สรณัฐ ไตลังคะ


สรณัฐ ไตลังคะ

สรณัฐ ไตลังค

 

 

 

อำนาจทะลุทะลวงของผู้ชาย

 

          ในฐานะนักอ่าน ชอบงานเขียนของอนุสรณ์ ติปยานนท์ ติดตามงานของเขาอย่างต่อเนื่อง เสน่ห์ของงานอยู่ที่การใช้ฉากต่างประเทศที่ตื่นตา แนวการเขียนแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ที่เอื้อต่อจินตนาการ รวมทั้งโครงเรื่องที่ไม่ธรรมดา ที่สำคัญ ขนาดและราคาของหนังสือพอเหมาะ

          ดังนั้น จึงอดประหลาดใจและเสียดายไม่ได้ เมื่อรวมเรื่องสั้น อาคเนย์คะนึงของเขาไม่ติดอยู่ในการคัดเลือกรอบแรกของรางวัลซีไรต์ 2560

          ในฐานะนักวิจารณ์ จึงกลับไปอ่านนวนิยายเรื่องเพลงรักนิวตริโน และรวมเรื่องสั้นอาคเนย์คะนึง ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2559 ทั้งสองเล่ม

          เมื่ออ่านงานทั้งสองเล่มต่อเนื่องกัน ต้องยอมรับว่าอนุสรณ์ ติปยานนท์มีสไตล์การเขียนที่คงเส้นคงวา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโครงเรื่องที่น่าสนใจ การเสนอความหลากหลายของฉากต่างประเทศ การใช้ประวัติศาสตร์และความทรงจำ แนวการเขียนสัจนิยมมหัศจรรย์ การใช้ “ผม” เป็นผู้เล่าเรื่อง เป็นต้น

          แต่ในเพลงรักนิวตริโน เนื่องจากเป็นนวนิยายจึงมีโครงสร้างซับซ้อนกว่าและมีความยาวกว่าเรื่องสั้น เปิดโอกาสให้ผู้วิจารณ์ได้มองเห็นวิธีการทำงานของผู้เขียนได้มากกว่า ในที่นี้จึงจะวิจารณ์เฉพาะนวนิยาย

          เพลงรักนิวตริโนใช้ฉากส่วนใหญ่อยู่ในฮ่องกง ตัวเอก “ผม” เดินทางไปทำงานสถาปนิกที่บริษัทในฮ่องกง ในท่ามกลางพายุไต้ฝุ่นในวันหนึ่ง ชะตากรรมได้นำจัสมิน หลิงมาสู่ “ตัก” ของเขา แม้เป็นการพบที่แปลกประหลาด ทั้งสองได้รักกันและตกลงปลงใจอยู่ด้วยกัน แต่ก็เป็นเวลาเพียงสามเดือนก่อนที่เขาจะฝังร่างของเธอที่ตายจากไป

                หลังจากนั้น เขาประสบเหตุการณ์แปลกประหลาดอย่างต่อเนื่อง เขาพบว่าจัสมิน หลิงแท้จริงแล้วเป็นดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในอดีต เมื่อเขาไปตามหาข่าวเกี่ยวกับเธอ ก็กลับพบว่าจัสมิน หลิงเป็นยายที่หายสาบสูญไปของนักข่าว ไอรีน จาง  

โชคชะตาทำให้เขาได้พบชายชราตาข้างเดียว “ฟุก จื่อหลง” ในรถไฟใต้ดิน ที่ต่อมาเขา “บังเอิญ” ได้พบในฐานะเป็นนักทำนายดวงเป็นคนงานของบริษัทของเขาที่เกิดอุบัติเหตุขณะทำงานเพราะเกิดไต้ฝุ่นเป็นคนที่ช่วยชีวิตเขาเมื่อเขากระโดดจากเรือเฟอร์รีและเป็นคนที่เคยร่วมงานและหลงรักจัสมิน หลิง นับจากที่ทั้งคู่รู้ว่าพวกเขาผูกพันกับจัสมิน จึงได้ร่วมกันตามหาร่างของเธอที่หายไปจากหลุมฝังศพ การสืบหาพาทั้งสองไปสู่ตัวปัญหา คือ “หลี่ไป๋” มหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลที่หลงรักจัสมิน และนำไปสู่ความตายของฟุก จื่อหลง

ตัวเอกไม่ย่อท้อที่จะตามหาหลี่ไป๋เพื่อทวงคืนร่างจัสมิน ในที่สุด เขาได้พบหลี่ไป๋และรับคำท้าเล่นเกมรัสเซียนรูเล็ต เรื่องจบเมื่อเขาสามารถนำอัฐิของจัสมินกลับไปคืนไอรีน จาง ที่กลายเป็นคนรักของเขา หลังจากที่ที่มั่นของหลี่ไป๋และฟิล์มภาพยนตร์ของจัสมินถูกทำลายสิ้นไปในกองเพลิง

          พอจะกล่าวได้ว่าเรื่องเพลงรักนิวตริโนเป็นนวนิยายที่อ่านสนุก มีโครงเรื่องที่น่าติดตาม สามารถอ่านต่อเนื่องจนจบเล่มได้ ผู้วิจารณ์เองติดใจวิธีการเขียนของอนุสรณ์ที่ค้นคว้าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์จีนมาผูกเป็นเรื่อง โดยจับประเด็นชะตากรรมของผู้หญิงที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหญิงจีนหรือนักว่ายน้ำ ที่มักเป็นเหยื่อกามารมณ์และตกอยู่ใต้อิทธิพลของทหาร นักการเมืองหรือผู้อำนวยการสร้าง/ผู้กำกับการแสดง จนชีวิตสิ้นหวังและล้มเหลว จัสมิน หลิงจึงเป็นตัวละครสมมุติที่มีชะตากรรมคล้ายผู้หญิงเหล่านั้น

และหากวรรณกรรมเป็นพื้นที่แสดงตัวตนของนักเขียน นวนิยายเรื่องก็แสดงให้เห็นรสนิยมด้านวัฒนธรรมของอนุสรณ์ ผู้วิจารณ์เพลิดเพลินกับการอ้างถึงวรรณกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม อาหาร ฯลฯ ในตัวเรื่อง จนบางครั้งผู้วิจารณ์ต้องหยุดอ่านแล้วไปค้นคว้าเพิ่มในอินเทอร์เน็ต ถือเป็นเสน่ห์ของเรื่องที่เป็นลักษณะเฉพาะของนักเขียนผู้นี้   

          อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่านวนิยายที่ดีต้องมีโครงเรื่อง ตัวละคร กลวิธีการเล่าเรื่อง และภาษาที่ดี แม้งานของอนุสรณ์เรื่องนี้จะสนุกโดยภาพรวม แต่ผู้วิจารณ์เห็นว่า นวนิยายเรื่องนี้ “ขาดๆ เกินๆ”

ในแง่ของโครงเรื่องหรือความเป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวร้อยกันของเหตุการณ์ นวนิยายเรื่องนี้เต็มไปด้วยความบังเอิญ เช่นกรณีการปะทะสังสรรค์ระหว่างตัวเอกกับฟุก จื่อหลงดังที่ได้กล่าวแล้ว นอกจากนี้ นักดนตรีในบาร์ที่ตัวเอกไปฟังเพลงก็ให้บังเอิญเป็นลูกน้องของหลี่ไป๋และเป็นคนขับรถพาเขาไปหาหลี่ไป๋ นักข่าวไอรีน จาง บังเอิญเป็นหลานของจัสมิน หลิง ภรรยาของเขา

โลกนี้มีความบังเอิญอยู่จริง แต่ถ้ามากเกินไปก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าผู้เขียนหาทางออกง่ายๆ ในการผูกเรื่อง

ผู้เขียนให้เหตุผลของความแปลกประหลาดและความบังเอิญนี้ไปที่การเกิดไต้ฝุ่น จัสมิน หลิงหายตัวไปในวันหนึ่งที่เกิดพายุไต้ฝุ่นและไปโผล่บนตักของตัวเอกที่อ่านหนังสือในร้านขณะที่เกิดพายุ นอกจากนี้ไต้ฝุ่นยังเกิดในวันที่ตัวเอกได้ดูภาพยนตร์ของจัสมินเป็นครั้งแรก ทำให้เขาพบกับนักว่ายน้ำหญิงในอดีต และทำให้ฟุก จื่อหลงเกิดอุบัติเหตุ ตัวละครฟุกกล่าวว่า “พายุไต้ฝุ่นก็คือกุญแจที่ใช้ไขประตูประตูเวลาเหล่านั้นสำหรับเรา” (หน้า 127) แต่ต่อมาในเรื่องก็ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่พายุนี้ในการไขปริศนาของเรื่องอีกเลย

จะว่าไป นักอ่านคุ้นเคยแล้วกับโครงเรื่องแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ ดังนั้นการผูกเรื่องที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดและความบังเอิญนี้ก็ไม่ถึงกับรับไม่ได้  แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ตัวเอกแทบจะไม่ได้มีบทบาท เขาเป็นฝ่าย “ถูกกระทำ” หรือชะตาฟ้าลิขิตให้มาเผชิญเรื่องราวเหล่านี้

นอกจากนี้ ความ “ขาด” ของโครงเรื่องจึงไปอยู่ที่ตอนจบ ที่จบอย่างง่ายดาย ผู้วิจารณ์ออกจะฉงนว่า เหตุใดหลี่ไป๋ผู้ซึ่งโหดเหี้ยมขนาดควักลูกตาฟุก จื่อหลงเพียงเพราะเขาเห็นร่างเปลือยของจัสมิน รวมทั้งไม่ต้องการให้ใครครอบครองจัสมิน ถึงกับอุตส่าห์ขโมยศพจัสมินมาเผาและเก็บอัฐิไว้  จึงยอมให้ตัวเอกผู้ได้แต่งงานอยู่กินกับจัสมินสามารถนำอัฐิกลับไปโดยง่าย

ประเด็นต่อไป เรื่องตัวละคร นวนิยายที่ดีส่วนใหญ่ตรึงผู้อ่านด้วยการนำเสนอตัวละครที่มีความซับซ้อน ซ่อนปมปัญหาที่หยั่งรากลึก กล่าวอย่างง่าย ตัวละครต้องเผชิญความขัดแย้งทั้งกับตัวเอง คนอื่นและกับสถานการณ์แวดล้อม  ผู้วิจารณ์คิดว่าตัวละครฟุก จื่อหลงเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนน่าสนใจ ชายชราที่อยู่กับประสบการณ์โหดร้ายที่ทำให้เขามีดวงตาเพียงตาเดียว ชายชราผู้มีพละกำลังพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ ผู้มีความหลงใหลในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกินปูขนที่ต้องมีลำดับและวิธีการกินที่ละเมียดละไมที่จบด้วยการเรียงซากปูเป็นตัวเหมือนเดิม พฤติกรรมการกินนี้ต่อมาตัวเอกได้รับสืบทอดมา รายละเอียดเช่นนี้เป็นวิธีการที่แยบยลในการเสนอบุคลิกของตัวละคร และชี้ให้เห็นอิทธิพลของฟุก จื่อหลงที่มีต่อตัวเอกของเรื่อง

น่าเสียดายที่ความลุ่มลึกในการสร้างบุคลิกตัวละครเช่นนี้ไม่ปรากฏในตัวละครอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเอกของเรื่อง ที่จริงตัวเอกมีความน่าสนใจเชิงบุคลิก เช่น การให้ความสำคัญแก่การอาบน้ำ และการชอบอ่านหนังสือที่ไล่อ่านทีละเล่มตามลำดับตัวอักษร แต่ผู้เขียนไม่ได้ใช้พฤติกรรมเหล่านี้ของตัวเอกให้เป็นประโยชน์โดยสร้างปมปัญหา หรือความขัดแย้งกับเหตุการณ์อย่างเต็มที่ ผู้วิจารณ์เห็นว่าตัวเอกดูเป็นเหมือนหุ่นหรือเป็นเพียงหมากกลที่ตัวละครอื่นกำหนดให้กระทำการ เขาแทบไม่มีความขัดแย้งทางอารมณ์ใดๆ เลย

นอกจากนี้ผู้เขียนมักแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของบุคคลหรือสถานที่ ที่บางครั้งขาดความแยบยลในการดึงเข้ามาในตัวเรื่อง รวมทั้งภาษาที่แห้งแล้งแบบสารคดี ทำให้ไม่กลมกลืนกับเรื่องที่เล่า

นั่นนำมาสู่ประเด็นที่สามของการวิจารณ์นวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ กลวิธีในการเล่าเรื่อง ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า เรื่องนี้เล่าผ่านตัวละครเอก “ผม” ซึ่งเป็นวิธีการที่ดูเหมือนผู้เขียนจะนิยมหรือถนัดมากกว่ากลวิธีอื่น ปรากฏทั้งในนวนิยายเรื่องนี้และรวมเรื่องสั้นอาคเนย์คะนึง (และเล่มอื่นๆ) การใช้ผู้เล่าเรื่องแบบนี้จะน่าสนใจหรือซับซ้อนขึ้นหากสร้างความย้อนแย้ง/แฝงนัย (irony)หรือสร้างความขัดแย้งภายในจิตใจตัวละคร ซึ่งทั้งหมดไม่ปรากฏในเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังเป็นข้อจำกัดในการสร้างกลวิธีที่หลากหลายในการเล่าเรื่อง

กล่าวในด้านแนวคิดของเรื่อง สิ่งที่ผู้เขียนต้องการเสนอในเรื่องคืออนุภาคของความรักที่ “เป็นกลาง บริสุทธิ์ มีอำนาจทะลุทะลวงสูง” ซึ่งผู้เขียนได้แรงบันดาลใจมาจากสารคดีวิทยาศาสตร์เรื่องอนุภาคนิวตริโน (คำนำผู้เขียน หน้า 7)

ข้อน่าสนใจคือการเสนอแนวคิดเรื่องความรัก การที่ผู้เขียนใช้คำว่า “ทะลุทะลวง” นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นคำที่แสดงพลังอำนาจจนอาจถึงขั้นทำลายล้าง

ทำลายล้างผู้หญิง

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องคือชะตากรรมที่น่าเศร้าของนักแสดงและนักว่ายน้ำหญิงที่ตกเป็นเหยื่อกามารมณ์ของผู้มีอำนาจ ผู้หญิงเหล่านี้ไม่มี “เสียง” ในเรื่อง ชีวิตที่ล้มเหลวของผู้หญิงเหล่านี้เป็นเพียงข่าวที่ตัวเอกอ่านพบ และจัสมิน หลิง ผู้เผชิญชะตากรรรมดังกล่าวก็ไม่ได้มีพื้นที่ในการแสดงตัวตนในนวนิยายมากนัก เพราะผู้เขียนดูจะจงใจให้เธอไม่แสดง “ตัวตน”

คนที่ “มีเสียง” ในเรื่องกลับเป็นตัวละครชาย “ผม” เป็นผู้เล่าเรื่องที่เลือกจะเล่าความหลงใหลของตัวเขาและบรรดาตัวละครชายที่มีต่อจัสมิน หลิง นั่นคือ ฟุก จื่อหลง และหลี่ไป๋ และหากสังเกตต่อไป เราจะพบว่าตัวละครแต่ละตัวมีบทบาทเฉพาะเมื่อสัมพันธ์กับจัสมิน หลิง

 ฟุก จื่อหลงแสดงบทบาทในการจ้องมอง เขาทำงานร่วมกับจัสมิน หลิงในกองถ่ายภาพยนตร์และหลงรักเธอ สถานะเช่นเขาไม่มีโอกาสได้บอกรัก เขาจึงทำได้แต่การเฝ้ามองเธออยู่ห่างๆ รวมทั้งการแอบมองร่างเปลือยของเธอขณะเปลี่ยนเสื้อ จนนำไปสู่การถูกหลี่ไป๋ควักดวงตา

ตัวเอกของเรื่องมีบทบาทของการรุกล้ำ ในคืนที่พบกันครั้งแรก เขาร่วมรักกับจัสมินสามครั้ง (กฎซ้ำสาม?) ที่น่าสนใจคือผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ตอนนี้มากนัก แต่กลับไปพรรณนาฉากรักสามครั้งกับไอรีน จาง ผู้เป็นหลานของจัสมินอย่างละเอียด อาจกล่าวได้ว่าไอรีนเป็นตัวแทนของจัสมิน ผู้ที่เขาหลงใหลและมีชีวิตร่วมเพียงระยะสั้น เขาจึงเป็นผู้รุกล้ำและครอบครองทั้งยายและหลาน

หลี่ไป๋ผู้ที่มีอิทธิพลเป็นตัวแทนของการทำลายล้าง เขาผู้ไม่สมหวังในความรักที่มีต่อจัสมิน ยินดีแม้เพียงครอบครองเถ้าถ่านของเธอ เขาเป็นผู้ที่ขโมยศพของจัสมินมาเผา พรากเธอจากครอบครัว รวมทั้งทำลายความทรงจำเกี่ยวกับเธอโดยการเผาฟิล์มภาพยนตร์ของเธอความรักในแบบของหลี่ไป๋คือการครอบครองและทำลาย

ดังนั้น อำนาจทะลุทะลวงของความรักในเรื่องนี้ จึงเป็นความรักในแบบของผู้ชายที่มีสิทธิ์เสียงในการแสดงออกถึงความรักในแบบของตน:จ้องมอง รุกล้ำ ทำลาย

ในขณะที่ทั้งเรื่อง...ผู้หญิงไม่มีเสียง

นี่คือสิ่งที่ได้จากการ “เขียนแบบผู้ชาย” แต่ “อ่านแบบผู้หญิง.”

 

 

อนุสรณ์ ติปยานนท์. เพลงรักนิวตริโน. กรุงเทพฯ: แซลมอน, 2559. 192 หน้า.

 

 

 


 

 

 

 

 

 


โยงใยชะตากรรมในพุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ


 

                   วีรพร นิติประภา ผู้เขียนมือรางวัลซีไรต์ พ.ศ.๒๕๕๘ จากนวนิยายเรื่อง ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ไม่รั้งรอที่จะออกหนังสือเล่มใหม่ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ นวนิยายชื่อยาวน่าฉงนเล่มนี้พาผู้อ่านไปสู่ชีวิตของ “ตง” และครอบครัว อันเป็นเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลที่มาตั้งรกรากอยู่ที่แปดริ้ว โดยชี้ให้เห็นว่าชะตากรรมของพวกเขาเชื่อมโยงกับโลกทั้งใบอย่างไร

วีรพร นิติประภาเล่าเรื่องราวของตง ชาวจีนที่ถูกส่งตัวมาช่วยกิจการค้าข้าวของลุงที่พระนครในราวสมัยรัชกาลที่หก/รัชกาลที่เจ็ด จนได้เป็นเจ้าของกิจการ สร้างครอบครัวกับ “เสงี่ยม” สาวลูกครึ่งจีนและมอญที่แปดริ้ว ช่วงแรกของการแต่งงานไม่มีลูกจึงไปขอเด็กชายมาเลี้ยงคือ “จงสว่าง” ตามมาด้วยลูกอิจฉา เป็นผู้หญิงสามคนคือ จรุงสิน เจริดศรี จรัสแสง และมีจิตรไสวเป็นลูกชายแท้ ๆ เพียงคนเดียว

 

                 เรื่องชี้ให้เห็นว่าชะตากรรมของครอบครัวผูกพันอยู่กับการผันแปรของสถานการณ์ทางการเมืองระดับประเทศและระดับโลก จากกิจการข้าวที่ลงหลักปักฐานที่พระนคร การหนีความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สองและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองด้วยการลอยเรือค้าขาย จนตัดสินในซื้อบ้านและทำกิจการที่แปดริ้ว  นวนิยายเรื่องนี้เสนอวิถีของชาวจีนโพ้นทะเล ที่มาทำมาหากินในถิ่นอื่นเพียงเพื่อรอโอกาสกลับไปสู่เมืองจีนที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน  ตงให้จงสว่างลูกเลี้ยงเป็นคนช่วยกิจการทางบ้าน ส่วนจิตรไสวลูกแท้ที่ถูกส่งไปเรียนเรื่องค้าขายที่เมืองจีนแต่กลับไปเรียนทหารเรือ เรียนจบเขาไปประจำการที่เกาะฟอร์โมซา แต่ในที่สุดก็ถูกทางบ้านเรียกกลับมาเมืองไทย ตงประนีประนอมกับลูกชายโดยให้ไปสมัครเป็นทหารเรือในไทย ชะตาพลิกผันให้ไปพัวพันกับการกบฏของทหารเรือ จนหนีหายสาบสูญ   เมื่อเรื่องสงบเขาก็กลับมาช่วยกิจการของบ้าน ส่วนลูกสาวถูกจัดการให้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา จรุงสินตามสามีไปเป็นครูที่ราชบุรี เจริดศรีเป็นช่างตัดเสื้อ ต่อมามีชีวิตคู่ที่ผิดพลาดถึงสองครั้ง ส่วนจรัสแสงก็ล้มเหลวกับความรักกับคนต่างชาติต่างศาสนาที่ครอบครัวทั้งสองฝ่ายยอมรับไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ตงยังฝันที่จะกลับไปสร้างครอบครัวที่เมืองจีน เขากลับไปมีเมียคนจีนอีกคนเพื่อให้ดูแลกิจการที่อุตส่าห์ลงทุนกรุยทางไว้ แต่ในที่สุด การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจีนทำให้ความฝันที่จะกลับไปตายที่บ้านเกิดไม่มีทางเป็นไปได้ ทั้งยังไม่มีโอกาสพบหน้าลูกชายที่เกิดแต่เมียชาวจีนคนนี้

                   ในจำนวนหน้า ๔๒๑ หน้าของนวนิยายเล่มนี้ ผู้เขียนนำเสนอชะตากรรมของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างสะเทือนอารมณ์ ตัวละครชายแต่ละตัวเผชิญกับการเป็น “คนนอก” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตงผู้เป็นต้นตระกูลในดินแดนสยามเผชิญกับ “การต้องตระหนักว่าเหลือแต่เขาเพียงผู้เดียวในโลกกว้างที่จะสืบสานวงศ์ตระกูลไม่ให้สาบสูญ” (๙๒) แม้เมื่อได้ทำกินในแผ่นดินสยามมาหลายปีก็ไม่วายรู้สึกว่าสยามไม่ใช่บ้านเกิดและเรือนตายของเขา

                   “ขณะยืนมองเรือเคลื่อนพรากเขาไปในดินแดนไม่เคยรู้จักจากริมฝั่งแม่น้ำ...ที่เขาสำเหนียกเป็นครั้งแรกว่าเขาชิงชังการเป็นคนแปลกหน้าบนแผ่นดินที่ไม่ใช่ของตนนี้เพียงไร” (๙๖) ตงรูสึกผิดที่ทิ้งแม่ให้อยู่กับพ่อขี้เมาที่ทำร้ายแม่ของเขา เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อที่จะกลับไปเมืองจีน เช่นการกลับไปมีเมียและลูกที่เมืองจีนทั้งที่ตนมีครอบครัวที่สยามแล้ว และแม้เมื่อแต่งลูกสาวออกเรือนไป ก็ยังมีข้อแม้กับลูกเขยว่า “หากวันใดครอบครัวอพยพไปอยู่เมืองจีน...เขาต้องพาจรุงสินและลูก ๆ ไปอยู่ด้วย” (๑๐๔)  

                   จงสว่าง ลูกคนโตของตระกูลที่ไม่ใช่ลูกแท้ ก็สำเหนียกถึงความเป็นคนนอกในบ้านของตนเอง เป็น “ลูกที่เขาขอมาเลี้ยง” อันกลายเป็นรูกลวงโบ๋ในชีวิตของเขา ลูกของหญิงเผาถ่านที่ไม่มีชื่อ มีตัวตนเป็นที่รักของตงและเสงี่ยมจนกระทั่งทั้งสองมีลูกของตัวเอง อาจกล่าวได้ว่าโดยแท้จริงแล้วจงสว่างเป็นเพียงลูกจ้างที่ดูแลผลประโยชน์ให้ รอวันที่ทายาทที่แท้จริง คือจิตรไสวพร้อมที่จะมาสืบทอด   ตงตระหนักว่า “อาหวังลูกหญิงเผาถ่านไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนั้นเข้มแข็งกว่าลูกในไส้ของเขาเองเป็นไหน ๆ และหากไม่จัดการให้เรียบร้อย ลูกแท้ ๆ ก็อาจไม่มีโอกาสครอบครองอาณาจักรที่เขาทุ่มชีวิตสร้าง” จิตรไสวจึงเข้ามามีบทบาทในกิจการแทนจงสว่างที่อดทนทำงานจนถึงจุดที่ทั้งพ่อแม่และน้องชายพรากคนรัก “ยี่สุ่น” ไปจากเขา จงสว่างจึงเดินออกจาก “บ้าน” แห่งเดียวของเขา และไม่อาจหาบ้านที่เป็นของเขาอย่างแท้จริงได้จนวาระสุดท้ายของชีวิต   ส่วนจิตรไสวเป็นตัวละครที่มีชีวิตที่โลดโผนที่สุดในเรื่อง การเป็นลูกคนจีนที่พ่อฝังใจกับความเป็นจีน การศึกษาในเมืองจีน การทำงานเป็นทหารเรือในจีน การจากบ้านไปประจำการในกองทัพเรือไทย ทำให้เขาเหมือนเป็นคนนอก “ในความสับสนของการไม่อาจตระหนักแน่ชัดลงไปได้ว่าตนเป็นคนชาติใด...ไทยหรือจีน ในการร่อนเร่พเนจรหมอนหมิ่น ในการต้องสูญเสียอดีต” (๒๒๗)

                  จิตรไสวยังเป็นตัวละครที่เป็นเสมือนหมากในกระดานที่ถูกกำหนดให้เดิน ไม่ว่าจะเป็นการเป็นทหารเรือและถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ การถูกพ่อบังคับให้มารับกิจการของครอบครัว การถูก “อดิสรา” ผู้หญิงที่เขารักหลอกใช้ทั้งทางการเมืองและการเงิน จนทำให้กิจการของครอบครัวล่มสลาย เรื่องแสดงชะตากรรมที่ย้อนแย้ง ที่จิตรไสว คนที่เป็นความหวังของครอบครัว กลับกลายเป็นคนที่ทำลายความมั่งคั่งและศักดิ์ศรีของครอบครัวจนพินาศ และนำไปสู่จุดจบของทั้งตงและจิตรไสวที่ไม่อาจเผชิญกับความอับอายนี้ได้

                   อาจกล่าวได้ว่า นวนิยายเรื่องนี้ได้นำเสนอเบื้องลึกของอารมณ์ของชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นพ่อและรุ่นลูกได้อย่างสะเทือนอารมณ์ ความรู้สึกของการเป็นคนนอกที่แม้มีบ้าน แต่ก็ไม่ใช่ “บ้าน” กัดกินตัวละครจนพวกเขาอยู่ในสภาพไร้ตัวตนที่แท้

                   ด้านตัวละครหญิง ผู้เขียนชี้ให้เห็นชะตากรรมของผู้หญิง เสงี่ยมเป็นลูกกำพร้าที่ญาติไม่ต้องการ จนถูกฝากให้รับใช้ในวังและแต่งงานกับตง เป็นช้างเท้าหลังที่มีพื้นที่อยู่ในครัวและทนยอมให้ตงไปมีเมียใหม่ที่เมืองจีน ส่วนรุ่นลูกที่แม้จะอยู่ในยุคสมัยใหม่ก็ต้องเผชิญกับความเครียดและความขัดแย้ง จรุงสินเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่ขาดการตระหนักรู้และความเข้าใจจากครอบครัว ทำให้กลายเป็นคนวิปริตไป เจริดศรีผู้มีความสามารถด้านการตัดเย็บ ต้องทิ้งความฝันและอนาคตของตนเองไปเมื่อแต่งงาน

                    ชีวิตของเจริดศรีแสดงว่าผู้หญิงไม่อาจอยู่ด้วยตนเองได้ หากการแต่งงานล้มเหลวก็ต้องกลับไปอยู่กับครอบครัว เจริดศรีแต่งงานครั้งที่สองเพราะต้องการออกจากบ้านที่มีแม่คอยบ่นว่า แต่ก็กลับหนีเสือปะจระเข้ เพราะสามีคนที่สองแต่งงานกับเธอเพียงเพราะเธอเป็นคนจีนและสามารถดูแลแม่ปากร้ายของเขาได้ ส่วนจรัสแสงที่ดูเหมือนโชคดีที่สุดที่มีโอกาสเลือกชีวิตของตนเองนั้น ก็กลับเลือกผิดถึงขั้นที่นำไปสู่จุดจบที่สยดสยองของคนที่เหลือในวงศ์ตระกูล ตัวละครหญิงอื่น ๆ ก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน ยี่สุ่นไม่อาจสมหวังในความรักกับจงสว่างและถูกบังคับให้แต่งงานกับจิตรไสวโดยที่เธอไม่อาจขัดขืน แต่เธอกลับเป็นตัวละครที่กล้า “เอาคืน” ด้วยแผนการที่แยบยล

                   วีรพร นิติประภาใช้ศิลปะในการเล่าเรื่องอย่างซับซ้อน ตรึงผู้อ่านให้หลงอยู่ในวังวนของเรื่องเล่าที่ชะตากรรมของผู้คนโยงใยกันอย่างน่าอัศจรรย์ ผู้เขียนไม่เพียงเล่าเรื่องของตัวละครหลักของครอบครัวตง แต่ผูกเรื่องราวของผู้คนที่เกี่ยวพันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับครอบครัวนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นตาเนียรคนข้างบ้านกับลูกสาว ยายสำรวยกับวรศักดิ์ที่พิการที่จงสว่างพบข้างถนน บ๊วยใบ้ที่ขอมาอยู่กับยายเสงี่ยมและสอนแกทำกับข้าวรสเลิศ หมอโตชิโระและซากุระซังที่จรัสแสงรู้จัก ซินแสคุงพ่อของยี่สุ่นที่หัวใจสลายจากการ “ฆ่า” ของจงสว่าง ฮงลูกที่ตงไม่เคยเห็น ฯลฯ

                   เรื่องเล่าของคนเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับโครงเรื่องหลักนี้กลับกลายเป็นเสน่ห์ให้ชวนติดตาม ทั้งยังให้คนอ่านได้ตระหนักว่า ชีวิตเล็ก ๆ ของคน ๆ หนึ่งนั้น โยงใยกับผู้คนอีกมากมาย และ ชะตากรรมของมนุษย์ที่แท้เกี่ยวพันร้อยกันไปไม่มีที่สุด

นอกจากนี้ เสน่ห์ของเรื่องยังอยู่ที่การเชื่อมโยงเรื่องราวของครอบครัวตงกับบริบทสังคมของไทยและของโลกตลอดเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าชะตากรรมของมนุษย์ที่ดูเหมือนว่ามีเจตจำนงของตนเองนั้น ที่แท้แขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ถูกกระแสลมพัดพาไป และชีวิตของคนต้องเปลี่ยนไปหรือสิ้นสุดลงเพราะญี่ปุ่นบุกเมืองไทย เหมาเจ๋อตุงชนะสงคราม การกบฏของทหารเรือ การล้อมฆ่านักศึกษาในเหตุการณ์หกตุลาคม ๒๕๑๙ ฯลฯ ผ่านเทคนิคของการเล่าผ่านมุมมองของตัวละครที่หลากหลาย การเล่าที่ตัดสลับไปมานั้นทำให้เรื่องเล่ากลายเป็นชิ้นส่วนกระจัดกระจายล่องลอยไปในเวลาและพื้นที่อันไม่สิ้นสุด แม้เมื่ออ่านไปจนจบหน้าสุดท้าย  ผู้อ่านยังคงครุ่นคิดถึงชะตากรรมที่น่าเศร้าของตัวละคร

                   นวนิยายที่ทำให้ผู้อ่านเกิดอาการที่วางไม่ลงนี้หาไม่ง่ายนัก นอกจากเรื่องราวที่สะเทือนอารมณ์แล้ว วีรพร นิติประภายังคงตรึงผู้อ่านได้ด้วยภาษาที่สวยงาม “ในตอนกำลังผุพังนั้นเองที่บัวจะแอบแตกร่างอย่างลับ ๆ เป็นก้านสีชมพูน่ารักเลื้อยเลาะไปในดินที่ซ่อนมิดชิดใต้ผิวน้ำ ที่บัดนี้เปิดเปลือยจากร่มเงาและสะท้อนแดดวาวราวกับแผ่นกระจก ไม่กี่อาทิตย์ต่อมาต้นใหม่ก็จะงอกพ้นน้ำขึ้นมาให้เห็น เป็นปลีใบนิ่มนวล ม้วนเป็นหลอด ค่อย ๆ คลี่กางออกเป็นใบกลม ๆ สีเขียวอ่อนอมส้มจนเต็มผืนนา” (๒๑๔)

                “แต่ตอนนั้นเองที่สายลมระริกระรี้ของฤดูร้อนจากคลองข้างหลังพัดเข้ามาพาระอุอ้าวของวันออกไปทางหน้าร้านและแสงวูบไหวของดวงไฟแกว่งไกวทำให้เขารู้สึกราวกับห้องทั้งห้องกำลังหมุนคว้าง ปลิดปลิว นิ่มนวล ตอนนั้นที่เขาเห็นผมเธอสะบัดเงาระรัวลงบนพื้นไม้ไม่ไกลจากปลายเท้า กับได้กลิ่นที่ตกไกล ๆ โชยมาในกลิ่นหอมประหลาด อ่อนหวานระคนเปรี้ยวคล้ายกลิ่นดอกไม้ป่าที่เคยได้กลิ่นมาก่อนแต่กลับนึกไม่ออกว่าที่ไหน เมื่อไหร่กัน”(๖๙)

                 ภาษาเช่นนี้ทำให้เห็น “งานเขียนแบบผู้หญิง” ที่ละเมียดละไม เก็บรายละเอียดได้กระจ่าง รวมทั้งพาผู้อ่านไปสู่โลกมหัศจรรย์ของภาษาและจินตนาการในแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ “ดวงจันทร์ทะมึนดำลอยบดบังคุ้งน้ำสนธยาซึ่งแตกกระจายหายวับทันที่ที่จิตรไสวขว้างคบไฟใส่ ก่อนฝุ่นยุงนับล้าน ๆ จะบินกลับประกอบร่างเป็นลูกกลม ค่อย ๆ เคลื่อนเลื่อนเข้าหุ้มเรือทั้งลำจนมืดดำกระทั่งจุดตะเกียงก็มองไม่เห็นอะไร” (๑๔๘)

                ความซับซ้อนอีกประการของการเล่าเรื่อง (ที่ชวนให้ผู้อ่านปวดหัว) คือนอกเหนือจากการรับรู้เรื่องราวผ่านตัวละครแต่ละตัวแล้ว ยังมีการเล่าเรื่องผ่านเสียงของ “ยายศรี” หญิงชราร่างเล็ก ผมขาวโพลน ที่เล่าเรื่องครอบครัวของตาทวดตงกับยายทวดเสงี่ยมให้ “ดาว” ที่อายุราวสี่ห้าขวบฟัง

อย่างไรก็ตาม ในตอนท้าย เรื่องกลับพลิกผันให้ผู้อ่านรับรู้ (ความไม่มี) ตัวตนของเสียงเหล่านี้ โดยทั้งหมดเฉลยถึงชื่อเรื่องที่น่าฉงนฉงายของนวนิยาย และนั่นหมายถึงการต้องย้อนกลับไปอ่านเรื่องอีกครั้งหนึ่ง

                 ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกตเคยทำให้ผู้อ่านเคลิบเคลิ้มด้วยภาษาที่งดงามและกลวิธีการเล่าเรื่องที่พาผู้อ่านเลื่อนไหลและจมดิ่งลงไปในจิตเสน่หา แต่ในนวนิยายเรื่องนี้ วีรพร นิติประภากระตุ้นหลากอารมณ์จากการอ่าน กระหายใคร่รู้ หดหู่ ตื่นตา สับสน ที่ทำให้พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำเป็นหนึ่งในนวนิยายที่จะตราตรึงอยู่ในใจนักอ่าน.

 


พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ : วีรพร นิติประภา

สนพ.มติชน



 


 

 


Visitors: 12,735