เรื่องสั้น


 

“บ้านคนตาย” 

: การเอื้อมคว้าและคลี่คลายอดีต

อันลี้ลับที่เร้นซ่อน 

โดย อรพินท์  คำสอน 

 

 

 “บ้านคนตาย” เรื่องสั้นแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism)  ของ กนกพงศ์  สงสมพันธุ์  เชื่อมพรมแดนที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างโลกความจริงกับโลกมหัศจรรย์ของสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติให้ สามารถดำรงอยู่ในระนาบเดียวกันได้อย่างเท่าเทียม   แม้ว่าในบางครั้งก็ผสานกันอย่างแนบสนิท  แต่ในอีกหลายคราวก็เกิดรอยปริแยกจากความเคลือบแคลงสงสัย    แต่นับว่าเป็นเสน่ห์และจุดเด่นของเรื่องสั้นเรื่องนี้ที่ กระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความสนใจใคร่รู้และเฝ้าติดตามการค้นหา “บ้านคนตาย” ไปพร้อมกับ “เขา” และ “ผม” 

 

ขณะเดียวกันความจริงอันมหัศจรรย์ในเรื่องไม่เพียงช่วยคลี่คลายความลับที่ซ่อนเร้นของ “เขา” ที่เฝ้าตามหา ร่องรอยของพ่อที่หายไปนานถึง 25 ปีเท่านั้น   หากยังเปิดเผยความจริงของทั้งบุคคลผู้เป็นเจ้าของ “บ้านคน ตาย” และของพื้นที่แห่งนี้ว่ามีความผูกพันกับประวัติศาสตร์ชาติ ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่ถูกกลบฝังและเร้นซ่อนจาก การรับรู้ของผู้คนในสังคมมาเนิ่นนาน   

 

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้ผู้อ่านยอมรับการปรากฏร่วมกันของโลกแห่งความจริงกับโลก มหัศจรรย์ของสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติได้โดยดุษฎีอย่างไม่รู้สึกแปลกแยก   เพราะผู้แต่งได้สร้างข้อตกลงร่วมกับ ผู้อ่านไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่า  “บ้านคนตาย”  เป็นดินแดนลี้ลับที่ปรากฏอยู่จริงในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของ ประเทศไทย  คืออยู่ในป่าลึกเขตเขาหลวง  จังหวัดนครศรีธรรมราชที่ใช้เวลาเดินเท้าเข้ามาหนึ่งวัน   แต่ “บ้าน คนตาย” ก็เป็นแดนหวงห้ามของคนในพื้นที่   ซึ่งมิเพียงแต่พวกเขาที่ไม่กล้าย่างกรายผ่านเท่านั้น    ขณะเดียวกันพวกเขายังกีดกันคนนอกไม่ให้เข้าพื้นที่นี้ด้วย  ดังเช่นที่พรานในหมู่บ้านและเจ้าของโฮมสเตย์ต่าง เตือนไม่ให้ “เขา”กับ “ผม” เดินทางมายังสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่ากลัวและปาฏิหาริย์บางอย่าง   

 

“บ้านคนตาย”  จึงเป็นดินแดนที่ปราศจากผู้รบกวนตลอดเวลา 25 ปีที่ผ่านมา    จากนั้นผู้แต่งยังค่อยๆ ให้  “ผม” ในฐานะผู้เล่าเรื่องนำผู้อ่านไปรู้จักกับ “บ้านคนตาย” และบริเวณ โดยรอบอย่างละเอียดลออและค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในมิติของความจริงทางกายภาพ จนผู้อ่านรู้สึกราวกับว่าตน ได้เห็น “บ้านคนตาย”  ที่ทรุดโทรมและผุพังไปตามกาลเวลา  ไม่ว่าจะเป็น  “บันไดไม้สี่ขั้นที่ระเบียงหายไปแผ่น หนึ่ง”  “พื้นระเบียงเกลื่อนด้วยซากเน่าของลูกไม้และขี้ค้างคาว  มันเป็นค้างคาวหนู  ยึดมุมมืดใต้หลังคาไว้ เสมือนถ้ำ”   “บานหน้าต่างนั้นเปิดเอาไว้แต่ก่อนเก่า  เพียงแต่เอียงลงด้วยบางพับที่โดนสนิมกร่อน ... เถาวัลย์ บางชนิดเคยส่งยอดไต่ลามเข้ามาทางหน้าต่าง” หรือ “ห้องเล็กใช้เป็นห้องครัว  บานหน้าต่างหลุดหายไปแล้ว  ... พื้นล่างหน้าต่างถึงเปื่อยผุเป็นวงดำกว้าง  ทั้งกลายเป็นรูโหว่ขนาดเท่ากำปั้น  เคาน์เตอร์ชิดฝาหักพัง  อ่าง ล้างเอียงกระเท่  ฝาตู้เย็นเอียงลงมา”

 

ขณะเดียวกันผู้อ่านยังได้ซึมซับความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมกับ “ผม” ในมิติของความลี้ลับ  น่ากลัว และเรื่องเหนือธรรมชาติตลอดระยะเวลาที่พักอยู่ที่ “บ้านคนตาย” ไปพร้อมกันด้วย  ทั้ง “ความรู้สึกวังเวงคอย ย้ำเตือน”  “สำเหนียกถึงสิ่งลี้ลับน่ากลัวบางอย่าง”  “เงียบ เศร้า และชวนเกรงขามแฝงไว้”  “กลิ่นคาวแปลกๆ ชวนคลื่นไส้”  “ความลี้ลับน่ากลัวกำลังอึงอลอยู่ในป่าทั้งผืน”  “เสียงหัวเราะลึกลับแผ่วมาจากที่สักที่  จิตใจพลัน สะท้านเยือก” หรือ “เสียงหัวเราะ  แล้วตามด้วยเสียงร้องไห้” 

 

นอกจากนี้ยังเห็นได้ว่า  ในช่วงท้ายเรื่องมิติของความลี้ลับกลับถูกขับเน้นให้ทวีเข้มข้นและชัดเจนมาก ขึ้น  นับตั้งแต่ “เขา”มั่นใจว่าตนได้พบ “พ่อ” ที่สูญหายไปแล้ว   “ผม” ก็เริ่มคลางแคลงใจและหวาดระแวงจาก การยินเสียงหัวเราะและเสียงร้องไห้ลึกลับ  อากัปกิริยาและท่าทางของ “เขา”  ที่เปลี่ยนแปลงไป  นับตั้งแต่เริ่ม แอบมอง “ผม”  เมื่อถูกจับได้ก็จะเอียงอายและหลบตา  ละเมอด้วยการกอดและจูบ “ผม” 

 

จนท้ายที่สุดเมื่อ เดินทางกลับ  “ผม” ก็รู้สึกว่าใบหน้าที่คุ้นเคยของ “เขา” กลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับตน   แม้ว่า “เขา” เป็นเจ้าของเรื่องเล่านี้  แต่เรากลับรับรู้เรื่องราวจริงในชีวิตของ “เขา” เพียงสั้นๆ ว่า  “พ่อ เขาเป็นวิศวกรสร้างทาง  รับผิดชอบถนนเส้นหนึ่งซึ่งตัดผ่านป่าของจังหวัดน่าน  ในยุคไฟสงครามกำลังเดือด  แคมป์ถูกยึด  ทหารป่าตั้งเป็นกองบัญชาการตีโต้กำลังฝ่ายรัฐอยู่เป็นเดือน  เมื่อทหารป่ายอมล่าถอย  พ่อของ เขาไม่เหลือให้เห็นอยู่ที่นั่นแล้วแม้แต่รอยในสายลม” 

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้แต่งได้มอบหน้าที่ผู้เล่าเรื่องให้กับ “ผม”  ที่ทำหน้าที่เหมือนผู้สังเกตการณ์ที่มีสถานะเทียบเท่ากับคนนอก  ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องราวที่ ถ่ายทอดอย่างแนบสนิท    “ผม”  บรรยายร่องรอยชีวิตที่ปรากฏของสถานที่ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก “บ้าน คนตาย” ตามความจริงที่เขาเห็น  อาทิ  เปลนอนนอกระเบียงที่ว่า “ร่างหนึ่งเคยนอนเล่นเหนือกรงระเบียง  ยี่สิบ ห้าปีมาแล้ว  บัดนี้เปลทั้งผืนสลายเป็นอากาศธาตุ  เช่นเดียวกับร่างนั้น”  สภาพของห้องว่า “ห้องอยู่ในความ สลัว ... เก้าอี้กลมชนิดมีพนักพิงอยู่หน้าโต๊ะ  เบี่ยงออกมาหน่อยหนึ่ง  เหมือนว่าเจ้าของเพิ่งลุกออกไปทำกิจธุระสักชั่วประเดี๋ยว  เขายังไม่เสร็จงานบนโต๊ะ” และ  กรอบรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะด้วยถ้อยคำว่า   “คนในกรอบ ภาพ?  ผู้หญิงกับเด็กชาย  หรือไม่แน่?  อาจจะเป็นเด็กหญิง  กาลเวลาอีกเช่นกันที่กัดกร่อนความชัดเจนออก  เหลือเพียงเค้ารอยให้เห็นว่าใครคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็ก  คงเป็นเมียและลูกของเขา  จริงสิ ... เขาเอามันขึ้นวางบน โต๊ะเพื่ออยู่ในครรลองสายตาทุกเมื่อเชื่อวัน”   

ขณะเดียวกัน  “ผม”  ยังใช้จินตนาการของตนเพื่อสร้างภาพชีวิตที่อยู่เบื้องหลังร่องรอยความจริง เหล่านั้นเพิ่มเติมด้วย  ซึ่งช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเรื่องเล่าชีวิตที่สูญสลายไปแล้วให้กลับมาโลดแล่นอีก ครั้ง   ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมให้กับวันเวลาในช่วงสุดท้ายของเจ้าของบ้านที่ว่า  “เหลืออยู่เพียงวันเวลาสุดท้าย ของเจ้าของห้อง  นิ่งค้างอยู่กลางอากาศให้เราเดินเข้ามาเห็น  เขานั่งอยู่ที่นี่  บนเก้าอี้กลม  ค้อมตัวลงหน้า หนังสือ แล้วสิ่งเพรียกจากนอกห้องก็ฉุดให้เขาเงยหน้าขึ้น  คว้าหินก้อนกลมมาทับหน้าหนังสือเอาไว้ เบี่ยงเก้าอี้ ออก  ลุกขึ้นยืน  แล้วเดินออกไป  เขาทันคิดไหมหนอ  ว่านั่นคือนาทีซึ่งเคลื่อนพาชีวิตไปสู่ความตาย?” 

รวมถึงการคาดเดาห้วงคำนึงสุดท้ายของเขาที่ว่า “หรือห้วงคำนึงสุดท้ายของเขาอาจจะเป็นคนในกรอบภาพ?  ผู้หญิง กับเด็กชาย  หรือไม่แน่?  อาจจะเป็นเด็กหญิง  กาลเวลาอีกเช่นกันที่กัดกร่อนความชัดเจนออก  เหลือเพียงเค้า รอยให้เห็นว่าใครคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็ก  คงเป็นเมียและลูกของเขา  จริงสิ ... เขาเอามันขึ้นวางบนโต๊ะเพื่ออยู่ใน ครรลองสายตาทุกเมื่อเชื่อวัน  ... กิจบางอย่างเพรียกเขาออกไป  ให้ลางสังหรณ์พอที่เขาจะมองคนทั้งสองเพื่อ จดจำไว้หรือเปล่า?”

 จินตนาการของ “ผม” เหล่านี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้อ่านอย่างมาก นอกจากนี้   “ผม” ยังขยายจินตนาการของตนออกจากเรื่องส่วนตัว “เจ้าของบ้าน”  ออกไปสร้าง ร่องรอยชีวิตของบุคคลอื่นๆ ที่อยู่รายรอบด้วย  ทั้งชีวิตคนที่โลดเล่นอยู่ในหนังสือ  ดังความตอนหนึ่งว่า  “ห้องนี้ อบอวลไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก  หาใช่ความรู้สึกของคนผู้หนึ่งซึ่งเคยหายใจอยู่ในห้องนี้เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน  แต่ เป็นของผู้คนมากมายในตู้หนังสือ  บนโต๊ะ และบนเตียง  ครั้งหนึ่งคนเหล่านั้นเคยออกมาวิ่งเล่น  หัวเราะ  และ ร้องไห้อยู่ทั่วห้องนี้” 

และ ชีวิตของคนอาศัยอยู่บริเวณนี้ในช่วงสงคราม  เช่น  “สงครามเคยเกิดขึ้นรอบๆ บริเวณ นี้  แต่ไม่มีใครบอกได้ว่ามันเกิด ณ จุดนี้หรือไม่  ...  ยี่สิบห้าปีมาแล้วที่สงครามยุติ  ถนนถูกปล่อยทิ้งให้ผืนป่า กลืนกิน  ตลอดวันที่เราเดินทางมาเราแทบไม่เห็นสภาพของมันเหลืออยู่อีก  ผู้คนซึ่งล้มร่างลงในป่าผืนนี้ก็ เช่นกัน  ซากชีวิตมีแต่ถูกสูบขึ้นไปตามรากไม้  สู่ลำต้น  ผลิบานเป็นใบและดอก” ด้วยเหตุนี้  เรื่องราวที่ “ผม”  นำเสนอจึงเป็นเพียงร่อยรองของเศษเสี้ยวความจริงที่กระจัดกระจายอยู่ โดยตลอดเรื่องสั้น  ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนปะติดปะต่อข้อมูลหลักฐานเพื่อประกอบสร้างชุดความจริงของ “บ้านคนตาย” เฉพาะของตนขึ้นเอง 

จึงไม่น่าแปลกใจที่ความจริงที่ “เขา” สร้างขึ้นจึงเป็นการยืนยันว่า  “บ้าน คนตาย” ที่พบหลังนี้คือบ้านที่พ่อของเขาใช้เวลาสุดท้ายของชีวิตที่นี่  โดยอาศัยหลักฐานจากหนังสือนวนิยาย ในตู้ ซึ่งเขาให้เหตุผลว่า  พ่อขนหนังสือนวนิยายไปเป็นลังๆ ในการเดินทางไปแต่ละครั้ง  และเขายังเพิ่มเติมอีก ว่า  การมาที่บ้านหลังนี้ทำให้เขาเข้าใจเหตุผลของพ่อดีขึ้นว่า  พ่อเห็นว่านวนิยายเป็นตัวแทนมนุษย์  เพื่อตนจะ ไม่ตัดขาดจากโลกภายนอก  และอาศัยหลุมศพที่พบ  ซึ่ง “เขา” เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า ศพของพ่อตนถูกฝังไว้ พื้นที่โคนต้นไทรทางทิศตะวันตกที่มีหินสามเหลี่ยมก้อนใหญ่วางทับอยู่   

ขณะที่ “ผม” กลับเห็นต่างออกไป  เพราะ “ผม” ยังคงเชื่อว่า เจ้าของ “บ้านคนตาย” หลังนี้เป็นวิศวกร สร้างทางคนหนึ่งที่มิใช่คนเดียวกับพ่อ “เขา”  และเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่พ่อของ “เขา”  ที่หายตัวไประหว่าง ท างานสร้างทางที่น่าน  จะมาปรากฏตัวที่เขาหลวงแห่งนี้  ด้วยเหตุนี้   “ผม” จึงมักตั้งข้อสงสัยเพื่อหลักล้าง ความเชื่อของ “เขา” อยู่เสมอ  ทั้งเรื่องหนังสือที่มีอยู่ในห้องมีเฉพาะวรรณคดี  นวนิยาย และเรื่องสั้น แต่กลับไม่ มีหนังสือทางช่างหรือศาสตร์วิศวกรรมแม้แต่เพียงเล่มเดียว 

เช่นเดียวกับเรื่องหลุมศพที่  “ผม” ก็เห็นว่า  “เป็นไปไม่ได้ที่พ่อจะถูกฝังอยู่ใต้ดินนั่น  เนื่องจากป่าถูกปิดหลังสงครามยุติ  พวกสร้างทางไม่จำเป็นต้องรีบ ร้อน”  ทั้งยังเห็นว่า “ในป่าเช่นนี้  หินสักก้อนหนึ่งจะตกและวางอยู่ตรงไหนก็ได้”   ทว่า  ท้ายที่สุด แม้ว่าผมจะไม่ เห็นด้วยกับ “เขา” แต่ “ผม” ยังคงเห็นว่าสมมุติฐานของ “เขา” น่าฟังและชวนให้ประทับใจ”  

 

ขณะเดียวกันร่อยรอยเศษเสี้ยวความจริงในเรื่องเล่ายังทำให้เราสามารถสร้างชุดความจริงที่ต่างออกไป จาก “ผม” และ “เขา”  ได้อีก  นั่นคือ เจ้าของ “บ้านคนตาย” หลังนี้มิใช่วิศวกรสร้างทาง  แต่เป็นบ้านของหนึ่งใน ทหารป่าที่อาศัยอยู่ในช่วงสงครามก็เป็นได้   แม้ว่าคำถามและข้อสงสัยในเรื่อง “บ้านคนตาย”  ของ “เขา” กับ “ผม”  ได้รับการคลี่คลายไปแล้ว  ทว่า เรื่องสั้นเรื่องนี้กลับกระตุ้นเร้าให้เกิดการตั้งคำถามกับโลกนอกตัวบทต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ 

ทั้งยังเป็นแบบอย่าง ในการตั้งคำถามที่ท้าท้ายต่อบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติที่เดิมเคยเชื่อกันอย่างไม่มีข้อสงสัยขึ้นบ้างแล้วว่า   ยังมีบ้านคนตายอีกกี่หลังที่รอคอยให้คนเข้ามาพบ  ยังมีวิญญาณอีกกี่ดวงที่เฝ้ารอการปลดปล่อย   และยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์ในอดีตใดที่ยังถูกปิดบังซ่อนเร้น  ซึ่งรอคอยผู้มาเอื้อมคว้าความลี้ลับเพื่อคลี่คลายและเผยแสดงความจริงที่ถูกเร้นซ้อนเหล่านั้นออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ต่อไป .

 

จากโจทย์ “บ้านคนตาย” : กนกพงศ์  สงสมพันธุ์

 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

ความเห็นของคณะกรรมการ

บทวิจารณ์ของ อรพินท์ คำสอน ชี้ชวนให้เรามองความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ของเรื่องสั้น “บ้านคนตาย” พร้อมกันนั้นก็กระตุ้นให้เราครุ่นคิด ผ่านรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ภายใน “บ้านคนตาย” ซึ่งตัวละครหลัก “เขา” กับ “ผม” มองต่างกัน โดยทั้งสองได้ปะติดปะต่อเรื่องราวประหนึ่งการต่อภาพจิกซอว์ ซึ่งส่วนหนึ่งของภาพมาจากจินตนาการ หรือสิ่งที่แต่ละคนอยากให้เป็น บทวิจารณ์นี้ต่างจากบทวิจารณ์อื่น ๆ ตรงที่ไม่มีการตีความแบบฟันธง แต่แสดงให้เห็นถึงการเลื่อนไหลของความหมาย ซึ่งเปิดกว้างให้แก่การตีความ และการค้นหาความจริงที่ซ้อนอยู่ใน “บ้านคนตาย” แห่งนี้.

 

 


 

 

ความลับใน “บ้านคนตาย”

โดย องศาเหนือ

 

 นิยามของ “ความลับ” คือการปกปิดซ่อนเร้นบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ แต่ก็ใช่ว่าสิ่งนั้นจะ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเคยได้ยิน ซึ่งในความเป็นจริง อาจจะเป็นเรื่องราวที่เจ้าของเขาไม่ อยากให้คนอื่นรับรู้ก็เป็นได้ เช่นเดียวกับ “ความลับ” ในเรื่องสั้น “บ้านคนตาย” ซึ่ง กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ได้พรางเรื่องราวทางการเมืองไว้ได้อย่างแนบเนียนที่สุด

 

 บ้านคนตาย คือหนึ่งในรวมเรื่องสั้นชุด “โลกหมุนรอบตัวเอง” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ  พ.ศ.2547 เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มสองคน โดยหนึ่งในนั้นต้องการขึ้นไปตามหาพ่อซึ่งเป็นวิศวกร สร้างทาง แต่ พ่อของเขากลับ เสียชีวิต อยู่ที่บ้านร้างหลังหนึ่งในเขตเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการเขียนบรรยายเรื่องราวชวนให้อึดอัดขนลุก วูบโหวงในใจจากสิ่งลี้ลับบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ภายในบ้าน

 

แต่แท้จริงแล้วสิ่งลี้ลับนั้น ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติหรือผีสางเทวดา แต่เป็นความลี้ลับจากเหตุการณ์ในอดีต ความดำมืดทางการเมืองที่แทบจะไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง แต่กนกพงศ์ก็ได้ ซ่อนเร้นมันไว้ด้วยเทคนิคการใช้ภาษาอย่างน่าชื่นชม จนไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่อง สั้นที่อ่านแล้วชวน สับสนงงงวยว่าผู้เขียนต้องการจะสื่อถึงอะไรกันแน่นี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักศึกษาและ ประชาชนที่หนีการจับกุมจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ประเทศไทยที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเขตป่าเขา

 

 แต่หากเราลองมองย้อนไปดูภูมิหลังองกนกพงศ์ สงสมพันธุ์แล้วนั้น จะพบว่าเขาเองก็ได้ เติบโตขึ้นมาในเขต พื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และมีการปราบปรามคอมมิวนิสต์ใน อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และรวมเรื่องสั้นชุด “โลกหมุนรอบตัวเอง” นี้ก็ได้เกิดขึ้นในช่วงที่กนกพงศ์ไปใช้ชีวิต อยู่ที่เชิงเขาหลวง อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งบริเวณนั้นก็มีกลุ่มสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ที่หลบซ่อนตัวอยู่เช่นเดียวกัน

 

เมื่อลองนำช่วงเวลาในบ้านคนตายที่กล่าวว่า “...ยี่สิบห้าปีมาแล้วที่สงครามยุติ ถนนถูกปล่อยให้ผืนป่ากลืนกิน” (หน้า 234) มาเทียบเคียงกับปีที่เรื่องสั้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกคือ พ.ศ.2547 ก็จะไปตรงกับช่วง พ.ศ.2523 ซึ่งเป็นปีที่มีการปราบปรามพรรค คอมมิวนิสต์ ขั้นเด็ดขาดและนิรโทษกรรมให้กับนักศึกษาและผู้ที่มีคดีทางการเมือง ทั้งหมด

 

“...พ่อของเขาเป็นวิศวกรสร้างทาง รับผิดชอบถนนเส้นหนึ่งซึ่งตัดผ่านป่าของจังหวัดน่าน ในยุคไฟสงครามกำ ลังเดือด แคมป์ถูกยึด ทหารป่าตั้งเป็นกองบัญชาการตีโต้กำลังฝ่ายรัฐอยู่เป็น เดือน” (หน้า 225) และจากข้อความนี้ในเรื่องสั้นบ้านคนตาย ดูเหมือนผู้เขียนได้บอกใบ้บางอย่าง ที่เกี่ยวกับสงครามการเมืองที่ กำลัง เกิดขึ้นในขณะนั้น เราจึงคาดเดาได้ว่าเรื่องสั้น “บ้านคนตาย” นี้ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ได้เขียนขึ้นเพื่อบอกเล่าทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองของเขา

 

 เมื่อเราได้อ่านและตีความในเชิง “สัญญะ” แล้วเราจะพบว่า “บ้านคนตาย” ได้ซ่อน ความหมายและเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้ภายใต้ สัญลักษณ์ต่างๆ ได้ อย่างแยบคาย 

 

“... เหลืองจัดจ้านอาบโลกเพียงไม่นาน ม่วงคล้ำก็ลามขึ้นตรงกึ่งกลางผืนฟ้า ดาวค่ำวาว โรจน์ขึ้นเหนือยอดป่า เงามืดไล่ลามชานระเบียง กองไฟเปล่งแสง” (หน้า 233) จากข้อความนี้ หาก อ่านโดยที่มิได้คิดอะไรกัน ก็จะเป็นการพรรณนาถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวทั่วไป แต่เมื่อมองให้ลึก ลงไปแล้ว เราจะเห็นสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ คือ “ดาว” ซึ่งเป็น สัญลักษณ์ที่อยู่บนธงของ พรรคคอมมิวนิสต์ดังนั้น “ดาวค่ำวาวโรจน์” จึงน่าจะหมายถึงการรวมตัวชุมนุมกันของผู้ที่ศรัทธาใน ลัทธิคอมมิวนิสต์

 

“...กระทั่งล่วงสองทุ่มแสงจันทร์ส่องขอบฟ้าเบื้องหน้าเราให้เห็นเป็นหมอกคลุมไว้ทั้งทิศ หมอกนั้นลอยอยู่เหนือยอดป่า ซับแสงจันทร์จนขาวนวล ดาวเริ่มเลือน และอีกอึดใจ แสงจันทร์ก็ ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ” 

 “แสงสีส้มจากกองไฟไปสะท้อนอยู่ในกระจก สร้างภาพเคลื่อนไหวเมื่อมองไปจากข้างล่าง กระจกกำลังสะท้อนภาพท้องฟ้าทั้งทิศ ดาวบางดวงหรุบหรู่อยู่ในนั้น ท้องฟ้ากระจ่าง แต่แสงสีส้ม ฉาบไล้เป็นระยะ เหมือนว่าท้องฟ้ากำลังลุกไหม้” (หน้า 235)

 

 หากว่า “ดาว” เป็นตัวแทนนของพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว เมื่อมีแสงสว่างจากดวงจันทร์เข้ามา แทนที่ แสงดาวก็จำต้องเลือนหายไปจากท้องฟ้า “แสงจันทร์” จึงน่าจะหมายถึงฝ่ายรัฐบาลที่ ต่อต้านและใช้กำลงปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งภาพสะท้อนในกระจกที่เหมือนท้องฟ้ากำลังลุก ไหม้นั้นก็น่าจะเป็นการปะทะระหว่างสองฝ่าย

 

 นอกจากนี้เรายังพบความย้อนแย้งในตัวละครของ “พ่อ” ที่ชายหนุ่มทั้งสองขึ้นไปตามหาบนบ้านหลังนั้น ซึ่ง “พ่อ” เป็นวิศวกรสร้างทางและได้ตายไปเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน

 “...มีตู้ไม้บรรจุหนังสือสี่ตู้วางเรียงแนบฝาด้านกั้นส่วนชานระเบียง กินความยาวเต็มฝาทั้ง ด้าน ทุกตู้ล้วนกรุบานกระจก ติดสลักกลอน สารานุกรมเล่มใหญ่ๆ แยกไว้ตู้หนึ่ง นอกนั้นเป็น หนังสือวรรณคดี นวนิยาย และเรื่องสั้น ไม่มีหนังสือทางช่างหรือศาสตร์วิศวกรรมแม้เพียงเล่ม เป็นไปได้อย่างไร?” (หน้า 229)

 

 เชื่อว่าเราเองก็คงเกิดความสงสัยขึ้นมาเหมือนกันทั้งๆ ที่ “พ่อ” เป็นวิศวกรสร้างทาง แต่ใน ต้หนังสือกลับเต็มไปด้วยหนังสือวรรณคดี นวนิยายและเรื่องสั้น ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องหรือมี ประโยชน์กับอาชีพที่เขาทำเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าเขาเป็นวิศวกรที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ดังนั้นการ ที่เขาจะอ่านหนังสือเหล่านี้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะวรรณกรรมเป็นสื่อที่สะท้อนความคิด ทัศนคติและแสดงการต่อสู้ทางอุดมการณ์ได้ดีไม่น้อยไปกว่าการจับอาวุธขึ้นต่อสู้ และหนังสือในตู้ เหล่านั้นอาจจะเป็น “หนังสือปฏิวัติ”

หรือที่เราเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า “หนังสือใต้ดิน” ของเหล่าปัญญาชนที่ไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แหง่ประเทศไทย ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและตีพิมพ์ เผยแพร่ในเขตป่าเขากันอย่างเปิดเผย และหนังสือ เหล่านี้ก็เป็นเหมือนหนามที่ตำใจรัฐบาลเผด็จ การสมัยนั้นจนถูกสั่งเผาทำลายไปเสียหลายเล่ม

 

 ส่วนนัยยะที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งในเรื่องสั้นบ้านคนตายก็คือความหมายของ “บ้าน” และ “หลมุศพ”

 “...ทุกอย่างกลายเป็นอดีต แทบไม่ทิ้งร่องรอย เว้นแต่บ้านหลังหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครกล้ำกราย พรานหาได้บอกเราเรื่องหลุมศพ บางทีหากนั่นเป็นหลุมศพจริง คงไม่มีใครเคยเห็น” (หน้า 234) 

 เหตุใด “บ้าน” และ “หลุมศพ” จึงถูกสร้างขึ้นให้อยู่ในบริเวณเดียวกัน หรือว่าผู้เขียน ต้องการจะสื่ออะไรจากสองสิ่งที่มีความขัดแย้งกันนี้  

 

 เมื่อพิจารณาความหมายของ “บ้าน” ตามปกติก็จะหมายถึงสิ่งปลูกสร้างสำหรับอยู่อาศัย เป็นศูนย์รวมของสมาชิกทุกคนในครอบครัว แต่คำว่า “บ้าน” ที่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ต้องการจะสื่อในที่นี้ อาจจะหมายถึงศูนย์รวมของสมาชิกที่มีความคิด ทัศนคติร่วมกันมารวมกลุ่มกลายเป็น ครอบครัวทางอุดมการณ์ และ “หลุมศพ” ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องก็อาจจะหมายถึงจุดจบและความพ่ายแพ้ของ “สมาชิกในบ้าน” และอาจหมายถึง “อุดมการณ์” ที่ถูกกลบฝัง

 

 “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวหลังนี้จึงกลายเป็นเขตหวงห้าม ที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปย่ำกราย นั่นหมายความว่าเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คนภายนอกหรือประชาชนทั่วไปเข้าไปแตะ ต้องไม่ได้

 

 “...นัยน์ตาของพรานเต็มด้วยรอยหวาดหวั่นเมื่อพยายามบอกเล่าให้เราฟัง มีเรื่องราวน่ากลัว มีปาฏิหาริย์บางอย่างอยู่ที่นี่บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นแดนหวงห้าม” (หน้า 236)

 และการที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปแตะต้องเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้กาลเวลาได้กัด กร่อนความจริงจนบิดเบือนไป และสุดท้ายก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ไร้ค่าที่ไม่มีใครสนใจ

 “ประโยคสุดท้ายของการอ่านเหมือนจะยังอึงอลอยู่ในห้อง และคงติดตามผู้อ่านไป กลายเป็นสารัตถะสุดท้ายในห้วงคำนึงของเขา สารัตถะหรือ? ข้อความ สำคัญ?... ผมไม่แน่ใจ ประโยคใดเช่นนั้นบรรจุอยู่ในหน้ากระดาษที่อ้าไว้? ในเมื่อกาลเวลากัดกร่อนจนกระดาษเปื่อยยุ่ย กองอยู่บนโต๊ะเหมือนเศษซากประวัติศาสตร์ ตัวหนังสือเลอะเลือนไปหมดแล้ว” (หน้า 228)

 “เครื่องใช้ในครัวจัดวางอยู่ในที่มีครบให้หยิบใช้ หม้อ จาน ช้อน กระทะ เพียงแต่กาลเวลา เท่านั้นที่พรางมันไว้กับอดีต คราบไคลด่างดำเข้าจับจนกลายเป็นสิ่งไร้ค่า” (หน้า 230)

 แต่กาลเวลาก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่บิดเบือนความจริงเสมอไป อย่างเช่นข้อความที่ว่า “คราบไคล จับผิวกระจกเป็นด่างดวง บางที่มีเชื้อราขาวหม่น เลื้อยเส้นเกาะกันเป็นกลุ่มมอย่างชวนปวดตา ปรอทฉาบด้านหลังหลุดล่อนไปหลายส่วน อีกทั้งผิวกระจกส่วนใหญ่ก็ถูกยึดครองด้วยฝ้าขาว  แม้กระนั้น มันยังคงทำหน้าที่” (หน้า 226) 

 

โดยปกติ “กระจก” นั้นมีหน้าที่ในการสะท้อน “ภาพความเป็นจริง” อยู่แล้ว แต่เมื่อโดน  “ฝ้าขาว” ซึงอาจจะหมายถึงอำนาจจาก “ฝ่ายรัฐบาล” เข้ามายึดครองพื้นที่ความจริงที่สะท้อนผ่าน กระจก ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงก็จะกลายเป็นแค่สิ่งที่เลือนรางและไม่ชัดเจน

“...เขาเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่แล้ว-กลับเดินอย่างเงียบงันไปทางหลังบ้าน กลืน หายไปในหมอก

ผมดับกองไฟด้วยน้ำซึ่งเหลืออยู่ในหม้อสนาม ทั้งดึงท่อนฟืนแยกห่างจากกัน เราจะทิ้ง ร่องรอยเถ้าถ่านไว้ที่นี่เพื่อบอกใครอีกบางคน หากเผอิญเยี่ยมกรายมาถึงบ้านหลังนี้

เราเคยมาที่นี่

หมอกยังคงหนาเมื่อเราต่างกระชับเป้คล้องหลัง เตรียมพร้อมเดินทางกลับ...” (หน้า 239)

ทั้งๆ ที่ดั้นด้นบุกป่าฝ่าดงจนไปพบเจอกับร่องรอยความจริงที่เคยเกิดขึ้น แต่กนกพงศ์กลับ ให้ตัวละครของเขาเดินกลับออกมาจากบ้านหลังนั้นอย่างเงียบงัน แสดงให้เห็นว่าเรื่องบางเรื่อง เหตุการณ์บางอย่างก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะเข้าไปรื้อฟื้นมันขึ้นมา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเคยเข้าไป ค้นหาความจริง เหมือนที่ชายหนุ่มทั้งสองคนได้ทิ้ง “ร่องรอย” เอาไว้ให้ผู้ที่อาจจะมาในภายหน้าได้รับรู้

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการเขียนถึงเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างเช่น การปราบปรามพรรค คอมมิวนิสต์ของฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นประวัติศาสตร์อัน “ดำมืด” และ “ไม่ควรแตะต้อง” ของ สังคมไทย การใช้ภาษาในเชิง “สัญลักษณ์” ในการเขียนเพื่อสื่อถึงความคิด ทัศนคติและ อุดมการณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เรื่องสั้น“บ้านคนตาย” จากปลายปากกาของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์จึงเป็นวรรณกรรมอีก เรื่องหนึ่งที่ใช้ “สัญลักษณ์” เก็บซ่อน “ความลับ” เอาไว้ได้อย่างมี ชั้นเชิงและชวนให้ผู้อ่านนอย่างเรา อยากค้นหา “กุญแจ” ที่จะใช้ไขความลับของประวัติศาสตร์การเมืองที่ถูกปกปิด “กุญแจ” ที่จะ ปลดล็อกอุดมการณ์ทางความคิดที่เคยถูกกลบฝัง “กุญแจ” ที่จะพาเราดำดิ่งไปสู่เหตุการณ์ดำมืดที่ เคยเกิดขึ้น และ “กุญแจ” ที่จะช่วยคลคี่ลายเงื่อนงำทั้งหมดใน “บ้านคนตาย” หลังนี้.

 

จากโจทย์เรื่องสั้น “บ้านคนตาย” : กนกพงศ์  สงสมพันธุ์

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

 

 

ความเห็นของคณะกรรมการ

ความลับใน “บ้านคนตาย” ของ องศาเหนือ เป็นบทวิจารณ์ที่เล็งตรงไปที่สัญลักษณ์ภายในเรื่องสั้น “บ้านคนตาย” โดยใช้ทั้ง ตัวบท และ บริบท ในการถอดรหัส เพื่อค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดาว แสงจันทร์ บ้าน หลุมศพ กระจก ฝ้าขาว ฯลฯ ทำให้เราได้เห็นความหมายที่ซ่อนอยู่ โดยอิงกับยุคสมัยแห่งการต่อสู้ของหนุ่มสาวในอดีต อีกทั้งยังทำให้เห็นชั้นเชิงการเขียนของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ซึ่งขับเน้นให้ทุกองค์ประกอบในเรื่องสั้นเต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง .     

 

 


 

 

 

 

 “ครับผม”  รหัสคำที่น่าค้นหา    

โดย  จิตประภัสสร

 

 

 

“ครับผม”  คือ เรื่องสั้นจากปลายปากกาของ ว.วินิจฉัยกุล หรือ รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์  ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2547   

 

เป็น  1 ใน 22  เรื่องสั้น จากหนังสือเรื่อง  “รหัสลับคอร์รัปชัน”  ในโครงการ เล่าเรื่องโกงเพื่อเท่าทันการโกงที่รวมผลงานสร้างสรรค์ของ 11 นักเขียนรุ่นใหญ่ และ 11 นักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีผลงานโดดเด่นในขณะนั้น  (ผลงานเรื่องนี้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชนในปี พ.ศ.2555)  เพื่อต้องการให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่กำลังเป็นเชื้อโรคร้ายที่แพร่กระจายอยู่เป็นวงกว้างในสังคมไทย  โดยในช่วงเวลานั้น มีผลวิจัยขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ที่เผยดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี ค.ศ. 2011 (พ.ศ.2544) ซึ่งพบว่าประเทศไทย โกงติดอันดับที่ 80 จาก 182 ประเทศ  รวมทั้งยังมีผลสำรวจของศูนย์วิจัยความสุขชุมชน  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ เอแบคโพลล์  ที่พบว่าคนไทยมองรัฐบาลทุกชุดว่าล้วนแต่มีการทุจริตคอร์รัปชันด้วยกันทั้งสิ้น  แต่ถ้าทุจริตคอร์รัปชันแล้วทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง และทุกคนได้รับประโยชน์นั้นด้วยก็จะยอมรับได้ เป็นตัวเลขที่สูงถึง 64.5  เปอร์เซ็นต์  สะท้อนให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันสร้างจิตสำนึกให้เกิดการต่อต้านการโกง  ช่วยกันขจัดการโกงในทุกรูปแบบให้หมดสิ้นไป ซึ่งงานวรรณกรรมก็เป็นอีกสื่อหนึ่งที่จะช่วยสะท้อนภาพเหล่านั้น

 

 “ครับผม” คือ หนึ่งในเรื่องสั้นที่สะท้อนกลวิธีการโกงในอีกหนึ่งรูปแบบ

ดำเนินเรื่องด้วยบทสนทนาของชายสองคน  ผู้เขียนจงใจไม่เปิดเผยเอ่ยนามของตัวละครทั้งคู่  มีเพียงสรรพนาม

เรียกขานว่า   “อั๊ว” กับ “ลื้อ”   แม้ยังยืนยันไม่ได้ว่า  อั๊วกับลื้อ อยู่ในวัยใกล้เคียงกันด้วยหรือไม่  เพราะผู้ที่แทนตัวเองว่า “อั๊ว” อาจจะเรียกคนสนิทชิดเชื้อในวัยเดียวกัน หรือเรียกคนที่อ่อนวัยกว่าว่า “ลื้อ” ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น  แต่สรรพนามที่ผู้เขียนเลือกใช้กับตัวละครน่าจะต้องการสื่อความหมายถึงระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทย  ที่หลาย ๆ คนอาจเคยได้ยินในแวดวงของกลุ่มคนสูงวัยที่มีอำนาจ ซึ่งมักนิยมใช้สื่อสารกับลูกน้องของตนเอง  โดยไม่จำเป็นว่าผู้พูดต้องเป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต่ประการใด แต่คือการแสดงออกของอำนาจที่ผู้แทนตัวเองว่า “อั๊ว” มักจะวางตัวอยู่เหนือผู้ที่เขาเรียกว่า “ลื้อ” เสมอมา   

 

เป็นเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นในชั่วระยะเวลาหนึ่ง  ภายในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ระบุพิกัด  ไม่มีการเอ่ยอ้างว่าพบ

สิ่งมีชีวิตอื่นใดอยู่ร่วมในบริเวณสถานที่นั้นหรือไม่ แต่พอเข้าใจได้ว่าไม่น่าจะมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง  ซ่อนนัยยะ ว่าตัวละครน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นบทสนทนาที่ไม่พึงเปิดเผยในที่แจ้ง แต่จะเรียกว่าเป็นบทสนทนาของคนสองคนที่สมบูรณ์แบบ ก็อาจจะไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะฝ่ายหนึ่งเอาแต่พูด พูด และพูด  ขณะที่อีกฝ่ายกลับตอบรับทุกครั้งด้วยคำสั้น ๆ เพียงสองพยางค์ คือ “ครับผม” ตั้งแต่ต้นจวบจนจบเรื่อง

 

บทสนทนาของชายผู้แทนตัวเองว่า “อั๊ว”

 

“อ้าว ! มาแล้ว เออ !  เร็วดีนี่ เข้ามาซี นั่ง ๆ ตรงนี้เลย”

                  เพียงแค่ประโยคเปิดเรื่องด้วยคำพูดของชายผู้แทนตัวเองว่า “อั๊ว” ผู้เขียนก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่าชายที่เอาแต่พูดคนนี้ กำลังกุมอำนาจเหนือชายอีกคน แสดงถึงสถานภาพทางสังคมที่ลดหลั่นกัน

 

...เร็วดีนี่...เปรียบเหมือนรหัสคำที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายต้องได้รับคำสั่งให้มาหา และต้องรีบทำตามคำสั่ง จึงมาถึงในเวลารวดเร็ว และทำให้ชายผู้แทนตัวเองว่า “อั๊ว”  รู้สึกพึงพอใจ  ก่อนที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าจะออกคำสั่งต่อทันทีว่า...นั่ง ๆ ตรงนี้เลย...แล้วอีกฝ่ายก็ยอมรับฟังคำสั่งนั้นโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ  โดยตอบรับกลับมาเพียงคำว่า “ครับผม”

                   

“อยากจะบอกข่าวดีให้รู้กันก่อน นี่...รู้กันการภายในนะ ประกาศยังไม่ออก แต่ก็คงออกในสัปดาห์หน้านี้แหละ...

         ผู้เขียนคงต้องการสื่อให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียม ที่มีการคดโกงกันแม้กระทั่งสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งคนวงในมักได้มีสิทธิ์นั้นก่อนคนวงนอกเสมอ  สะท้อนความจริงที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทยนับแต่อดีตจนปัจจุบัน และยังแฝงนัยยะถึงความภูมิอกภูมิใจของผู้ที่ได้รับสิทธิอันไม่ชอบธรรมนั้นอีกด้วย

 

        ...รอท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงลงนามก็เรียบร้อย เพราะเรื่องผ่านมติกรรมการแล้ว...

เนื่องจากเป็นเรื่องสั้น  ผู้เขียนจึงชี้ชัดตรงประเด็นทันทีภายในไม่กี่บรรทัดที่ได้อ่านว่า เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการเมือง

 

“ถึงยังไม่มีที่ทำการของตัวเอง ต้องอาศัยตึกเก่าของกระทรวงไปก่อน แต่ขอบเขตงานมันกว้างขวาง ครอบคลุมไปทุกกรม ให้คุณให้โทษทุกคนได้ ตั้งแต่ปลัดกระทรวงยันลูกจ้างชั่วคราว ใคร ๆ ก็กลัว”

      ...ใคร ๆ ก็กลัว...เป็นรหัสคำที่สะท้อนเรื่องความเชื่อในอำนาจของผู้ที่กุมอำนาจนั้นไว้ในมือ  ประกอบกับประโยคที่ว่า...ให้คุณให้โทษทุกคนได้ตั้งแต่ปลัดกระทรวงยันลูกจ้างชั่วคราว...ก็แสดงถึงขอบเขตการใช้อำนาจที่จะใช้ไปในทางดีหรือร้ายก็ได้ทั้งนั้น  สามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับผู้คนมากมายที่ทำงานเกี่ยวข้องด้วย  ซึ่งแวดวงการการเมืองก็ยังไม่หลุดพ้นจากวังวนนี้เสียที 

                     

      “อ้อ! เกือบลืม บอกซะเลย ไปพิมพ์นามบัตรมาให้ใหม่หน่อย ตำแหน่งใหม่ใส่ให้เต็ม ๆ นะ ไม่ต้องย่อ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันทุจริตประจำกระทรวง จดเสร็จหรือยัง”

 

       ชื่อตำแหน่ง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรหัสคำที่สะท้อนถึงคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งอาจมีภาพลักษณ์ภายนอกที่เหมาะสม แต่ภายในนั้นกลับบกพร่องและสวนทางอย่างสิ้นเชิง  โดยผู้เขียนค่อย ๆ แสดงธาตุแท้ของตัวละครในบทสนทนาลำดับต่อ ๆ มา และยังสอดแทรกรหัสคำที่ต้องการสื่อไว้แทบในทุกบทสนทนาของชายผู้แทนตัวเองว่า “อั๊ว”  

 

        ...ไอ้เรื่องวิ่งเต้นนี่ ก็รู้ใช่ไหมว่าอั๊วเกลียดฉิบหายเลย...    

        ...พี่สุเมธก็เป็นกรรมการคนหนึ่งที่ยกมือเชียร์อั๊ว ลูกสาวพี่เขาน่ะ  เอาตัวมาช่วยลื้อหน้าห้องได้ก็ดี มีอะไรจะได้ประสานกับพ่อได้ง่าย…

...งานใหม่นี้ต้องเอาคนรู้จักเก็บความลับ รู้ตื้นลึกหนาบางยังไงก็ไม่เอาไปปูดให้คนนอกรู้ เพราะงั้นถึงต้องคัดเลือกคนที่ไว้ใจได้แล้วค่อยมาปรับคุณสมบัติให้เข้าเกณฑ์...

      บทสนทนาบอกวิธีการได้มาซึ่งตำแหน่งของชายผู้แทนตัวเองว่า “อั๊ว”  ที่ช่างย้อนแย้งกับคำพูดที่ออกมาจากปากของเจ้าตัว เป็นการเสียดสีอันแยบยลด้วยความเจนจัดของนักเขียนชั้นครู  สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการฉ้อฉลในการเข้ามารับตำแหน่งที่ควรจะต้องดำรงไว้ซึ่งความสุจริตในหน้าที่การงาน แต่กลับอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว เอื้อประโยชน์ให้กันและกันในหมู่พวกพ้องของตัวเอง  และยังแสดงให้เห็นถึงความคิดของตัวละครว่า ได้เตรียมการที่จะฉ้อโกงเอาไว้ล่วงหน้า ด้วยการคัดเลือกคนที่จะไม่นำความลับไปแพร่งพราย ทั้งที่ยังไม่ทันเข้ารับตำแหน่งด้วยซ้ำ ทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงการเข้ามาทำหน้าที่ของกลุ่มคนเหล่านี้ว่า แท้ที่จริงแล้วมีสิ่งใดหมกเม็ดอยู่ภายใต้อำนาจที่พวกเขาได้รับไปหรือไม่

 

       ...น้องอร บ่น ๆ ว่าไม่เห็นยุโรปมาสองสามปีแล้ว...

       ...บ้านใหญ่อั๊วเขามีสายสืบอยู่ในกรม ถ้าเกิดกลายเป็นว่าทุนดูงานน้องอรมาจากอั๊วก็จะกระแนะกระแหนไม่รู้จบรำคาญว่ะ...

 

        บทสนทนาข้างต้นสะท้อนได้หลายแง่มุม ทั้งเรื่องของการได้รับทุนที่บางครั้งก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า คุณเป็นคนของใคร  ใครเป็นคนมีอำนาจในการตัดสินใจ  ผู้นั้นได้ใช้อำนาจด้วยความยุติธรรมหรือไม่  หรือผู้นั้นได้ทุจริตอย่างซ่อนเร้นในขอบเขตที่ตรวจสอบเอาผิดไม่ได้หรืออย่างไร  รวมทั้งสะท้อนภาพของชายผู้ไม่ซื่อสัตย์ในหน้าที่ ที่ไม่ได้บกพร่องเฉพาะการทำหน้าที่ในตำแหน่งเท่านั้น  แม้แต่หน้าที่สามีที่ดีก็ยังทำไม่ได้

 

         ...รายนี้ตงฉินไม่รับใต้โต๊ะ ใคร ๆ ก็รู้ เมื่อสองวันก่อนเจอพี่ผู้หญิงในงานเลี้ยง บ่น ๆ ว่า ลูกสาวคนเล็กอยากเรียนต่อปริญญาโท แต่ค่าเล่าเรียนในอังกฤษมันถีบตัวขึ้นมาเกือบเท่าตัว พ่อตั้งใจว่าจะส่งไปเอง ก็เลยยังรีรออยู่...

         ...ทุนพวกนี้มันล็อกสเป็คได้อยู่แล้ว ไม่ยาก ทำแบบนี้จะได้ไม่มีใครกล่าวหาได้ว่าท่านรับใต้โต๊ะ  มันเรื่องของลูก ไม่เกี่ยวกับพ่อ...

 

        บทสนทนาบอกผู้อ่านให้รับรู้ถึงกลโกงในวิธีการเข้าหาผู้ที่เอื้อประโยชน์ให้  แม้จะพูดว่าอีกฝ่ายมีภาพลักษณ์เป็นคนตงฉินที่ไม่รับใต้โต๊ะ  แต่หากลองเปลี่ยนวิธีการ ฝ่ายนั้นก็อาจยอมรับได้  สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของผู้กุมอำนาจอยู่ในมือว่า  อำนาจเงินทำให้การยึดมั่นในอุดมการณ์ของคนแปรเปลี่ยนได้เสมอ และการโกงนั้นก็มีหลากหลายวิธีที่สามารถเลี่ยงความผิดซึ่งหน้าได้   

 

ส่วนอีกฝ่าย จากผู้ที่ไม่ยอมกินใต้โต๊ะ ก็อาจกลับกลายมาเป็นผู้ที่ยอมกินตามน้ำได้  ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าวิธีคิดของผู้คนในสังคม ที่แม้จะตั้งตนว่าจะดำรงไว้ซึ่งความดี แต่บางขณะ สภาพสังคมและความเป็นอยู่ก็อาจบีบคั้นให้ต้องตัดสินใจรับสมนาคุณที่ผู้อื่นหยิบยื่นมาให้ โดยแอบอ้างความชอบธรรมว่าไม่ได้เป็นฝ่ายเรียกร้อง หรือรับผลประโยชน์นั้นโดยตรง

 

 แม้ยังไม่มีบทสรุปจากตัวละครว่าชายผู้ถูกพูดถึงยินยอมโกงกินตามน้ำหรือไม่ แต่สะท้อนให้เห็นถึงการคอร์รัปชันที่แฝงตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ  ไม่โวยวาย ไม่กระโตกกระตาก เปรียบเหมือนการไหลมานิ่งๆ ตามธรรมชาติของสายน้ำ ที่ไม่ต้องไปแสวงหาไขว่คว้า จัดว่าเป็นภัยที่น่ากลัวยิ่งสำหรับสังคมไทย หากตราบใดที่ทุกคนยังคงมองว่าการโกงกินตามน้ำเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป และไม่คิดว่าเป็นการกระทำที่ผิดทำนองคลองธรรมมากมายจนให้อภัยไม่ได้ 

                 

       ...ทีนี้คนมันก็เริ่มเพ่งเล็งว่าพี่ตระกูลต้องคืบมาหาอั๊วแน่  ๆ อาจจะถึงขั้นดักฟัง ตรวจสอบเบอร์โทร.กัน ถ้าแกโทร.มาเมื่อไหร่ จัดหนักไปเลยว่าอั๊วพูดด้วยไม่ได้นะ... 

...อั๊วจะส่งลื้อไปพบแกที่บ้านเอง ไปเงียบ ๆ อย่าให้ใครเห็น....

 

ผู้เขียนคงต้องการชี้ให้เห็นว่า ฉ้อฉลกลโกงต่าง ๆ ของตัวละครนั้นได้วางแผนเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะให้เป็นไปในรูปแบบใด  รวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ความเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอมก็ต้องอาศัยการวางแผนเช่นกัน  โดยมีคนใกล้ตัวสมรู้ร่วมคิดด้วย ดังบทสนทนาที่ว่า

 

...คณะกรรมการเขาเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นเพราะพวกตัวเล็ก ๆ ไม่กล้าแย้งตัวใหญ่ ๆ ก็เลยออกระเบียบใหม่...

...เพราะงั้นถ้าลื้อไม่เห็นด้วยกับอั๊ว  ลื้อทำเรื่องแย้งมาได้เลยนะ  ไม่ต้องเกรงใจ...

...ลื้อลองไปนึกเรื่องมา แล้วร่างมาให้อั๊วดู เอาชนิดไม่มากไม่น้อยเกินไป  อั๊วจะดูว่าเรื่องไหนใช้ได้บ้าง...

...อั๊วอยากทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าอั๊วประชาธิปไตยพอ...

 

ผู้เขียนสะท้อนให้เห็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งว่า แม้ผู้วางกฎระเบียบจะพยายามหาทางป้องกันการทุจริต แต่ถ้าผู้รับนโยบายไม่คิดจะปฏิบัติตามกฎระเบียบ ก็จะสรรหากลวิธีหลีกเลี่ยงจนได้ และหากทำได้แนบเนียนก็จะยิ่งเพิ่มไว้เนื้อเชื่อในสายตาของผู้คนที่มองว่าเป็นการทำหน้าที่อันสุจริตถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้อีกด้วย  ทั้งที่เป็นเพียงความจริงภายใต้ความลวงเท่านั้นเอง

 

...อีกเรื่อง ลื้ออย่าลืมเด็ดขาด สื่อ...

...ฉบับไหนเอาไม่อยู่ก็ช่างมัน  ยังไงเราก็ต้องมีฉบับเอาอยู่ไว้เป็นปากเสียง คอยผ่อนหนักให้เป็นเบา...

บทบาทของสื่อนั้นต้องมีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต แต่ขณะเดียวกันผู้เขียนก็ต้องการสะท้อนความจริงว่า สื่อแต่ละสำนักก็หาใช่ว่าจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และไม่ใช่กระบอกเสียงสำหรับผู้คนในสังคมเสมอไป  เพราะบางสำนักอาจกลับกลายเป็นกระบอกเสียงให้กับคนบางคน หรือกลุ่มคนแค่บางกลุ่มก็เป็นได้   ช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านได้ฉุกคิด ไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อ รู้จักระมัดระวังและใช้วิจารณญานในการบริโภคข่าวสารมากขึ้น

 

...เอางี้ อั๊วจะสายตรงถึงเจ้านายใหญ่สุดของแต่ละฉบับเอง ให้ช่วยกำกับลูกน้องอีกที ว่าเริ่มต้นใหม่ ๆ อย่าเพิ่งตีอั๊ว ขอเวลาโชว์ฝีมือกันหน่อย ส่วนลื้อเวลานักข่าวมาขอทำข่าว ก็ต้อนรับพูดจาดี ๆ เข้าไว้  เขาไล่ต้อนยังไงก็อย่าตอบโต้ พูดถึงนายในทางที่ดีเอาไว้ก่อน...

 

ผู้เขียนยังตอกย้ำถึงการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบของตัวละคร  ด้วยการออกคำสั่งต่อผู้ที่อำนาจน้อยกว่า ทั้งสั่งการตรงถึงเจ้าของสื่อ เพื่อให้เจ้าของสื่อไปใช้อำนาจนั้นกับลูกน้องอีกทอดหนึ่ง  รวมทั้งยังสอนให้คนของตัวเองรู้จักสร้างภาพมายาต่อหน้าสื่อ  สอนให้พูดถึงแต่ความดีงามของผู้เป็นนาย และช่วยปกปิดความชั่วร้ายที่ได้กระทำร่วมกันเอาไว้

 

บทสนทนาของชายผู้ถูกเรียกว่า “ลื้อ”

ทุกครั้งที่ชายผู้แทนตัวเองว่า “อั๊ว” ได้พูดจบลง  ชายอีกคนผู้ถูกเรียกว่า “ลื้อ”  ซึ่งผู้เขียนสร้างให้ตัวละครมีสถานภาพที่ด้อยกว่า จะต้องตอบรับด้วยคำว่า “ครับผม”  โดยไม่มีการเอื้อยเอ่ยคำอื่นใดอีกเลย  ตลอดการดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ นับได้มากถึง 27 ครั้งในการตอบรับด้วยคำพูดซ้ำ ๆ เพียงคำเดียว  จนกลายเป็นจุดสนใจที่ทำให้ได้ครุ่นคิดว่า เพราะเหตุอันใด เขาจึงไม่แสดงความคิดเห็น  ไม่มีข้อโต้แย้ง  หรือไม่มีคำแนะนำใด ๆ กับคู่สนทนาเลย  

เขากลัว  เขาไม่กล้า  หรือว่า เขารู้สึกอย่างไรกันแน่

  

      ...มิเสียแรงอั๊วตัดสินใจหอบหิ้วลื้อไปรับตำแหน่งใหม่ด้วยกัน  พูดกันตรงไปตรงมากันทั้งคู่ยังงี้ละดี จะได้ทำงานกันต่อไปได้อีกนาน...

บทสรุปของบทสนทนาจากปากของชายผู้แทนตัวเองว่า “อั๊ว”  อาจบอกให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่า ตำแหน่งใหม่ที่ชายผู้ถูกเรียกว่า “ลื้อ” ได้รับ น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่เขาเห็นดีเห็นงาม และยอมทำทุกอย่างตามคำสั่งของผู้ที่หยิบยื่นอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ให้กับเขา โดยไม่คิดแม้แต่จะแสดงความเห็นใด  ๆ ด้วยความหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันต่อไปนาน ๆ เหมือนคำพูดสุดท้ายจากปากของชายผู้แทนตัวเองว่า “อั๊ว”  ซึ่งมีอำนาจและสถานภาพที่เหนือกว่า

 

“ครับผม”  

ถ้อยคำตอบรับที่ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง  เปรียบเสมือนอีกหนึ่งรหัสคำที่บ่งชี้ว่า คนที่เอ่ยคำนี้  พร้อมจะแสดงความนอบน้อม ยอมรับ นับถือ และศิโรราบให้กับบุคคลที่เขาสนทนาด้วย  เพียงเพราะวาดหวังและต้องการอำนาจอันบุคคลนั้นพึงมอบให้กับเขา  โดยมิได้สนใจใยดีเลยว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกสั่งการให้กระทำต่อจากนั้นจะผิดชอบชั่วดีประการใด  เพียงเขายินยอมทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้  ว่ายังไงก็ว่าตามกันไป  เขาก็จะบรรลุในสิ่งที่มุ่งหวังแล้ว    

 

แต่...ในภาพลักษณ์ที่เหมือนว่าจะยินยอมน้อมนอบ 

ผู้เขียนก็ได้สร้างความสงสัยไว้ในกลวิธีการนำเสนอ ที่มีความแตกต่างจากเรื่องสั้นทั่วไปอยู่บ้าง  เพราะเบื้องหลังในการเอื้อนเอ่ยคำว่า “ครับผม”  ทั้ง  27 ครั้ง นั้น   ผู้อ่านไม่อาจรับรู้เลยว่าสีหน้า แววตา หรือ อากัปกิริยาของตัวละครนั้น แตกต่างกันหรือไม่ และแต่ละครั้งเป็นเช่นไรบ้าง  เนื่องด้วยผู้เขียนมิได้มีคำบรรยายหลังบทสนทนาสั้น ๆ เหล่านั้นแม้แต่ครั้งเดียว  เป็นไปได้หรือไม่ว่าความนึกคิดในจิตใจของตัวละคร ภายใต้คำว่า “ครับผม”  อาจมิได้มีความหมายตรงตามตัวอักษรก็เป็นได้  ถ้อยคำของเขาอาจยอมศิโรราบ แต่จิตใจนั้นอาจไร้ซึ่งความภักดีก็เป็นได้  และถ้าเป็นเช่นนั้น  ก็น่าลองคิดต่อไปอีกว่า แล้วตัวละครที่เป็นชายผู้เอาแต่พูดคนนั้นเล่า  ยังมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่ภายใต้คำพูดเหล่านั้นอีกหรือไม่ เพราะผู้เขียนก็ไม่ได้มีคำบรรยายทวงท่ากริยาหรือความรู้สึกนึกคิดประกอบบทสนทนาเช่นเดียวกัน 

การวางจุดต่างในกลวิธีการนำเสนอนี้ ถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเรื่องสั้นเรื่องนี้ 

 

จากตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นได้ว่า ทุกถ้อยคำที่ปรากฏในบทสนทนา ล้วนมีผลต่อเรื่องราวและช่วยให้เรื่องดำเนินไปข้างหน้า  คำทุกคำสื่อความหมายได้ตรงจุด  บทสนทนากระชับ  ไม่ยืดเยื้อเยิ่นเย้อ และไม่เวิ่นเว้อมากความ  ตรงตามหลักของการเขียนเรื่องสั้นที่ดี  เหมาะสมที่จะอ่านเพื่อศึกษาถึงคุณลักษณะและกลวิธีในการเขียนเรื่องสั้น  ควบคู่ไปกับอรรถรสจากตัวอักษรที่ผู้เขียนได้สร้างสรรค์ขึ้น

เรื่องสั้น  “ครับผม”  ผลงานของนักเขียนชั้นครูที่มีนามปากกาว่า  ว.วินิจฉัยกุล  ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในการนำเสนอเรื่องราวของการคอร์รัปชันในอีกหนึ่งรูปแบบที่ปรากฏขึ้นจริงในสังคมไทย และเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และปลุกจิตสำนึกในการมองสิ่งต่าง ๆ ให้รอบด้านมากขึ้น  ช่วยกระตุกต่อมความคิดของผู้อ่านให้หันมาหยุดคิดพิจารณาถึงปัญหาการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในแวดวงของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

 

สิ่งที่เราเห็นว่าสุจริตเที่ยงธรรมนั้น  แท้จริงแล้วอาจมีการทุจริตคอร์รัปชันแอบซ่อนตัวอยู่ 

เบื้องหน้าที่สะอาดงามของใครบางคน  อาจจะสกปรกโสโครกจนเราไม่อยากเข้าใกล้

“ครับผม”  เป็นอีกหนึ่งรหัสลับคอร์รัปชั่น...ที่เล่าเรื่องโกงเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้เท่าทันการโกง. 

 

 จากโจทย์เรื่องสั้น ครับผม ของ ว.วินิจฉัยกุล 

 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

 

 

ความเห็นของคณะกรรมการต่อบทวิจารณ์นี้

อาจไม่ถึงกับเป็นบทวิจารณ์ที่โฉบเฉี่ยวไฉไล แต่ “ครับผม” รหัสคำที่น่าค้นหา ของ จิตประภัสสร สามารถส่องสะท้อนให้เราเห็นแง่มุมต่าง ๆ ในเรื่องสั้น “ครับผม” ของ ว. วินิจฉัยกุล ได้อย่างละเอียดละเอียดลออ พร้อมตีความเพื่อค้นหาความหมายได้ในหลายระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทสนทนา ซึ่งเป็นการพูดคุยของสองตัวละคร  “อั๊ว” กับ “ลื้อ” ฝ่ายหนึ่งตั้งตัวเป็นหลักในการพูด ขณะอีกฝ่ายพูดเพียง “ครับผม” ทั้งหมดเป็นเหมือนแสงที่ฉายลงไป ให้เรามองเห็นคุณค่าของเรื่องสั้นที่สะท้อนภาพสังคมไทยเรื่องนี้ได้แจ่มกระจ่างยิ่งขึ้น.    

 

 


 

 

“ลืมรสน้ำข้าวแล้วซิ ท่าทาง...”

โดย  สุรพล  บุญกุศล

 

 

 

                  ชาวนาเป็นอาชีพที่อยู่คู่ชาวไทยมานานเพราะไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม ข้าวคืออาหารหลักของคนไทย  ซึ่งในข้าวแต่ละเม็ดที่เคี้ยวกินล้วนเป็นผลผลิตจากชาวนา แต่กลับกัน ชาวนาส่วนมากขณะที่มือกำลังถือเคียวเก็บเกี่ยวผลผลิตมาส่งถึงท้องคนไทย ระหว่างทางก็ถูกระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเคี้ยวเล่นเช่นเมล็ดข้าว เหมือนกับ ‘ลุงคง’ ซึ่งถูกเจ้านายทุนเลี้ยงดูอย่างดี ก่อนจะจับเข้าปากเคี้ยวเล่น เวลาผ่านไปอาชีพหลักคู่คนไทยยังคงอยู่ แต่กลับถูกกลืนกินและเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็ได้แค่ “มองรอบๆ บริเวณบ้าน คิดถึงโรงงาน คิดถึงปล่องไฟ” (น.152)  เช่นเดียวกับลุงคงเสียแล้ว

 

              ลุงคงอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง  “หมู่บ้านแห่งนั้นอยู่ห่างกรุงเทพมหานครขึ้นไปทางเหนือ ประมาณ 20 กิโลเมตร” (น.141) เห็นได้ว่าชานเมืองที่ยังมีการทำเกษตรกรรม ซึ่งจากการตีพิมพ์ รวมเรื่องครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2501 สภาพของสังคมในเรื่องนี้จึงอยู่ในช่วงทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นช่วงการเริ่มก่อตัวรูปสังคมการเมืองไทย “ยุคพัฒนา” ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เป็นนายก ความเจริญกระจายจากในเมืองออกมาสู่ชานเมือง “หมู่บ้านแห่งนั้น” จึงหลีกหนีความเจริญที่มาพร้อมกับทุนนิยมไม่พ้น   ลุงคงเป็นเพียงชาวนาธรรมดา “ที่เกิดและเติบโตกลางท้องทุ่ง” (น.142) เหมือนกับชาวนาคนอื่น เมื่อก่อนแม้ “ไม่มีนาเป็นสมบัติตัวเองสักเพียงเท่าฝ่ามือของเด็กน้อย” (น.142)  แต่ลุงคงก็ยังสามารถปลูกข้าวเลี้ยงดูภรรยาและฝูงสัตว์เลี้ยงให้อิ่มได้ เพียงแต่ตอนนี้แกเลิกทำนาไปแล้วเพราะ ความแก่ชราจน  “ไม่เหลือแรงพอจะลงไปปล้ำกับพื้นแผ่นธรณีได้อีก” เมื่อไม่ทำนาอาชีพของลุงคง ในตอนบั้นปลายก็คือ “เป็นผู้ดูแลและตักตวงค่าเช่าจากผู้มาใหม่” (น.143) จากเจ้าของนา และภายหลังได้รับหน้าที่ “ให้คอยชี้แนวเขตและนำคนที่มาหาดูที่นา” (น.143)

 

             บั้นปลายชีวิตของลุงคงช่างแตกต่างกับชีวิตช่วงทำนา ลุงคงไม่เหนื่อยและพอใจกับงานใหม่ของแกมาก เพราะงานใหม่ของลุงคงนั้น  “ได้ฟังเขาคุยเรื่องราวแปลก ๆ และได้เดินเคียงไหล่กับคนที่แกคิดว่าเป็นเศรษฐี” (น.144) แถมยังมีสิ่งของต่าง ๆ จากในเมืองมาให้ชาวนา อย่างลุงคงได้สัมผัสลิ้มลองอยู่เรื่อย ทั้ง  “น้ำมะเน็ด” “บุหรี่กาแร็ต”  แถมยัง  “ตีไฟให้แกจุดสูบด้วย” (น.144) ซึ่งสิ่งของเหล่านี้เป็นของที่ชาวนาปกติไม่พบในชีวิตประจำวัน

 

             นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่ชาวนามักจะไม่ทำกันก็คือ  “ส่องนก” เพียงเพราะ “นายห้าง” ยื่นกล้องให้แกส่องนกไปจนถึง “เฝ้านกที่วางไข่” ให้ดีเป็นระยะเวลาหลายวันที่นายห้างไม่อยู่ แล้วลุงก็รับหน้าที่นั้นทำอย่างขยันอีกทั้งยัง   “รู้สึกเป็นสุขและเพลิดเพลินกับนกน้อยคู่นั้น” (น.147) การที่นายห้างยื่นกล้องให้ลุงนั้นก็เหมือนการนำความเป็นทุนนิยมมาให้ลุงผู้เคยถือเคียวสัมผัส และเห็นได้ว่าลุงคงมีพฤติกรรมเลียนแบบ ‘นายห้าง’ ทั้งที่โดยปกติตามพื้นฐานของชาวนาจะไม่ทำพฤติกรรมอย่างว่ากัน  “นับตั้งแต่วันนั้นลุง คงเพลิดเพลินกับนายห้างมิตรหน้าใหม่จนเกือบลืมหน้าที่เรื่องที่ดินของเจ้านาย” (น.145) ลุงคงจึงเป็นชาวนาอีกคนหนึ่งที่เริ่มได้ทำความรู้จักกับทุนนิยมแล้ว   “สำริด” สุนัขที่ลุงคงรักที่สุด สุนัขนั้นได้ชื่อว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ แต่ในเรื่องกลับเป็นตัวละครที่ผู้แต่งแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงโดยตรงที่สุด สื่อให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของจิตใจเมื่อได้รับสิ่งที่ดีกว่าเดิมที่แม้แต่หมายังไม่สนใจเจ้าของเก่า มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ชื่อที่เปลี่ยนจนถึง “พฤติกรรม” ทั้งก่อนและหลังไปอยู่กับ “นายฝรั่ง”เดิมลุงคงจะตั้งชื่อเจ้าสำริดว่า “นิล” ในตอนเด็กเพียงเพราะเหมารวมไปว่ามันมีสีดำ และจะตั้งชื่อมันว่า “ช้าง” ตามรูปร่างของมัน  ต่อมา “คุณท่าน” เมื่อตอนที่มาเยี่ยมบ้านลุงคงแล้วพบหมาตัวนี้ก็เรียกว่า “สำริด” ตามสีของมัน ลุงก็เลยเรียกมันว่าเจ้าสำริดตามตั้งแต่ตอนนั้น จนเมื่อมันไม่สบายถูกนำไปรักษาและ “เล่าเรียน” ก็กลับมาพร้อมกับนายฝรั่งของมันโดยถูกเรียกว่า  “ด๊อกกี้” เห็นได้ว่าชื่อของเจ้าสำริดนั้นเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ โดยแฝงไว้ว่าตอนแรกชื่อ ‘นิล’ คือ ตัวตนตอนแรกที่ลุงตั้งให้มันผ่าน ๆ คือ “อัญมณี” ที่มีค่าหมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีค่าในตัวตนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสุนัขก็ตาม แต่ลุงคิดไว้ว่าตอนมันโตจะเปลี่ยนเป็น “ไอ้ช้าง” ซึ่งเป็น ชื่อธรรมดาดูเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ลุงเป็นอยู่ จนมันชื่อ “สำริด” ที่ตั้งจากเจ้านายของลุง ชื่อของหมาตัวนี้ก็ยิ่งดูมีมูลค่าและห่างไกลจากพื้นฐานเดิมของมันขึ้นอีก จนท้ายสุดมันถูกเรียกว่า “ด๊อกกี้” ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษดูจะห่างไกลจากชาวนาเจ้าของเดิมเป็นอย่างมาก

 

                    นอกจากชื่อของเจ้า “สำริด” ที่เปลี่ยนไปแล้ว พฤติกรรมของมันก็เปลี่ยนตามชื่อเช่นกัน โดยตอนแรกก็เป็นหมาธรรมดาที่เล่น ‘ปล้ำกับเพื่อน’ รวมถึงเชื่อฟังลุงคงชาวนาผู้เลี้ยงดูมันมาแต่อ่อน จนกระทั่งมิตรภาพของเจ้าสำริดกับนายห้างก็แน่นแฟ้นขึ้น เมื่อเขา “ลูบหลังมันพร้อมป้อนขนมปังก้อนใหญ่” (น.145) จนกระทั่งเจ้าสำริดป่วยนายห้างก็ขอเสนอตัวพาเจ้าสำริดกลับไปรักษาที่เมือง พร้อมทั้งพาไปเล่าเรียนที่โรงเรียนหมา  “สอนให้เป็นคนฉลาด” เมื่อกลับมา “ด๊อกกี้”  ก็ไม่เหมือนเดิม  เป็นหมาอย่างที่โรงเรียนสอน แต่ในสายตาของคู่ผัวเมียชาวนามัน “เสียหมา”  เห็นได้ว่ามุมมอง ความคิดของคนแต่ละสังคมก็ย่อมแตกต่างกัน เมื่อกลับมามันไม่ยอมขึ้นจากเรือง่าย ๆ พอขึ้นมา “ข้าว” ก็ไม่กินกินแต่  “ขนมปัง” แถมยังไล่งับไก่และงับเข้าที่คอของเพื่อนที่มาต้อนรับมัน ด้วยความที่มันได้รับของที่ดีกว่าเดิมและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนเดิม

จนทำให้ยายหลุดปากไปว่า “ลืมรสน้ำข้าวแล้วสิ ท่าทาง...” (น.148)

 

 

                อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นหมาแล้วทำตัว “เสียหมา” สำหรับการเลี้ยงดูแบบชาวนาก็ต้องหนีไม่พ้นถูก “ไม้พายหวดกลางหลัง” การลงโทษนี้เป็นเห็นได้ว่าผู้ที่เป็นเจ้าของเลี้ยงดูมาจะทำอย่างไรกับมันก็ได้ หลังการลงโทษแล้วมันมีท่าทาง “โศกเหงา ไม่ยอมกินข้าว อะไรเข้าใกล้ตาขวางเข้าใส่ “ทั้งเห่าทั้งขู่” จน “ครูยอด” พบเข้าหลังจากฟังเรื่องราวจากลุงก็เข้าใจ แต่ก็คงไม่ได้เห็นใจลุงจริง ๆ ทำเพียง “อธิบายยืดยาวตามประสาคนรู้มาก” (น.150) และหาวิธีช่วย  เริ่มจากการให้อาหาร ลาม ไปจนถึงเสื้อผ้าที่ลุงคงใส่   ลุงคงก็ทำทุกวิธีทาง  หาจานดี ๆ แต่งตัวโก้ ๆ มาให้บางทีก็ยังดูเป็นชาวนา บางทีก็ยังไม่สง่า แต่ทำอย่างไรเจ้าสำริดก็ยังคงไม่สนใจลุงกลับจะเห่าใส่ด้วยซ้ำ เป็นเพราะไม่ว่าอย่างไรลุงคงก็คือ “ชาวนา”  แต่เพียงแค่ฝรั่งที่นั่งเรือผ่านมาแล้วร้องเรียก “เฮลโหล ด๊อกกี้” เจ้าสำริดก็ครางหงิง ๆ แต่เมื่อลุงคงเรียกบ้างแล้วจะเอามือลูบหลัง  มันกลับ “แว้งงับ” ตรงหัวไหล่ของลุง ด้วยเหตุผลเดิมคือลุงเป็น “ชาวนา”  ลุงคงต้องเจ็บปวดทั้งกายและใจเพราะว่า “เจ้าสำริด”ที่เปลี่ยนไปนั้นก็คือเพื่อนร่วมชีวิตของเขาอีกคนหนึ่งที่เขาให้ใส่ใจดูแลมันมาตั้งแต่เล็ก ยังไม่พอเมื่อพบกับเหตุการณ์  “ที่ของเราตกลงจะขายแล้ว เขาจะมาสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ลุงอาศัยอยู่ไปก่อนก็ได้ เมื่อเขาลงมือสร้างจึงย้ายออก” (น.152)

 

                      ลุงคงถูกไล่ที่อย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะที่ที่ลุงอาศัยอยู่นั้นเป็นที่ของคนอื่น เขาทำได้แค่เพียง “รับคำและยกมือไหว้นอบน้อม” (น.152) ต่อนายที่จะมาตั้งรกรากแทนที่ที่ทำกินของเขามาทั้งชีวิต ลุงก็นึกถึงคำของครูยอดที่กล่าวไว้  “ตาเลี้ยงมันมา...” (น.152) จากทั้งประโยคว่า “ตาเลี้ยงมันมา จะจัดการยังไงกะมันก็ได้” (น.152) ผู้แต่งคงจะหมายความว่าพวกนายห้างและเจ้านายเลี้ยงดูให้ที่อาศัยตามา เขาจะทำอย่างไรกับตาก็ได้ เหมือนกับตาที่เลี้ยงหมาของตามา ตาจะทำอย่างไรกับมันก็ได้  เมื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงของ “ตาคง” กับ “เจ้าสำริด” แล้วทั้งสองมีการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกัน ตั้งแต่ยังเป็นชาวนาธรรมดาก็คือเจ้าสำริดที่เป็นหมาธรรมดา ยังไม่พบเจอกับก้อน “ขนมปัง” ที่นายห้างให้ ส่วนตาคงเมื่อแก่ก็ได้รับความช่วยเหลือต่าง ๆ เหล่านี้  ทั้งหน้าที่ใหม่ที่ตายินดีและมีความสุขที่จะทำมัน ขณะเดียวกันตาก็ได้รับของแปลก ๆ จากเมือง จนบางครั้งก็หลงตามจนลืมตัวลืมวิถีชีวิตชาวนาที่ลุงควรจะปฏิบัติให้อยู่ในร่องในรอย เช่น การส่องนกที่เป็นกิจกรรมไกลตัวลุงมาก

 

                      ส่วนตอนที่เจ้าสำริด “งับไหล่” ของลุงนั้นก็คงไม่ต่างกับลุงในตอนทำหน้าที่คอยเก็บ “ค่าเช่าจากผู้มาใหม่” (น.143) ให้เจ้าของนา ซึ่งเป็นชาวนาพวกนั้น ก็ทำมาหาเลี้ยงตนด้วยอาชีพเดียวกับลุง “เจ้าสำริด” ยังสามารถแว้งกัดต่อสู้กับชาวนาผู้ที่เคยเลี้ยงดูมันได้ แต่กลับกันลุงคงผู้เป็นชาวนาไม่สามารถ “งับไหล่” หรือต่อกรกับผู้ที่อยู่สูงกว่าลุงได้เลย ลุงคงหรือนายห้างอาจจะไม่ใช่คนผิด เพียงแต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนสภาพต่างๆ ชีวิตก็เปลี่ยน โดยเฉพาะชีวิตของชาวนาหรือผู้ที่ถูกเหมารวมว่าเป็นชนชั้นล่างกำลังถูกความเป็นทุนนิยมกลืนกินวิถีชีวิตเดิมของพวกเขาไปอย่างไม่รู้ตัว จากตัวอย่างในเรื่องที่ลุงคงเป็นตัวแทนของชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากทุนนิยม คือตั้งแต่เริ่มต้นที่ลุงคงไม่มีพื้นที่ทำนาเป็นของตนเอง ชาวนาส่วนมากที่ไม่มีแม้แต่ผืนดินทำกินจนต้องเช่าที่คนอื่นเพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว แม้แต่ที่พักอาศัยก็อยู่ในพื้นที่ของเจ้าของนา หากวันใดเจ้าของนาไร้ความสงสารเขาก็มีสิทธิ์ทุกอย่างที่จะไล่ลุงไป  เมื่อความเจริญพร้อมกับทุนนิยมคืบคลานมาถึงเจ้าของนาหรือเจ้าของกิจการอื่น ๆ ก็ย่อมปรับตัวเพื่อหาผลกำไรและให้ตนเองอยู่รอด แต่ ‘ชาวนา’ คือกลุ่มคนที่ไม่สามารถปรับตัวตาม ด้วยฐานะของเขา พวกเขามีสิทธิแต่คงไม่มีกำลังเพียงพอที่จะต่อสู้กับ “ความเปลี่ยนแปลง” ที่เกิดจากทุนนิยมเหล่านี้ได้ ทำให้ชาวนาหลายคนต้องคอยปรับตัวตามจนกระทั่งถูกกลืนกิน

วิถีชีวิตเดิม หรือถูกชนชั้นอื่นที่นั่งเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปากกดขี่ข่มเหงไม่มีผู้ใดจะมาเหลียวแล สุดท้ายแล้วชาวนาผู้เป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” ก็คงทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้ร้ายดี แตกต่างกันไป.

 

จากโจทย์ "ชาวนาและนายห้าง" : ลาว คำหอม

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

 

 

ความเห็นของคณะกรรมการต่อบทวิจารณ์

บทวิจารณ์นี้มีองค์ประกอบของบทวิจารณ์ที่ดี

ไม่ว่าจะเป็นชื่อเรื่องที่จับประเด็นหลัก ส่วนนำที่ดึงความสนใจผู้อ่าน

และการวิเคราะห์วิจารณ์ที่เสนอบริบททางสังคม

รวมทั้งการชี้ให้เห็นชะตากรรมของชาวนาที่ไร้ที่นาที่หนีไม่พ้นเงื้อมมือ

ของทุนนิยมด้วยภาษาที่ลื่นไหล น่าอ่าน.

 

 

 


 

 

  

 

Visitors: 14,168