บทกวี

    

นกร้องเพลง กวีร้องถาม

โดย อะริส ชีรูส

 

หากพิจารณาตามความเคยชิน ฉันทลักษณ์ของร้อยกรองก็แลเหมือนเป็นเพียงมาตราจำกัดจำนวนคำและโครงสร้างพยางค์ของคำที่กำหนดตำแหน่งไว้ในแต่ละวรรค เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นความสอดคล้องกันของระดับเสียงและจังหวะอย่างทั่วพร้อมในตัวบทร้อยกรอง แต่การที่ตัวบทร้อยกรองสักบทหนึ่งจะมีลักษณะเป็นกวีนิพนธ์ได้ ฉันทลักษณ์ของตัวบทร้อยกรองนั้น ๆ จะต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อความหมายและก่อให้เกิดความรู้สึกนึกคิดใหม่ขึ้นภายในจิตใจของผู้อ่านหรือผู้ฟังบทกวีนั้น มันก่อให้เกิดผลด้านการอ่านที่ตรงกันข้ามกับลักษณะทางรูปแบบของบทร้อยกรองที่มีความสั้นกระชับและการสัมผัสกันของถ้อยคำเป็นจังหวะจะโคนทำให้เอื้อต่อการจำให้ขึ้นใจ เพราะความเป็นร้อยกรองของบทกวีบังคับให้ผู้อ่านจำต้องพิจารณาความหมายที่ถูกวางไว้อย่างแยบคายด้วยการอ่านที่เนิบช้า หรือด้วยการย้อนอ่านซ้ำกลับไปกลับมา ในแบบที่การอ่านเอาเรื่องและรสความในลักษณะของการอ่านเรื่องสั้นและนวนิยายไม่สามารถที่จะให้ได้

            รูปแบบยิ่งกระชับเรียบง่าย การอ่านยิ่งต้องใคร่ครวญ ดังเช่นบทกวี “นกร้องเพลง” ของศักดิ์สิริ       มีสมสืบ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือรวมบทกวีเรื่อง คนสอยดาว (2528) ที่จะยกขึ้นพิจารณาต่อไป

บทกวีนี้ตั้งคำถามกับวัฒนธรรมที่พาคนก้าวออกจากความเป็นสัตว์สู่ความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อพิจารณาจากมุมมองของธรรมชาติซึ่งโอบล้อมสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอีกชั้นหนึ่ง วัฒนธรรมของมนุษย์ก็ดูจะเป็นสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นที่เข้าใจและให้คุณค่า แต่มันกลับดูว่างเปล่าไร้เป้าหมายในมุมมองของธรรมชาติ

ความน่าสนใจของบทกวีบทนี้ไม่ได้มาจากความคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยทิศทางของวัฒนธรรมมนุษย์ที่นำไปสู่การทำลายล้างตนเอง แต่มาจากการก่อให้เกิดมุมมองและความรู้สึกถึงความว่างเปล่าของสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นมนุษย์” โดยที่กวีไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำที่มีความหมายเชิงตัดสินคุณค่าใด ๆ เลย กวีเพียงแต่นำเสนอภาพเปรียบเทียบที่ทำให้ผู้อ่านค่อย ๆ พาความคิดและจินตนาการของตนเองในฐานะของ “คน” เข้าไปแทนที่มุมมองของ “นก” ที่กำลังมองกิจกรรมทางวัฒนธรรมของคน

บทกวีที่สั้นกระชับนี้ประกอบด้วยบรรทัดสั้น ๆ จำนวน 21 บรรทัด แต่ละบรรทัดมีความยาวไม่เกิน 3 - 6 คำ และทำหน้าที่สอดประสานกันอย่างแยบคายจนกระทั่งผู้อ่านไม่สามารถแยกความหมายของแต่ละบรรทัดออกพิจารณาได้โดยลำพัง ผู้อ่านจำเป็นจะต้องพิจารณาบทกวีนี้จากต้นจนจบทีละรอบ จึงจะสามารถยกระดับความเข้าใจจากความหมายที่แยกเป็นส่วน ๆ ในแต่ละประโยคไปสู่ความเข้าใจที่พ้นไปจากความหมายในระดับถ้อยคำ ซึ่งจะเห็นได้จากการวิเคราะห์ตัวบทกวีที่แสดงไว้ ดังต่อไปนี้

บทกวีนี้ประกอบด้วยกลุ่มของบรรทัดที่เป็นประโยคสั้น ๆ มีความหมายเชื่อมโยงกันเป็นความแย้งเป็นลำดับกันตั้งแต่บรรทัดที่ 1 – 4 บรรทัดที่ 5 – 8 บรรทัดที่ 9 – 12  และบรรทัดที่ 13 – 18 ในขณะที่บรรทัดที่ 19 – 21 ซึ่งเป็นการสรุปนั้นเป็นการพรรณนาฉากภาพทิ้งท้ายไว้เท่านั้น เหลือช่องว่างในการเติมเต็มความหมายเชิงตัดสินคุณค่าตามทัศนะของผู้อ่านเอง

            ในวรรคแรกที่ประกอบด้วย 4 บรรทัดนั้น สองบรรทัดแรกแสดงให้เห็นความเหมือนกันระหว่างนกและคน คือการ “ร้องเพลง” ในขณะที่บรรทัดที่สามและสี่แสดงให้เห็นความแตกต่างกันระหว่างคนและนก วรรคสอง (บ. 5 – 8) วรรคสาม (บ. 9 – 12) และวรรคสี่ (บ. 13 – 18) ถ้าเราพิจารณาในภาพรวมก็จะเห็นได้ว่ามีแต่คนเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงจากสภาพธรรมชาติไปสู่การมีวัฒนธรรม ได้แก่ การสร้างดนตรี การนุ่งผ้า การใช้อาวุธปืน และการทำสงคราม ในขณะที่วิถีของนกยังคงดำเนินไปเช่นเดิมตามธรรมชาติ

            ปัญหาการทำสงครามเข่นฆ่ากันระหว่างมนุษย์เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกนำเสนอไว้ในวรรคสี่ต่อเนื่องถึงวรรคห้า เราจะเห็นว่าการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างมนุษย์คลี่คลายขยายความรุนแรงขึ้นจากการทุบต่อยมาสู่การใช้อาวุธร้ายแรงด้วยการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ (=สงคราม) ในขณะที่เหล่านกซึ่งขัดแย้งกันยังคงต่อสู้จิกตีโดยไม่เพิ่มความรุนแรงต่อกัน

            การแสดงสภาวะตามธรรมชาติ (นก) สลับกับสภาวะที่เปลี่ยนไปจากธรรมชาติสู่ความมีวัฒนธรรม (คน) ทำให้ภาพที่กวีพรรณนาในสามบรรทัดสุดท้ายของบทกวีก่อเกิดความหมายที่ลึกซึ้ง

         รูปปั้นวีรบุรุษสงคราม

         นกน้อยเกาะอยู่บนไหล่

         มองดูนักรบสวนสนาม.

ประติมากรรมของวีรบุรุษสงครามเป็นตัวแทนของการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมของมนุษย์ที่นอกจากจะสร้างมโนทัศน์เกี่ยวกับสงครามและความกล้าหาญในการทำสงครามขึ้นแล้ว ยังสร้างสำนึกภาคภูมิใจและหลงใหลในความสร้างสรรค์ของตนเองอีกด้วย แต่สำหรับนกแล้วมันก็ทำหน้าที่เป็นเพียงคอนให้เกาะในลักษณะที่ไม่แตกต่างไปจากก้อนหินหรือกิ่งไม้เท่าใดนัก ดังนั้นทั้งประติมากรรมที่เป็นเครื่องหมายแห่งวีรกรรมของนักรบที่ล่วงลับไปแล้วและการเฉลิมฉลองของนักรบที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น (=สวนสนาม) ก็ดูว่างเปล่าไร้ความหมายเมื่อเรา “มองดู” ภาพนั้นด้วยสายตาของนกที่กำลังยืนเกาะอยู่ก้อนหินหรือก้อนโลหะที่ไร้ชีวิตอยู่

            หากเราจบการพิจารณาบทกวีบทนี้แต่เพียงการค้นพบจุดยืนสนับสนุนสันติภาพ/คัดค้านสงคราม ก็จะทำให้ความหมายอีกชั้นหนึ่งของบทกวีถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย กล่าวคือ ความหมายที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์อันได้แก่ความสามารถในการพิเคราะห์และใคร่ครวญด้วยเหตุผล ผ่านการทบทวนและวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่ผ่านไปของตนเอง หรือผ่านการสรุปบทเรียนจากการพิจารณาการกระทำของผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการที่มนุษย์มีสำนึกเชิงประวัติศาสตร์ หรือการสามารถลำดับความเป็นมาของตนเองและสังคมในลักษณะของอดีต ปัจจุบัน อนาคต และมีความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์-ตัดสินคุณค่า เพื่อนำพาตนเองออกจากภาวะที่เป็นอยู่ไปสู่ภาวะใหม่ที่ตนเห็นว่าดีกว่าเก่าในระยะยาว ในขณะที่สัตว์ประเภทอื่นเพียงแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าตนเท่านั้น

            สิ่งที่บทกวี “นกร้องเพลง” นำเสนอจึงไม่ใช่ว่ามนุษย์เขลากว่าสัตว์ แต่เป็นการตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดมนุษย์ที่มีความสามารถเชิงสร้างสรรค์จึงไม่ทบทวนถึงความว่างเปล่าไร้จุดหมายของสิ่งที่ตนเองสร้างสรรค์ ว่าการสร้างสรรค์ของตนนำไปสู่ความงอกงามอย่างแท้จริงหรือไม่อย่างไร

            ศักดิ์สิริ มีสมสืบ แสดงให้เห็นในบทกวีชิ้นนี้ว่าการคิดทบทวนถึงความหมายที่แท้จริงของสิ่งเล็ก ๆ ที่เราทุกคนประสบพบเห็นและกระทำอยู่เป็นประจำอย่างคุ้นชินจนด้านชา อาจนำไปสู่การใคร่ครวญที่ลึกซึ้งได้ ยกตัวอย่างเช่น เสียงนกร้อง ภาพนกจิกตีกัน หรือภาพนกกำลังเกาะรูปปั้น เมื่อถูกกรองออกมาผ่านมุมมองที่เข้มข้นด้วยการพินิจพิจารณาของกวี ก็สามารถก่อให้เกิดความหมายหรือความรู้สึกนึกคิดที่แปลกใหม่ขึ้นในจิตใจของผู้อ่านบทกวีได้

            ความง่ายงามของบทกวีมีลักษณะเช่นนั้น เหมือนเสียงนกร้องเพลง เสียงของบทกวีที่ชัดใสนั้นดังเข้าไปถึงจิตวิญญาณของเราได้ ถ้าเราตั้งใจฟัง

 

จากโจทย์  นกร้องเพลง : ศักดิ์สิริ  มีสมสืบ

 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



ความเห็นของคณะกรรมการ

ผู้วิจารณ์มีความเป็นนักวิชาการทางวรรณกรรม 

สามารถแยกแยะวิพากษ์การใช้ถ้อยคำสื่อความหมายของกวีได้อย่างละเอียดละออ

มีวิธีการนำเสนอที่ชัดเจน นำไปสู่คำสรุปอย่างมีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ.

 

 

 


  

 

วิจารณ์บทกวี “พิราบกับอสรพิษ”

โดย โฆษิต  มโนมัยอุดม

 

 เห็นเพียงชื่อบทกวี “พิราบกับอสรพิษ” ที่ร่ายรจนาโดย เจ้าของฉายากวีรัตนโกสินทร์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กับตำแหน่ง กวีรางวัลซีไรต์ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ และ ศิลปินแหง่ชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ ก็อย่าด่วนคิดตีขลุมทึกทักเอาว่า บทกวีชิ้นนี้คงมีเนื้อหาว่าด้วยเหยื่อกับนักล่า ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้อ่อนแออ่อนด้อยกว่าด้วยพละกำลัง เขี้ยวเล็บ และชั้นเชิงการต่อสู้ กับอีกฝ่ายผู้เป็นนักล่า ซึ่งแข็งแกร่ง ปราดเปรียว ว่องไวกว่า ทุกประตู แถมยังเป็นผู้มีพิษร้ายในตัวตน หากฝ่ายแรกพลั้งพลาด โดนคมเขี้ยวของอสรพิษแม้เพียงถากเฉียดเพียงน้อยนิด หรือแค่รอยสะกิดข่วนก็ตาม พิษร้ายก็อาจแล่นเข้าสู่ร่างกายเหยื่อผู้นั้น จนทำ ให้ต้องจบชีวิตหมดลมหายใจลงอย่างน่าอเนจอนาถยิ่งนัก    

หามิได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ก็คงไม่สมกับที่เป็นบทกวีจากปลายปากกาและมันสมองของกวีรัตนโกสินทร์ผู้นี้ไม่  แต่บทกวี “พิราบกับอสรพิษ” มีบริบทแวดล้อม ที่หยั่งลึกลงไปกว่าถ้อยคำพื้นผิว ในขณะที่เบี้องต้น ระดับพื้นผิว เนื้อหาของบทกวีว่าด้วยนกน้อยกับงูร้าย ซึ่งนอกจากตัวละครเอกทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังมีสรรพสัตว์อื่นเข้ามาให้เหตุการณ์ด้วย อาทิ แลน ตะกวด และเค้าแมว

 

ซึ่งเมื่อตริตรองพินิจพิจารณาดูก็ดูเหมือนว่าฉากวิบากกรรมชีวิตของเจ้านกผู้อ่อนด้อย เป็นไปตามธรรมดาความเป็นจริงสัจจะในธรรมชาติที่สมจริง เพราะในโศกนาฏกรรมสลดแห่งการต่อสู้และความตายในป่าดงพงพีเช่นนั้น เป็นไปมิได้ที่จะมีเพียงเหยื่อและผู้ล่า หลายครั้งเท่าที่เคยพบเห็นในภาพยนตร์สารคดีชีวิตสัตว์โลกในพงไพร ก็มีบ่อยครั้งที่สัตว์อื่นอันเป็น “มือที่สาม” ดอดเข้ามาคว้าพุงเพรียว ๆ ไปกินแทนนักล่า ผู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ   นั่นคือ เนื้อหาเบื้องผิวของบทกวี “พิราบกับอสรพิษ”     

 

ในเบี้องลึกของ บทกวี “พิราบกับอสรพิษ” กวีรัตนโกสินทร์ได้ใช้ชั้นเชิงในการดำเนินร่ายรจนาไป ด้วยกลวิธีเล่าเรื่องแบบ “อุปมานิทัศน์” หรือ allegory (ผู้วิจารณ์ขออิงแอบคำฮิตของท่านคณะกรรมการ รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ครั้งล่าสุดที่เพิ่งประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับรางวัล หมาด ๆ ไปเพียงไม่กี่เพลาที่ผ่านมานี้) ทั้งนี้ โดยบทกวี “พิราบกับอสรพิษ” เป็นดุจดั่งนิทานอุทาหรณ์ หรือ นิทานคติธรรม ที่ตั้งใจหรือจงใจแต่งขึ้นเพื่อให้ข้อคิดคำสอนแก่ผู้อ่านได้ตอนท้ายอีกคำรบหนึ่ง หากผู้อ่านมี วิจารณญาณพอที่จะคิดได้ พิราบผู้อ่อนด้อย น่าจะหมายถึงประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง ผู้ไร้หนทางต่อสู้

 

เพราะท่านกวีได้ใช้คำว่าฝงูนก หาได้หมายถึงนกตัวเดียวไม่ ส่วนอสรพิษ น่าจะหมายถึงฝ่ายที่ตั้งใจ จงใจจ้องหมายจะทำร้ายสร้างภยันตรายให้แก่เหล่าประชาชน ใครหรือฝ่ายใดกันหนอที่ชอบจัดฉากและหลบฉากยามต้องซ่อนเร้นความชั่วร้ายที่ฝ่ายตนกระทำขึ้น แถมยังมี แลน และ ตะกวด ดังที่ร่ายรจนาในบทที่ ๔ ที่ว่า “แลนเรียง ตะกวดเรียง เข้าล้อมนกเข้าล่านก” โดยความนัยเชิงเปรียบเทียบ และคติความเชื่อไทย ๆ แต่โบราณ  แลน และ ตะกวด เป็นสัตว์ที่ถือว่าต่ำทราม ถึงขนาดอาจนำโชคเคราะห์มาสู่หากพวกมันเยี่ยมเยือนบ้านเรือน หรือถิ่นฐานของผู้ใด

 

สัตว์สองประเภทนี้ในบทกวี “พิราบกับอสรพิษ” นี้จึงน่าจะหมายถึงสมุนหรือพลพรรค ของฝ่ายอสรพิษที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายประชาชน ซึ่งพบเห็นได้เสมอ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีพวก “นายว่า ขี้ข้าพลอย” คอยสมทบ ลงดาบซ้ำหรือช่วยล้อมล่าพิราบน้อย  แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ยังไม่เท่ากับบทที่ ๕ อันถือว่าเป็นบทเด็ด ที่กวีรัตนโกสินทร์เอ่ยอิงถึง เค้าแมว เจ้านกที่เป็นสัญลักษณ์ของความฉลาดปราดเปรื่อง อันน่าจะเปรียบเปรยไปถึงเหล่าปัญญาชนนั่นเอง

 

แล้วเจ้าเค้าแมว ในบทกวี “พิราบกับอสรพิษ” นี้ได้กระทำการใด สมกับที่เป็นผู้เลิศล้ำด้วยปัญญาก็หาไม่นอกจากจะ “ค่อยผงกหัวผงก” และอย่างมากก็แค่เปล่งเสียงว่า “นรก นี่คือนรก” เท่านั้นไม่หนำใจ กวียังตามท้ายบทที่ ๕ นี้ด้วยว่า “อย่ารุนแรงหยุดรุนแรง” มันเจ็บแปลบกระดองใจยิ่งนัก ฝ่ายประชาชนโดนทำร้ายเข่นฆ่า หลาย ๆ ครั้งที่เราท่านได้ยินเสียง ก่นด่าว่า “อย่ารุนแรงหยุดรุนแรง” ราวกับว่าฝ่ายประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของผู้ก่อเหตุสร้างความรุนแรง ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำรุนแรงต่างหาก    

 

กวีมิจำเป็นต้องร่ายรจนา เราท่านก็สามารถประหวัดจิตคิดคำนึงได้ชัดเจน ว่าเหตุใด เค้าแมวจึงไม่เอ่ยว่า “อสรพิษจงหยุดรุนแรงกับพิราบ” เหตุใดนั่นหรือ  ก็เพราะเป็นดั่งที่กวีได้ร่ายไว้ต้นบทที่ ๕ ว่า “เค้าแมวคือเค้าแมว” นั่นแล มันก็เป็นได้เพียงเค้าแมวหาใช่ส่วนหนึ่งของพิราบ หรือส่วนหนึ่งของประชาชนไม่   

 

หลายท่านอาจสงสัย หรือคิดเห็นแย้งกับผู้วิจารณ์ ว่าจริงหรือที่ตีความกวีร่ายรจนานั้น ผู้วิจารณ์คิดไปเองหรือเปล่า ในเมื่อกวีมิได้เล่าแจ้งดังนั้นสักหน่อย   ช้าก่อนกุมารากุมารีทั้งหลาย...จงพินิจปัจฉิมบทของบทกวี “พิราบกับอสรพิษ” อีกครั้ง  คราวท่านกวีรัตนโกสินทร์ได้รจนาไว้ในบทที่ ๖ ว่า “นิทานคือนิทาน ย่อมแสดงสิ่งไม่แสดง” ชัดแจ้งโดยมิต้องแจ้งไหมครับ      หากใครคิดแย้ง กวีก็เอ่ยไว้ว่า “เชิญแถลงสิเชิญแถลง ว่าเรื่องจริงนี้ ไม่จริง!”  ผู้วิจารณ์อ่านบทกวี “พิราบกับอสรพิษ” ชิ้นนี้ของกวีรัตนโกสินทร์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ จบลง 

 

พลางครุ่นคิด อยากให้ท่านยุรย่างเยื้องกายมาเคียงใกล้ เพื่อจะได้มีโอกาสก้มลงกราบแทบบาทาท่านสักครา เหตุเนื่องเพราะมีใครกล้าเอ่ยอ้างบ้างว่า “เรื่องจริงนี้ ไม่จริง!”  

 

 จากโจทย์  พิราบกับอสรพิษ : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

 

ความเห็นของคณะกรรมการ

ผู้วิจารณ์ใช้ลีลาการเขียนแบบคอลัมนิสต์วิเคราะห์และอธิบายตัวบทด้วยลีลาสบาย ๆ แม้ไม่แจกแจงแบบนักวิชาการแต่ก็สามารถทำให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาของการวิจารณ์ได้.

 

 


 

พิราบกับอสรพิษ ตัวตนที่ไม่อาจเปิดเผยได้ 

โดย คมสัน  วิเศษธร

 

 

 

ด้วยข้อจำกัดที่งานเขียนวรรณกรรมไม่สามารถแสดงเจตนาทางการเมืองตรง ๆ แบบงานเขียน เรียงความ หรืองานเขียนสารคดีได้ จึงเป็นที่มาของนักเขียนที่นิยมใช้สัญลักษณ์ในการกล่าวถึงหรือเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น บทกวีเรื่อง พิราบกับอสรพิษ ของกวีซีไรต์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

แต่น่าคิดว่า การใช้สัญลักษณ์นั้น ไม่อาจอธิบายหรือขยายความในรายละเอียดได้ เช่น 

 

งูพิษคืออสรพิษ 

ย่อมฤทธิ์มากย่อมร้ายมาก

จัดฉากและหลบฉาก 

ขย้ำกลืน ขยอกกลืน

 

งูพิษในบทกวีนี้หมายถึงผู้ใด แน่นอน ย่อมเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ แต่ด้วยข้อจำกัดของการพูดถึงความขัดแย้งดังที่กล่าวข้างต้น นักเขียนจึงใช้สัญลักษณ์งูพิษ แทนกลุ่มบุคคลหนึ่งซึ่งนักเขียนเห็นว่า มีความน่ากลัวที่คอยเฝ้าทำร้ายบุคคลที่อ่อนแอกว่านั่นคือ ฝูงนกและลูกนก กล่าวได้ว่า งูพิษ อาจหมายถึงผู้ที่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งอำนาจในฝ่ายรัฐบาลหรืออำนาจของฝ่ายอื่น ๆ และลูกนกกับฝูงนก ย่อมเป็นประชาชนคนธรรมดาที่ไม่สามารถทำอะไรได้

 

ฝูงนกและลูกนก ก็ตกตื่น ก็แตกตื่น ขัดขืนก็สุดขืน กับเขี้ยวงูและพิษงู  ภาพการใช้สัญลักษณ์ ระหว่างงูพิษกับฝูงนกและลูกนก ฝ่ายหนึ่งมีพลังอำนาจ คอยรังแก อีกฝ่ายปกป้องตัวเองไม่ได้ ขัดขืนก็ไม่ได้ ตกเป็นฝ่ายที่ด้อยกว่า ต่ำกว่า อันอาจสะท้อนถึงผู้บริหารบ้านเมืองทำร้ายประชาชนคนธรรมดา หรือผู้ที่มีอำนาจเถื่อนกำลังใช้อาวุธทำร้ายประชาชนตาดำดำ หรือความขัดแย้งระหว่างผู้มีอำนาจ กำลังชักลากประชาชนเข้าไปย่ำยีกันเองก็ไม่ทราบได้

 

ข้อดีของบทกวีที่ใช้สัญลักษณ์พูดถึงเรื่องราวความขัดแย้งใด ๆ ทางการเมืองก็คือ สามารถ ครอบคลุมหรือหมายถึงบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้อย่างไม่ชี้ชัดนั่นจึงทำให้ผู้เขียนปลอดภัยทางการเมือง แต่ในฐานะคนอ่านผู้ตีความสารจากบทกวีข้างต้น ก็สามารถตีความได้อย่างหลากหลาย ไม่อาจฟันธงชี้เป้าไปยังผู้ใดอย่างมั่นใจเต็มร้อย

 

แต่ที่แน่ชัดในการตีความคือ นกพิราบ เพราะนกพิราบกับฝูงพิราบ รวมกลุ่มสู้เข้าต่อสู้บินพรูกัน พร้อมพรู ร่วมส่งเสียง ประสานเสียง การส่งเสียง ประสานเสียง คือความหมายและหน้าที่ของสื่อมวลชน ผู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงป่าวประกาศให้ประชาชนรู้ความจริงที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และในการทำ หน้าที่ของสื่อมวลชน ต้องรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่อาจเลือกข้าง ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ชื่นชอบได้

 

จะเห็นได้ว่า การแสดงจุดยืนทางการเมืองว่าเป็นฝ่ายใด ชอบสีไหน ทั้งในงานวรรณกรรมและในอาชีพสื่อมวลชนก็ไม่อาจเปิดเผยพูดตรง ๆ ได้ เพราะเกรงจะเป็นการชี้นำประชาชนไปใน ทิศทางใดทางหนึ่ง และอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งถ้าหากเปิดเผยแสดงตัวตนท่ามกลางคนที่ไม่เห็นด้วย 

 

นั่นก็สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนคนไทยในยุคสมัยที่บทกวีนี้กำเนิดขึ้น ยังไม่พร้อมจะยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ยังไม่สามารถเปิดใจยอมรับความหลากหลายทางจุดยืนหรือทัศนคติที่ไม่ตรงกันได้ และสะท้อนว่าคนไทยยังติดพันในห้วงอารมณ์ความรู้สึก ไม่อาจก้าวข้ามมาติดพันการใช้เหตุผลได้

 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การใช้สัญลักษณ์งูพิษและฝูงนกแทนคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น ในความเป็นจริง ยังมีแง่มุมอื่นที่ไม่อาจสะท้อนในสัญลักษณ์นั้นได้ เช่น ฝูงนกที่แทนประชาชน ไม่ได้หมายความแค่ว่าประชาชนต้องด้อยกว่า ยังมีประชาชนที่เท่าทันและชาญฉลาดกว่างูพิษก็มีประชาชนที่พร้อมจะเป็นผู้นำ เป็นผู้ทรงความรู้แต่ไม่ได้แสดงตัว ไม่ได้มีบทบาทอยู่ในเรื่องราวแห่งนิทานนี้

 

เช่นเดียวกับงูพิษก็เช่นกัน ไม่ใช่เพียงหมายถึงบุคคลผู้คอยกลั่นแกล้งเอาเปรียบคนอื่นอย่างเดียว แต่ยังมีแง่มุมดี ๆ ที่อาจคอยช่วยเหลือคนอื่นที่ไม่ได้เปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ก็ได้ อันชวนให้คิดต่อไปว่า ทั้งงูพิษและฝูงนกก็เป็นสัญลักษณ์ใช้แทนคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในนามของสิ่งที่เรียกว่าคน ย่อมมีทั้งแง่มุมที่ดีและไม่ดี สวยและไม่สวยผสมปนเปเสมอ 

 

นิทานเรื่องนี้พิราบกับอสรพิษ จงึเป็นเพียงการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากมุมมองและการตีความของผู้เขียน ซึ่งเป็นการประทับตราหรือใช้สัญลักษณ์แปะทับให้ตัวละครต่าง ๆ ทั้งงูพิษ ฝูงนกกับลูกนก นกพิราบ ตะกวด เค้าแมว ทุกอย่างเป็นส่วนผสมให้เรื่องสมบูรณ์ออกรสยิ่งขึ้น แต่เมื่อถอยออกมาไตร่ตรองความจริง ก็จะพบว่า เรื่องราว พิราบกับอสรพิษ เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งที่สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อันยังมีหลากหลายมิติให้เมียงมอง เรื่องราวความขัดแย้งทางการเมือง การเอารัดเอาเปรียบระหว่างชนชั้น ฯลฯ ล้วนต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้วตีความและครุ่นคิดอย่างเข้าใจอย่างลึกซึ้งรอบด้าน  

 

ถึงกระนั้น พิราบกับอสรพิษ ก็ทำหน้าที่บันทึกความเป็นจริงของสังคมในขณะนั้นว่า คนไทยกำลัง เผชิญความขัดแย้ง ความแตกต่างทางความคิดอย่างใหญ่หลวง และยังมีสภาพไม่พร้อมจะปรับเปลี่ยนและเปิดใจยอมรับความแตกต่างได้ จึงไม่อาจแสดงจุดยืนทางความคิดและตัวตนได้ และผู้เขียนก็เชื่อว่า ใกล้ถึงจุดที่ประชาชนชาวไทยจะหันมาร่วมถกขบคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังแล้ว ดังคำกวีบทสุดท้ายที่ว่า นิทาน คือนิทาน ย่อมแสดงสิ่งไม่แสดง เชิญแถลงสิเชิญแถลง ว่าเรื่องจริงนี้ไม่จริง!

 

จากโจทย์  พิราบกับอสรพิษ : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

 

ความเห็นของคณะกรรมการ 

ผู้วิจารณ์เข้าใจสัญลักษณ์ของผู้เขียนตามค่านิยมเดิมๆ เป็นอย่างดี

แต่ประสงค์จะแสดงความเห็นต่างว่าสัญลักษณ์ทั้งหลายที่แสดงนั้น 

อาจไม่เป็นตามนั้นก็เป็นได้  เป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ของการใช้สัญลักษณ์ .

 

 

 


 

 

 

กับดักแม่นกนางแอ่น

โดย  เธียรชัย อิศรเดช

 

            

            แม้ว่าจะจับต้องไม่ได้ สายรุ้งก็งามตาและเวียนมาปรากฏเมื่อถึงเวลาที่จะปรากฏ จะกล่าวว่าไม่มีตัวตนก็กล่าวได้  จะกล่าวว่ามีตัวตนก็กล่าวได้  แต่จะกล่าวว่าไม่มีตัวตนก็กล่าวไม่ได้ จะกล่าวว่ามีตัวตนก็กล่าวไม่ได้

 

            ขณะที่คลื่นทะเลไม่เคยหยุดซัดฟัดฝั่ง กระทำซ้ำกิจอยู่อย่างนั้น ประหนึ่งว่าทนทุกขเวทนามาแสนสาหัส จึงต้องตีอกชกตัวเวียนย้ำอยู่ไม่รู้สิ้นสุด ค่าที่น้ำตามนุษย์แต่ละยุคสมัยได้มาร้องร่ำไห้ และถ่ายทอดความหลังอันขมขื่นไว้ให้แก่ฝั่งทะเล เติมแต่ละเรื่องราวแห่งความทุกข์ของสรรพสัตว์  ที่ล้วนแต่ก็เวียนว่ายในห้วงสังสารวัฎ แม้จะต่างรูปแต่ก็จิตเดิม จนทำให้น้ำทะเลเค็มข้นไปด้วยเรื่องราวนับหมื่นล้านพันปีที่ซ้ำวน

 

            กวีผู้มองเห็นโลกธาตุร่ำไห้จากหัวใจทิพย์ หยิบเรื่องราวจากสรรพชีวิตมาวาดสีไว้บนผืนบรรณภพ เสมือนรุ้งงามที่พร้อมจะเลือนหายไปเมื่อแต่ละหัวใจได้อ่านจบ เพียงน้อยนาทีที่ได้สัมผัสทิพยวรรณศิลป์ รุ้งงามก็ปรากฏ จากนั้นสายฝนไม่รู้กี่สายก็ร่วงพรู สาดกระทบดินเสมือนคลื่นที่เกิดขึ้นแล้วก็จะไม่รู้วันเวลาที่จะหยุดน้ำตาที่จะไหลอาบหัวใจนั้นเวียนย้ำอยู่อย่างนั้นไม่มีสิ้นมีสุด

            ทิพยกวีได้กระทำต่อใจคน ประหนึ่งเทพเจ้าผู้ไม่ปรานีต่อแต่ละหัวใจอันวูบไหวและบอบบาง เพียงเพื่อให้ได้ลองรู้ ลองเห็นสัจธรรมในวงกรรมอันเจ็บปวด จึงเล่าเรื่องนกนางแอ่นน้อยผู้โดดเดี่ยวหากแต่มุ่งมั่นที่จะตามหาความจริงแห่งความรัก

            ความเยาว์วัยนั้นมิอาจล่วงรู้ว่าการรู้นั้นเจ็บร้าวยิ่งกว่าความไม่รู้ แต่ด้วยแรงโหยที่ค้างคาใจก็ผลักให้ปีกบางนั้นลองบินฝ่าสายลมเสาะค้นหาคำตอบซึ่ง ไม่มีรักใดในสรรพชีวิตที่จะไม่มีปลายทางที่ทะเลน้ำตา แม้แต่ความรักของแม่ที่บริสุทธิ์งามสูงสุดเหนืออนันตจักรวาล ก็ได้สร้างสายธารน้ำตาให้ไหลลงมารวมกันที่จุดต่ำสุดของโลกแล้วซัดฟัดฝั่งร่ำไห้อยู่อย่างนั้นไม่รู้จบ

            ทิพยกวีได้เปิดโลกธรรมสามัญให้เห็นแจ้งเหนือภพชาติผ่านแต่ละวรรณภาษา ที่เป็นเหมือนทะเลคำที่บรรจุความไว้ไม่รู้สิ้น ชนใดได้ภาษางามไว้กลืนกินก็จะได้เข้าสู่โลกแห่งทิพยธรรมอันเหนือประมาณนั้น และได้เห็นธรรมในความเวิ้งว้างว่ายวนด้นเวียนด้วยดวงวิญญาณ ที่มีเพียงความรู้แจ้งเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องเปลื้องพันธนาการ

 

            เสมือนสายรุ้งที่งามตาและลวงตา "แม่นกนางแอ่น" เป็นงานร้อยแก้วของอังคาร กัลยาณพงศ์ ที่บางคนว่าเป็นเรื่องสั้น บางคนว่าเป็นกวีนิพนธ์ในรูปร้อยแก้ว เล่าเรื่องลูกนกนางแอ่นที่ออกจากเปลือกไข่มาท้ายฤดู จึงต้องเห็นโลกอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง หาเพียงแมลงที่ต้องน้ำค้างบินตกมาในรวงรังประทังชีวิต จนพอปีกกล้าจึงบินไปถามสายรุ้งและเกลียวคลื่นว่าแม่ที่เคยคาบเหยื่อมาป้อนนั้นไปอยู่เสียที่ไหน ?

            "แม่นกนางแอ่น" ได้เปลื้องพันธนาการจากรูปฉันทลักษณ์ หรือแม้แต่การเรียงบรรทัดเขียนอย่างบทกวีให้เป็นย่อหน้าอย่างเรื่องสั้น ท้าทายการถามหาทิพยรสแห่งบทกวีว่าจะยังปรากฏอยู่หรือไม่ ? หากรูปในการเขียนไม่ตรงแบบ งานนี้จะยังเป็นกวีนิพนธ์ไหม ?  ในทางกลับกัน งานใด ๆ ที่แน่นด้วยฉันทลักษณ์แต่เนื้อในไม่ถึงงานนั้นจะยังคงเรียกว่าบทกวีหรือกวีนิพนธ์ไหม ?  รูปแบบที่สร้างขึ้นทั้งหมดท้าทายต่อคำถามว่ากวีนิพนธ์คืออะไร ?

            กวีได้สร้างเรื่องเล่าที่วางข้อขัดเชิงเป็นความจริงไว้ในเรื่องธรรมชาติของนกนามนี้ ยั่วยุความไม่เชื่อ ยั่วยุให้ฐานใจที่ต้องชนักในหลักการเชิงประจักษ์  ผุดลุกผุดนั่งระหว่างการรินรสกวีหนึ่งหน้ากระดาษในรูปร้อยแก้วนี้ 

 

            "นกนางแอ่นเป็นนกที่บินเก็บกินแมลงในอากาศ กริยาคาบหอยชายหาดแล้วทิ้งให้แตก เป็นกริยาของนกนางนวลไม่ใช่นกนางแอ่นมากกว่า"  ข้อมูลความจริงผุดค้านระหว่างอ่านงานร้อยแก้ว เรื่อง "แม่นกนางแอ่น" ของอังคาร กัลยาณพงศ์ไปได้ค่อนเรื่อง

            งานชิ้นนี้บางคนว่าเป็นเรื่องสั้นเพียงเรื่องเดียวของท่าน แต่บางคนก็ว่า หากจัดเข้าหมวดเรื่องสั้นอย่างที่คนอื่นเขาเขียน ๆ กัน ก็นับว่าเป็นเรื่องสั้นที่ประหลาดในรูปแบบ ค่าที่เขียนด้วยสำนวนอย่างกวีนิพนธ์ ควรจัดเป็นกวีนิพนธ์ร้อยแก้วมากกว่า

           

            ชุดความคิดที่ผุดถามจากการสะดุดกับดักแต่ละจุด ตีซัดใจผู้อ่านให้ย้อนกลับมามองใจซ้ำไปซ้ำมา ดั่งคลื่นที่ซัดแล้วสาดแล้วลากกวาดลงกลับไปที่เก่าแล้วซัดขึ้นมาใหม่ แล้วกวาดกลับไปใหม่จนหัวใจบางบาดทราย

            ทรายที่บาดนั้นได้ขัดเกลาใจให้จำนนต่อกวีนิพนธ์ว่า  งานชิ้นนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงการเสนอทิพยรสขื่นยิ่งกว่ายาขม ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเปิดโลกธาตุธรรมอันเวิ้งว้างให้สายตาอันจำกัดนั้นได้พอแลเห็น หรือไม่ได้เพียงตั้งคำถามไม่รู้จบจากเรื่องราวแห่งความรักในสังสารวัฎ  หากแต่ได้ทำหน้าที่พิเศษคือการเป็นกระจกส่องใจ

            กระจกนี้มีรูปเป็นร้อยแก้ว มีการเรียงเรื่องที่มีกับดัก ทิ้งระเบิดความคิดที่ข้องขัดในโลกเหตุและผล เพื่อส่องให้เห็นตะกอนขุ่นในต่างหลักการ ที่นอนก้นในแต่ละใจ

            ในฐานะผู้อ่านที่ติดรูปลักษณ์ "แม่นกนางแอ่น" ได้ชวนท่องไปพร้อม ๆ กับกวนคำให้ว่ายวนมาตั้งคำถามอันควรถามจากโลกความเป็นเหตุเป็นผลอยู่เป็นระยะ ๆ  ในฐานะผู้อ่านที่ตื้นเขินได้เกิดคำถามว่า นกนางแอ่นคาบเหินไปใช่วิสัยนกชนิดนี้หรือ ? อาหารของนกนางแอ่นใช่หรือที่คือเนื้อหอย ? หรือเป็นเรื่องการผิดคำระหว่างนกนางแอ่นกับนกนางนวล ? ฯลฯ

            คำถามส่วนตัวเหล่านี้  ส่องให้เห็นถึงการติดกับดักในการสอบสวนจากโลกทัศน์สิ่งประจักษ์ ใจที่วิ่งไปมาระหว่างโลกทิพย์และโลกธาตุ บาดเนื้อใจให้แสบระคาย 

            จนเมื่อถึงที่สุดของรสเรื่องอันเป็นทิพย์ที่ไร้รูป อันข้ามผ่านรูปแบบแห่งร้อยแก้วไปได้แล้วนั้น ม่านใจที่โง่เขลาก็ถูกกระชากออกมาด้วยมือตน ย้อนวนกลับมาหันหน้ามองตัวแล้วตั้งคำถามกลับว่า ก็มิใช่การยอมรับได้แต่บรรทัดแรกดอกหรือ  ที่เราผู้อ่านยอมรับเรื่องราวนี้ว่าเป็นเรื่องราวในโลกทิพย์ เหตุใดที่ตั้งต้นอ่านด้วยการยอมรับได้  แล้วเหตุใดจึงยอมให้ใจถูกกระชากมาตั้งคำถามตามขุ่นความคิดลอยวนหลังการกวนคำ เรียงคำและเลือกคำที่เป็นกับดักท้าใจ

            ก็เมื่อแรกที่ลูกนกสนทนากับสายรุ้งและรำพึงกับตนเองด้วยความคิดจิตใจเยี่ยงมนุษย์ งานชิ้นนี้ก็ได้วาดให้เห็นภาพของดวงดาวและสายรุ้งที่งามกว่าที่ตาธรรมดามองเห็นแล้วตั้งแต่ต้นมิใช่หรือ ?   กวีได้เปลี่ยนตนเองเป็นจิตรกรแล้วเขียนจินตภาพเหล่านั้นด้วยถ้อยคำแล้วใช่หรือไม่ ?

            ก็แล้วแต่ผืนผ้าใจของผู้อ่านคนใดที่แน่นตึงและขึงรอ คำถามจากสองฟากละเลงสงครามการใช้เหตุผลภายในอย่างบ้าคลั่งเหมือนคลื่นในเรื่อง จนเมื่อความสะเทือนใจเคลื่อนมาถึง กับดักของโลกเหตุผลอีกฟากหนึ่งก็ปิดฉาก  เกิดการทบทวนใจใคร่รู้ว่า จิตยังไม่นิ่งและไม่เป็นอิสระจากปุถุธรรมชีวิต..จิตยังไม่ถึงซึ่งทิพยธรรมใช่ไหมที่กวนใจให้ติดกับดักเหล่านั้น ?

 

            อีกกี่อสงไขยกันจึงจะข้ามพ้นรูปธรรมและได้เห็นนามทิพย์อันกระจ่างแจ้ง อีกกี่กัปกัลป์จึงจะข้ามพ้นผิวความระทมและถึงซึ่งผลึกธรรมอันหนักแน่น 

 

            เมื่อคิดได้น้ำตาบาง ๆ ก็รินไหลอยู่ในใจไม่รู้จบ เวียนย้อนอยู่อย่างนั้นเหมือนมิมีที่สิ้นสุด ซัดฝั่งแล้วลากลงแล้วซัดใหม่ เหมือนจิตที่ตกนรกแล้วเวียนซ้ำสับหัวตัวเองซ้ำจนเลือดอาบไหล สิ้นใจทิ้งซากรูปไว้แล้วฟื้นลุกขึ้นมานั่งสับใหม่อยู่อย่างนั้นร่ำไป...อนิจจา

 

 จากโจทย์   “แม่นกนางแอ่น” : อังคาร กัลยาณพงศ์

  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

 

ความเห็นของคณะกรรมการ

ผู้วิจารณ์เป็นกวีเอง และใช้ความเป็นกวีผ่านภาษากวีอธิบายการเข้าถึงตัวบทได้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง  อธิบายการติดกับของตัวเองในการวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจน  รวมถึงกระบวนการในการคลี่คลายของการเข้าถึงนั้นด้วย  เป็นอีกวิธีหนึ่งของการวิจารณ์.

 

 


 

 

 



Visitors: 14,168