาล ดังที่ผู้วิจารณ์มองว่า งูยักษ์หรือนาคที่ปรากฏในฝันเป็นตัวแทนของสัญญะแห่งความอุดมสมบูรณ์แห่งสังคมเกษตรกรรม แต่ภาพในความฝัน ความศักดิ์สิทธิ์กลับถูกทำให้ทรุดโทรม จากนาคที่เคยสง่างามกลายเป็นนาคที่ชรา ไม่มีอำนาจไม่มีพิษสงในการดลบันดาลหรือควบคุมชีวิตของผู้คนในสังคมเกษตรกรรม

         การนำเสนอภาพงูยักษ์มีนัยของอคติตามแนวคิด CLASH ของสมเกียรติ ตั้งนโมได้เสนอไว้ในหนังสือเรื่อง “มองหาเรื่อง: วัฒนธรรมทางสายตา” ที่เสนอไว้ว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นอักษรย่อรวมกัน มาจาก C คือ class (ชนชั้น) R หมายถึง race (เชื้อชาติ) A หมายถึง age (อายุ) S หมายถึง sex (เพศ) และ H หมายถึง handicap (ความบกพร่องหรือด้อยโอกาส) โดยสมเกียรติได้อธิบายไว้ว่าคำเหล่านี้ล้วนแล้วแต่แฝงมายาคติไว้และอคติเอาไว้ภาพของงูที่ชรา นอนนิ่งเสมือนไร้ความสามารถ อีกทั้งมีร่างกายผ่ายผอมเชื่อมโยงกับความขาดแคลน ทำให้ผู้วิจารณ์โยงไปถึงชนชั้นยากจน สิ่งเหล่านี้เป็นการตอกย้ำถึงอคติของสัญญะเกษตรกรรม ซึ่งนั่นก็เท่ากับการแสดงให้เห็นถึงความเลื่อนไหลของความหมายของนาค

         บทกวีเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความแปลกแยกระหว่างสังคมเกษตรกรรมและสังคมสมัยใหม่ผ่านการนำเสนองูในความฝัน ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ในช่วงที่ 3 ของบทกวี ผู้เขียนแสดงให้เห็นถึงความแปลกแยกอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีน้ำเสียงของผู้ฝันที่ผสมปนเปกันทั้งเศร้าสร้อย/ตกใจ มีการบอกว่าบ้านที่งูขดตัวอยู่ช่างประหลาด อุปมาว่า “เหมือนยุ้งซากปรักแห่งหักหาย” “เหมือนเมล็ดข้าวเปลือกกระจัดกระจาย” “เหมือนรอยสิ้นสลายของสายพันธุ์” ตรงนี้เมื่อวิเคราะห์พบว่า เป็นการล่มสลาย/ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของเกษตรกรรม นั่นคือ ยุ้งที่ในอดีตเคยเป็นที่เก็บข้าว เป็นแหล่งรายได้ของชาวบ้าน ในฝันกลับกลายเป็นเรือนซอมซ่อ เมล็ดข้าวเปลือกที่กระจัดกระจายแสดงให้เห็นถึงความไร้ค่า/การลดทอนคุณค่าของข้าว ที่ในอดีตข้าวเป็นพืชผลแห่งความศักดิ์สิทธิ์ มีแม่โพสพเป็นผู้ปกปัก ข้าวได้หล่อเลี้ยงสังคมไทยมายาวนาน และสุดท้าย การอุปมาว่าเหมือนรอยสิ้นสลายแห่งสายพันธุ์นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง ภาพบ้านที่ทรุดโทรม มีงูนอนขดอยู่ ได้กลายเป็นตัวแทนของการสิ้นสลายของสังคมเกษตรกรรม “พันธุ์” ในที่นี้จึงอาจมีความหมายในบริบทของเกษตรกร ดังนั้น บทกวีบทนี้จึงมีนัยยะที่น่าสนใจถึงการวิพากษ์สังคมสมัยใหม่ที่ทำให้สัญญะของเกษตรกรรมถูกลดทอนบทบาทลง

         อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ตัวบทกล่าวว่า “รอยเลื้อยอสรพิษสถิตทั่ว” “เกล็ดแห้งนัยน์ตาฝ้ามัว ขดตัวในห้วงแห่งฝันร้าย” จากการพิจารณาทำให้เห็นว่า งูยักษ์จากบรรพกาลไม่ใช่ตัวแทนของความชั่วร้าย/ความโหดร้ายดังที่ตัวละครผู้ฝันพึงรู้สึก แต่เป็นเหมือนคนชราที่ดำรงอยู่มานานหลายชั่วอายุคน และปรากฏตัวเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างต่อสังคมสมัยใหม่ เมื่อมองว่านาคหรืองูยักษ์ตัวดังกล่าวเป็นตัวแทนของธรรมชาติ ซึ่งนักวิชาการทางด้านการวิจารณ์เชิงนิเวศนั้นต่างเห็นว่า ในสังคม ธรรมชาติถูกทำให้เงียบ แต่เมื่อถอดรหัสการนำเสนอภาพของงูยักษ์จากบรรพกาลทำให้เห็นว่า แม้งูไม่ได้สื่อสารด้วยคำพูด แต่กลับมีข้อความบางประการจากภาพความฝัน ตรงนี้สามารถถอดรหัสไปได้อีกว่า ภาพงูตัวใหญ่ที่เหนื่อยล้า ขดนิ่งอยู่กับที่ ท่ามกลางบ้านรกร้างที่อุปมาเหมือนยุ้งข้าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าที่รอให้คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมอีกครั้ง

         ตอนท้ายผู้เขียนมีการเชื่อมโยงไปที่ความเชื่อเรื่องการทำนายฝัน ดังนั้นหากมองในแง่ของความฝัน งูเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์มากมาย ได้แก่ เพศชาย ความมั่งคั่ง โดยรวมแล้วงูหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อพิจารณาในภาพความฝัน สัญญะแห่งความอุดมสมบูรณ์ตามบริบทสังคมเกษตรกรรมถูกทำให้ทรุดโทรม แก่ชรา แสดงให้เห็นว่า งูยักษ์หรือนาคไม่ได้เป็นสัญญะของความอุดมสมบูรณ์ในบริบทของโลกสมัยใหม่เสมอไป และไม่ได้เป็นสัญญะของความน่าเกรงขาม แต่กลับกลายเป็นตัวแทนของความน่าหวาดกลัวและความลี้ลับ การที่ผู้ฝันร่ำร้องต้องการทำนายความฝันดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นว่าฝันดังกล่าวเป็นฝันร้าย ตอกย้ำให้เห็นถึงความแปลกประหลาดของนาคในบริบทสังคมร่วมสมัย

         เมื่อหันกลับมามองอีกด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนาค เมล็ดข้าวเปลือก และบ้านร้างที่ผู้เขียนอุปมาว่าเป็นยุ้งนั้น เป็นสัญญะของสังคมชาวนาหรือความเป็นเกษตรกรรม การนำเสนอความทรุดโทรมของความเป็นเกษตรกรรมผ่านความฝันมีนัยยะที่น่าสนใจ หากไม่เป็นการวิจารณ์แบบข้ามวัฒนธรรมเกินไปนัก ผู้วิจารณ์ขอโยงถึงความเชื่อเรื่องความฝันในบริบทของชาวตะวันตกโบราณที่เชื่อว่า ความฝันเป็นอาจสารจากพระเจ้า ซาตาน หรือความตายก็ได้ ในบทกวีเรื่องนี้ อาจเป็นไปได้ว่า การปรากฏตัวของนาคเป็นสารจากความตาย ไม่ใช่ความตายของคนหรือของสิ่งมีชีวิต แต่เป็นความตายของความศักดิ์สิทธิ์และความรุ่งเรืองของเกษตรกรรม

          โดยรวมแล้ว บทกวี “ฝันเห็นงูยักษ์จากบรรพกาล” พุ่งความสนใจไปที่งูยักษ์ ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า งูยักษ์ตัวดังกล่าวเป็นตัวแทนของความศักดิ์สิทธิ์แห่งสังคมเกษตรกรรมที่ต้องการส่งสารบางประการมายังผู้คนในยุคโลกาภิวัตน์ โดยปรากฏผ่านการเข้าฝัน ความศักดิ์สิทธิ์ของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ถูกแทนที่ด้วยความทรุดโทรม ความรกร้าง รวมทั้งความน่าสะพรึงกลัวของผู้ที่เผชิญหน้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นภาวะของการเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงทางความหมายของสัญญะทางการเกษตร การจงใจทำให้ความเสื่อมโทรมของเกษตรกรรมอยู่ในรูปแบบของความฝัน เสมือนกับ สารจากบรรพชนรุ่นอดีตกาลที่กำลังสื่อถึงคนในสังคมสมัยใหม่ ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจต้องอาศัยการถอดรหัสจากนัยแห่งความฝัน โดยสิ่งที่นาคในฝันต้องการสื่อถึงอาจเป็นการตัดพ้อ/การย้ำเตือน ให้คนรุ่นใหม่ตระหนักว่า ตามรอยทางจากอดีตกาลจนถึงปัจจุบันกาล คนไทยต่างเดินย่ำไปบนเส้นทางเกษตรกรรมจนกระทั่งสัญญะแห่งความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชผลไร่นาถูกทำให้เป็นอื่นของสังคมสมัยใหม่และก่อให้เกิดภาวะตระหนกตกใจเมื่อสัญญะดังกล่าวมาเผชิญหน้ากับตน


จากโจทย์ ฝันเห็นงูยักษ์จากบรรพกาล ของ ไพวรินทร์  ขาวงาม


 ----------------------------------------------------


ความเห็นของคณะกรรมการ

         ผู้วิจารณ์ตีความสัญญะและนัยยะจากงูยักษ์ได้อย่างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ  โดยใช้คำอธิบายแบบอิงแนวคิดและเหตุผลประกอบหลายส่วน  เป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆและทันสมัย

 


 

Visitors: 14,169