นัทธนัย ประสานนาม

นัทธนัย ประสานนาม

นัทธนัย ประสานนาม

เกียวโตซ่อนกลิ่น : ปิตาธิปไตยไม่เคยปิดตา

 

 

          ในภัตตาคารข้ามชาติกลางย่านธุรกิจและศูนย์ราชการของกรุงเทพฯ ผู้วิจารณ์นั่งฟังเรื่องเล่าของชายหนุ่มเกี่ยวกับวันวัยที่พ้นผ่านนานนับทศวรรษ การเติบโตจากเด็กชายสู่คำนำหน้าว่านาย การเรียนในระบบโรงเรียนที่ไม่เอื้อให้เขาพบความสนใจของตัวเอง โลดแล่นไปบนเส้นทางชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย เขาเติบโตผ่านการขัดเกลาทางสังคมในหมู่รุ่นพี่รุ่นน้อง แสวงหาตัวตนใหม่ๆ จนพบ แม้ผละหนีซ้ำเล่าเพียงเพื่อจะพบตัวตนเก่าในตัวตนใหม่เสมอ

           วัยหนุ่มแห่งสำนึกขบถต่อกฎเกณฑ์ถูกอธิบายผ่านความเห็นของคนอื่นที่เขาไม่เคยรู้สึกว่าเป็นปัญหาของเขา จนกระทั่งผู้วิจารณ์เอ่ยปากหลังนั่งขรึมฟังพักใหญ่ว่ากระบวนการทั้งหมดน่าจะถูกสังเคราะห์ให้เป็นการต่อต้านประกาศิตของพ่อ หากมองจากมุมจิตวิเคราะห์สำนักซิกมุนด์ ฟรอยด์ที่สอนเรียนกันทั่วไปในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

          ชายหนุ่มนิ่งคิด รับว่าอาจมีส่วน แต่ผู้วิจารณ์กลับได้คิดต่อให้ซึ้งไปกว่านั้น ประสบการณ์และความทรงจำของชายหนุ่มท่ามกลางประกาศิตของพ่อไม่ใช่ของใหม่ในฐานะวัตถุดิบสำหรับการเขียนวรรณกรรม ชื่อของอุทิศ เหมะมูล ในฐานะประพันธกรร่วมสมัยเป็นชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในความนึกได้ของผู้วิจารณ์เมื่อต้องโยงประสบการณ์ของชายหนุ่มกับสิ่งที่เคยอ่านเคยสัมผัส อุทิศใช้ความสัมพันธ์ของตัวละครเอกกับพ่อเป็นเสมือน “ตาน้ำ” ให้แก่งานของเขา ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ ลับแล, แก่งคอย (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2552) จนกระทั่ง เกียวโตซ่อนกลิ่น เรื่องสั้นขนาดยาวที่พิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2557

          การเปิดบทวิจารณ์ด้วยเรื่องเล่าของชายหนุ่มและนวนิยายที่ประสบความสำเร็จของอุทิศ เหมะมูลไม่น่าจะเป็นสมมติฐานเลื่อนลอย “ลับแล” ที่เป็นชื่อตัวละครเอกใน ลับแล, แก่งคอย หากคิดอีกอย่างย่อมหมายถึงการมองไม่เห็นหรือไม่เป็นที่พบเห็น เช่นเดียวกับ “ซ่อนกลิ่น” ในชื่อเรื่องสั้นเรื่องนี้ ดวงมน จิตร์จำนงค์ (ในบทวิจารณ์ที่เผยแพร่ใน ดวงใจวิจารณ์) โยงใยให้เห็นว่า ซ่อนกลิ่นถ้าหมายถึงชื่อดอกไม้ มีชื่อเดิมว่า “ซ่อนชู้” ซึ่งเข้ากันดีกับเนื้อหาของเรื่องสั้น ผู้วิจารณ์จึงขอชวนคิดตั้งแต่บรรทัดนี้ว่า ในงานเขียนของอุทิศ เหมะมูล อะไรคือสิ่งที่ไม่(ควร)เป็นที่พบเห็น หรือเป็น “ผัสสะซ่อนเร้น” อันน่าจะเป็นคำแปลของ “Hidden Sense” ส่วนหนึ่งจากชื่อเรื่องภาษาอังกฤษของ เกียวโตซ่อนกลิ่น

 

          เรื่องสั้น เกียวโตซ่อนกลิ่น เล่าเรื่องของวารี นักศึกษาศิลปะ (เช่นเดียวกับตัวละครเอกใน ลับแล,แก่งคอย) วารีเติบโตมาท่ามกลางความสัมพันธ์ที่กดทับบีบบังคับโดยพ่อ “ภายใต้บ้านหลังนี้พ่อมีสิทธิ์วางอนาคตให้เขา เขาจะต้องทำตาม นั่นเป็นวิถีทางถูกควรที่ลูกควรตอบแทนความรักและอุทิศตนของบิดา” (หน้า 30) พ่อเคยชื่นชมที่วารีใฝ่ฝันจะเป็นนักบิน จนกระทั่งวันหนึ่งที่วารีทำเครื่องบินของเล่นเสียหาย สิ่งของที่แตกทำลายส่อนัยว่าวารีไม่พร้อมที่จะถนอมรักษาความหวังของพ่อ พร้อมกันกับที่วารีมีความใคร่รู้เกี่ยวกับโลกที่ไกลออกไปยิ่งกว่าท้องฟ้า

          เมื่อเขาอายุ 17 ปี วารีมีเพื่อนชายที่สนิทสนมชิดใกล้คนหนึ่ง พวกเขา “เล่น” อะไรหลายอย่างที่แม่ต้องคอยห้ามปรามเพราะเกรงพ่อจะรู้ แต่วันหนึ่งที่ครอบครัวของวารีเดินทางไปเที่ยวน้ำตก เขากับเพื่อนชายปลีกตัวไปสูบบุหรี่ “เพื่อนโถมตัวเข้าหาจนแนบชิด จ่อปากเข้าใกล้ใบหน้าเขาแล้วระบายควันบุหรี่ใส่” (หน้า 33-34) วารีเห็นว่าพ่อจ้องมองอยู่จนกระทั่งพ่อถูกน้ำวนสูบชีวิตไปต่อหน้าต่อตาเขานั่นเอง

          ก่อนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย วารีเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง “รูปแบบหลายนัยของความเป็นพ่อ” “ในลักษณะการตีความประวัติศาสตร์ผ่านการปกครองระบอบปิตาธิปไตย” (หน้า 36) ด้วยข้อเสนอทางวิชาการอันแหลมคมส่งให้เขาได้ไปเดินทางประชุมวิชาการที่เกียวโต สถานที่ซึ่งเขาได้พบกับโทโมะ วารีนึกสนใจโทโมะตั้งแต่แรกเห็น จนกระทั่งมีโอกาสได้สนทนากัน เขาทั้งสองท่องเที่ยวด้วยกันในเกียวโต วันอันยาวนานสิ้นสุดที่โรงอาบน้ำ  สัญญาที่โทโมะให้ไว้ว่าเขาทั้งสองจะได้พบกันอีกครั้งกลับไม่เกิดขึ้น โทโมะไม่ได้พบกับวารีในวันถัดมา เมื่อวารีกลับไทย คนทั้งสองก็สื่อสารกันทางอีเมล ในความหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้ง เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ วารีไม่รู้ชะตากรรมของโทโมะ แต่ความหวังที่ถูกทำลายซ้ำเล่าทำให้วารีปวดร้าวใจไม่ต่างกับโทโมะตายจาก เรื่องจบลงที่โรงอาบน้ำ ที่ภาพในใจอันสับสนของวารีซึ่งมีน้ำ พ่อ โทโมะ  จานบิน และตัวเขาปรากฏอยู่

          เมื่ออ่านเรื่องสั้นนี้จบลงอีกครั้ง ผู้วิจารณ์นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Mysterious Skin (2004) ของเกรก อารากิ ผู้กำกับอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นขึ้นมาทันที เพราะภาพยนตร์เรื่องนั้นก็เกี่ยวกับพ่อ รวมทั้งความทรงจำเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศที่ถูกจดจำในฐานะการกระทำของมนุษย์ต่างดาว เรื่องสั้น เกียวโตซ่อนกลิ่น เองก็เสนอความสนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวของวารี โดยเฉพาะการดั้นด้นเดินทางไปยังคุรามะที่เชื่อกันว่าเมื่อหลายล้านปีก่อนมีจานบินลงจอดและเป็นแหล่งรับพลังจักรวาล

          ระหว่างเดินทางนั้นเองที่วารีได้สมมติว่าเขาอยู่กับโทโมะ ความสุขอันแสนสั้นที่เขาเคยมีร่วมกันกลับมาหลอกหลอน เนื้อหาของเรื่องสั้นตอนนี้เปลี่ยนสลับผู้เล่าเรื่องจากผู้เล่าเรื่องแบบรู้แจ้งกลายเป็นผู้เล่าเรื่อง-ตัวละครเอก แต่เรื่องของวารีที่เล่าโดยวารีกลับสับสนและมีเสียงเล่าของโทโมะแทรกเข้ามา เสียงเล่าของวารีปรากฏครั้งแรกในช่วงท้ายของเรื่อง ในระหว่างที่เรื่องถูกเล่าโดยผู้เล่าเรื่องแบบรู้แจ้งนั้น บทสนทนาของวารีเกิดขึ้นกับโทโมะผ่านภาษาอังกฤษ (ซึ่งในเรื่องแปลเป็นไทย) ภาษาอังกฤษซึ่งไม่ใช่ทั้งภาษาของวารีหรือของโทโมะ (เพราะโทโมะยังคงต้องเพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษอยู่ผ่านการอ่านวรรณกรรม) ผู้เล่าเรื่องเล่าถึงวารีในวัย 17 ปีว่า “ความรู้สึกภายในตนยิ่งแจ่มชัดว่าเขาเป็นมนุษย์ต่างดาวขับจานบินมายังโลกมนุษย์ เพื่อนของเขาก็รู้สึกไม่ต่างกัน” (หน้า 30) รสนิยมทางเพศที่แตกต่างนั้นเองที่โยงวารีกับเพื่อนชายเข้ากับมนุษย์ต่างดาว การที่เขาและโทโมะเชื่อมต่อกันด้วยภาษาต่างประเทศอยู่ในเมืองที่เขาทั้งคู่ไม่รู้จักจึงเป็นความหมายที่ต่อรับกันได้อย่างดีกับอุปลักษณ์มนุษย์ต่างดาวที่อ้างถึง

          การเล่าเรื่องของวารีในช่วงปลายเรื่องมีความสำคัญ การที่เรื่องของเขาถูกเล่าแทนโดยผู้เล่าเรื่องแบบรู้แจ้งในส่วนอื่นของเรื่องก็เพราะเขามีปัญหาในการพูด เขาพูดติดอ่างโดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพ่อหรืออำนาจของพ่อ เรื่องของวารีจากมุมของวารีเองจึงเป็นเรื่องที่ทั้ง “ไม่ได้เล่า” และ “เล่าไม่ได้” จนกระทั่งเขารู้สึกว่าเขาได้รับการปลดปล่อยด้วยความรู้สึกว่าเขาได้สูญเสียโทโมะไปแล้วตลอดกาล

          อุปลักษณ์มนุษย์ต่างดาวสำคัญอย่างไร มนุษย์ต่างดาวอาจไม่ได้หมายความถึงแค่คนผู้มีเพศวิถีที่แตกต่าง แต่มนุษย์ต่างดาวโยงเข้ากับ “การเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น” หรือ “การเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น” ประสบการณ์การพบเห็นมนุษย์ต่างดาวยังถูกจัดเป็นเรื่องลึกลับไม่ต่างกับประสบการณ์พบเห็นวิญญาณคนตาย ที่หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ “ไม่ได้เล่า” หรือ “เล่าไม่ได้” เช่นเดียวกัน เพราะอาจไม่มีคนเชื่อถือ ประเด็นหลักประการหนึ่งของเรื่องนี้คือการเล่นล้อกันระหว่างปัญหาของประสาทสัมผัส (ที่บทวิจารณ์ของดวงมน จิตร์จำนงค์เลือกใช้คำว่า “ผัสสะ”) อันประกอบด้วยการมองเห็น การพูด การสัมผัส  ในตอนต้นเรื่องผู้เล่าเรื่องจึงเน้นให้เห็นความสำคัญของประสาทสัมผัส “มันจะเหมือนน้ำมันดินเหนียวหนืดและดินโคลนขุ่นข้นหรือไม่ มันจะอุ่นและร้อนไหม หรือว่าเย็นเยียบ มือของวารีสางผ่านความมืดคลุมเครือ สัมผัสหนืดหยุ่นมีแรงต้านเริ่มจับตัวแข็งขึ้น มันสากและอุ่นผะผ่าว กลายเป็นกำแพง” (หน้า 18) เสียงเล่านี้ว่าด้วยความฝันของวารี

          การพยายามสำรวจประสาทสัมผัสอาจทำเพิ่มได้อีก หากเราคิดถึงการเล่าเรื่องความฝันของวารีที่ปรากฏอยู่ทั้งตอนต้นเรื่องและปลายเรื่อง การฝันคือการเห็นในยามที่เราหลับตา หรือการที่ผู้เล่าเรื่องเปรียบเทียบเมืองเกียวโตกับโตเกียวผ่านการนอนหลับ (ซึ่งต้องหลับตาก่อน)

          ย้อนกลับไปเมื่อวารีอายุ 13 ปี เขามีป่าไผ่เป็นสถานที่หลบภัย แม้ป่าไผ่จะอันตรายเพราะมีงูชุม แต่ก็เป็นสถานที่ “ที่เขารู้สึกปลอดโปรงโล่งใจ รู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่งจากสายตาผู้คน โดยเฉพาะพ่อของเขา” (หน้า 26) อย่างไรก็ตาม ครั้งหนึ่งในขณะที่วารีกำลังสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอยู่นั้น พ่อของเขามาเห็นเข้าโดยไม่พูดอะไร (เรื่องที่ไม่ได้เล่า/เรื่องที่เล่าไม่ได้) พ่อพูดกับเขาน้อยลงหลังจากเหตุการณ์วันนั้น ในวันแห่งวาระสุดท้ายของพ่อ พ่อก็มองเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น คือความชิดใกล้ระหว่างวารีกับเพื่อนชาย ผู้เล่าเรื่องสรุปว่า วารีรู้สึกว่าเขาเป็นสาเหตุที่พ่อตาย เพราะพ่อตระหนกกับภาพที่เห็นกอปรกับอาการ “เหมือนเป็นตะคริว”  ที่ทำให้พ่อถูกดูดเข้าไปในวังน้ำวนที่ “เหมือนจานบิน มีหลุมดำอยู่ตรงกลาง” (หน้า 34)

          ที่ลับตาของวารีถูกทำลายซึ่งความลับตาโดยพ่อของเขาถึงสองครั้ง และในวาระทั้งสองนั้นหมายถึงการเสื่อมทรุดของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อจนถึงขั้นแตกสลาย เพราะเขาไม่ได้โอกาสได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์อีกเมื่อพ่อตายจาก เมื่อพ่อตายลงวารีจึงรู้สึกว่าสายตาของพ่อติดตามเขาไปทุกที่ ทำให้เขาไม่อาจมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครได้ หลังจากที่เขาได้พบกับโทโมะเขาได้ฝันสวยงามเป็นครั้งแรก ฝันนั้นรัญจวนใจจนเขาฝันเปียก

                กล่าวได้ว่าภายใต้ดวงตาของพ่อทั้งที่วารีมองเห็นและมองไม่เห็น การร่วมเพศของเขาไม่เคยเกิดขึ้นได้เลย ในวาระแรกเขาสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (โดยอาศัยนิตยสารผู้ชายที่เต็มไปด้วยภาพหญิงเปลือย) ในวาระที่สองเขาฝันเปียกเพราะฝันถึงโทโมะ กล่าวได้ว่า ปิตาธิปไตยไม่ได้เข้ามาควบคุมเฉพาะเพศวิถีที่ไม่ใช่รักต่างเพศเท่านั้น แต่การควบคุมนั้นเข้มข้นถึงขนาดที่แทรกแซงเข้ามาในประเวณีของตัวละคร หรือลดทอนพลังทางเพศวิถีของตัวละคร (desexualized)

          การลดทอนพลังทางเพศวิถีนี้ถูกโยงเข้ากับการจับจ้องและการชำระล้างให้บริสุทธิ์ในรูปแบบอื่น จากวิทยานิพนธ์ “รูปแบบหลายนัยของความเป็นพ่อ” ทำให้เข้าใจได้ว่าปิตาธิปไตยที่คอยสอดส่องวารีนี้มิได้จำกัดแค่วิถีชีวิตทางเพศของเขา แต่หมายรวมไปถึงชีวิตทางการเมืองด้านอื่นของเขาด้วย เกียวโตซ่อนกลิ่น พยายามโยงเรื่องเข้ากับความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย รวมไปถึงปัญหาเชิงกฎหมายและความเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับสถาบันศักดิ์สิทธิ์ในสังคมโดยเรื่องแสดงให้เห็นว่าวารีไม่ใช่ลูกที่ดีของพ่อ (ที่หมายความมากกว่าพ่อของเขา) “ไอ้ตัวทำลาย” และ “ไอ้เนรคุณ” (หน้า 104) เป็นคำที่ผู้เล่าเรื่องเชื่อว่าจะถูกใช้เรียกขานวารีเมื่อเขาเดินทางกลับประเทศไทย เพราะสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ของเขากำลังถูกดำเนินการทางกฎหมายหลังจากที่ถูก “พบเห็น” ว่ามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองขัดต่อกรอบที่รัฐในบริบทนั้นได้วางเอาไว้

          ถ้ากลับมาพินิจอุปลักษณ์มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวอาจเชื่อมโยงได้กับความแปลกแยกของตัวละครที่มีต่อครอบครัวของตัวเองหรือวงสังคมที่ใหญ่กว่านั้น ระหว่างที่วารีอยู่ในญี่ปุ่น แม้เขาจะรู้สึกแปลกหน้าต่อสถานที่ดังกล่าว แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้เข้าใกล้ปรากฏการณ์ของมนุษย์ต่างดาว และสื่อสารกับคนที่เขาต้องการสื่อสารด้วยได้อย่างใจ ผิดกับการอยู่ในประเทศไทยและการพูดภาษาไทยอย่างติดอ่าง หากกล่าวให้สำบัดสำนวนกว่านั้นคือ เมื่ออยู่ในญี่ปุ่น วารีเข้าทำนองว่ารู้สึกมั่นใจในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า “to be comfortable in one’s own skin” (จึงไม่น่าแปลกที่ผู้วิจารณ์โยงเรื่องสั้นเรื่องนี้เข้ากับภาพยนตร์ Mysterious Skin) “ที่เกียวโตเขารู้สึกเป็นอิสระที่จะรู้สึก ปลอดพ้นจากการถูกสอดส่องจ้องมองเข้าไปในจิตใจของเขา” (หน้า 82)

        ลักษณาการนี้อาจส่อนัยความปรารถนาของบุคคลที่รู้สึกอึดอัดกับการอยู่ในประเทศไทยภายใต้ระบอบปิตาธิปไตยหรือ “อำนาจของพ่อ” ที่สอดส่องแทรกแซงเข้าไปได้ในทุกอณูของชีวิตประจำวัน ผ่าน “ดวงตาอันเก่าแก่ที่ทั้งกล่าวโทษทำให้เกิดบาดแผลในจิตใต้สำนึกของเขา” (หน้า 82) ซึ่งอำนาจของพ่อนี้ได้ถูกล้อผ่านการเล่นกับสัญลักษณ์ของอัณฑะ เช่นการกล่าวถึงตำนานของเท็งกูจมูกยาว จมูกของพิน็อคคิโอ หรือแม้แต่การ “กินซอฟท์ครีมคนละโคน” (หน้า 60) ของโทโมะกับวารี

          ในตอนปิดเรื่อง วารีสำลักน้ำไปหลายต่อหลายครั้ง ก่อนที่เขาจะโผล่ขึ้นมาด้วยความรู้สึกอย่างใหม่ ความรู้สึกที่ว่า “เขาจะรับไว้ทั้งหมด เพียงรับไว้เท่านั้น เพราะเขาไม่รู้สึกว่าสูญเสียอะไรอีกต่อไปแล้ว” (หน้า 104) เราจะลองเรียกความรู้สึกของวารีว่าเป็นการปล่อยวางก็ได้หรือความไม่แยแสก็ได้ เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่อ้างถึงในตอนต้นของบทวิจารณ์ เพราะเขาได้รู้ในที่สุดแล้วว่าถึงอย่างไรปิตาธิปไตยก็ไม่เคยปิดตา แน่นอนว่าดวงตาของปิตาธิปไตยที่จับจ้องมามีทั้งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น.



 


 

 


Visitors: 14,544